
“ต้องเร็ว มีทุน และเห็นใจผู้คน” บทเรียนของผู้รอดชีวิตจากอีโบลาและผู้เชี่ยวชาญ

ที่มาของภาพ : AFP via Getty Photos
- Author, โทมัส มูควานา
- Role, ผู้สื่อข่าวภูมิภาคแอฟริกา บีบีซี นิวส์
- Printed
- เวลาอ่าน: 8 นาที
“ผมเห็นทีมจัดการศwนำร่างของพวกเขาไปถึงแปดคน” แพทริก ฟาเลย์ ผู้รอดชีวิตจากอีโบลา เล่าย้อนเหตุการณ์ “พวกเขานำศwใส่ถุงแล้วหามไปฝัง ผมพบเพื่อนใหม่ระหว่าง แต่สุดท้ายพวกเขาก็เสียชีวิตกันหมด เหลือผมเพียงคนเดียว”
ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DR Congo) กำลังเร่งรับมือกับการระบาดของอีโบลา ภาพเหตุการณ์ในประเทศดังกล่าวตลอดสัปดาห์นี้ได้ปลุกความทรงจำให้กลับมาลวงหลอนผู้ที่เคยผ่านวิกฤตมาก่อนหน้าอีกครา
เมื่อสิบปีก่อน ฟาเลย์คือ “แนวหน้า” ซึ่งตกอยู่ภายใต้สถานการณ์คล้ายกันนี้ในแอฟริกาตะวันตก ในครั้งนั้นถือเป็นการระบาดครั้งรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 11,000 รายภายในระยะเวลา 2 ปี โดยส่วนใหญ่อยู่ในกินี ไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน
สำหรับฟาเลย์ ประสบการณ์ที่เขาเคยเผชิญ รวมถึงการต้องสูญเสียเพื่อนจำนวนมาก ทำให้เขานึกถึงบทเรียนที่คิดว่าควรนำมาปรับใช้รับมือการระบาดครั้งล่าสุดในพื้นที่ตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 170 คนแล้ว
เรื่องราวของเขายังเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าไวรัสดังกล่าวสามารถสร้างความน่าสะพรึงกลัวได้มากเพียงใด
ฟาเลย์เคยได้รับการคัดเลือกให้เป็นอาสาสมัครชุมชนของกระทรวงสาธารณสุขไลบีเรียเพื่อทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคอีโบลา เขาเดินทางไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่ออธิบายว่าไวรัสแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งในร่างกาย และรณรงค์ให้ประชาชนหยุดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การจับมือทักทายกัน รวมถึงต้องแก้ไขความเข้าใจผิด และอธิบายว่าทำไมถึงต้องสั่งห้ามประกอบพิธีกรรมบางอย่าง เช่น การชำระล้างศwผู้เสียชีวิต
เขาทำงานในชุมชนใกล้บ้านทางตอนเหนือของประเทศ และเล่าว่าจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขาเกิดจากการที่เขาเข้าร่วมงานศwของเพื่อนร่วมงานที่เสียชีวิตจากโรคนี้และลืมปฏิบัติตามคำแนะนำ
สามวันหลังจากงานศw เขาก็ล้มป่วยจากอีโบลา เปลี่ยนสถานะจากบุคลากรด้านสาธารณสุขเป็นผู้ป่วยเสียเอง และถูกส่งไปรักษาภายในหอผู้ป่วยในกรุงมอนโรเวียที่มีผู้คนหนาแน่นและเต็มไปด้วยร่างของผู้เสียชีวิต
Close of ได้รับความนิยมสูงสุด
“ในงานศw เราต้องจับมือ ต้องกอดกัน” เขากล่าวกับบีบีซีและว่า “เหมือนลืมไปว่าเรากำลังเผชิญกับวิกฤตฉุกเฉินในประเทศ”
“พวกเรานั่งอยู่ในรถพยาบาล โดยที่หน้าทางเข้าโรงพยาบาลมีผู้คนกำลังรอความเสียชีวิตอยู่เต็มไปหมด” เขาย้อนความหลัง
ฟาเลย์รอดชีวิตจากการติดเชื้อ แต่ต่อมาภายหลังภรรยาและลูกชายของเขาก็ติดเชื้อด้วยเช่นกัน ภรรยาของเขาหายดีและได้กลับบ้าน ทว่า โมโม ลูกชายวัย 4 ขวบไม่สามารถมีชีวิตรอดได้
แนวทางรับมือกับการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยรายใหม่ในดีอาร์คองโกในสัปดาห์นี้ ถอดบทเรียนมาจากการระบาดในแอฟริกาตะวันตกเมื่อสิบปีก่อน โดยมีคำสั่งห้ามจัดงานศwสำหรับผู้ที่สงสัยว่าติดเชื้ออีโบลา
เหตุการณ์ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความตึงเครียดในบางชุมชน โดยในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (21 พ.ค.) มวลชนแสดงความไม่พอใจและจุดไฟเผาบางส่วนของโรงพยาบาลใกล้ศูนย์กลางการระบาดในเมืองบูเนีย หลังได้รับแจ้งว่าจะไม่มีการส่งมอบศwให้ญาติไปประกอบพิธีฝัง
อย่างไรก็ตาม นายแพทย์แพทริก โอติม ผู้จัดการประจำภูมิภาคแอฟริกาขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้บทเรียนจากอดีต และทำให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบรู้สึกได้มีส่วนร่วม
“หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่สุดที่สรุปได้จากการระบาดในแอฟริกาตะวันตกและการระบาดก่อนหน้านี้ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก คือความรวดเร็วมีความสำคัญอย่างยิ่ง” เขากล่าว
“ยิ่งตรวจพบผู้ป่วยในระยะแรกได้ช้า แยกผู้ติดเชื้อได้ช้า และสร้างความเข้าใจกับชุมชนได้ช้า ก็อาจทำให้ห่วงโซ่การแพร่เชื้อขยายตัวอย่างรวดเร็ว”
อีกประเด็นหนึ่งที่เขาอธิบายคือ การควบคุมการระบาดไม่สามารถอาศัยเพียงมาตรการทางการแพทย์เท่านั้น
“เราจำเป็นต้องได้รับความไว้วางใจจากชุมชน ต้องจัดพิธีฝังอย่างปลอดภัยและให้เกียรติ ต้องให้ผู้นำท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม และต้องสื่อสารให้ชัดเจน เรื่องเหล่านี้มีความสำคัญไม่แพ้เรื่องในห้องปฏิบัติการและศูนย์รักษาเลย”
การระบาดครั้งนี้เกิดขึ้นในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเป็นครั้งที่ 17 แล้ว นับตั้งแต่มีการค้นพบเชื้ออีโบลาเมื่อครึ่งศตวรรษก่อนในปี 1976
อย่างไรก็ดี การระบาดครั้งนี้เกิดจากสายพันธุ์บันดิบูจิโอ (Bundibugyo) ซึ่งพบได้น้อยกว่าสายพันธุ์แซร์ (Zaire) ที่พบได้บ่อย หากนับเฉพาะสายพันธุ์บันดิบูจิโอ นี่คือการระบาดเป็นเพียงครั้งที่ 3 ของโลก
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่ายังไม่มีวัคซีนหรือวิธีรักษาที่เป็นที่รู้จักว่าสามารถรับมือกับสายพันธุ์บันดิบูจิโอเป็นการเฉพาะ เทียบกับการระบาดในแอฟริกาตะวันตกครั้งที่ผ่านมาที่สามารถควบคุมได้ภายในสองปีเนื่องจากมีวัคซีน
“วัคซีนสามารถใช้ได้ผลกับไวรัสชนิดหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลกับอีกชนิดหนึ่ง” ศาสตราจารย์โทมัส ไกส์เบิร์ต กล่าวกับผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์จากห้องปฏิบัติการของเขาที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส เมดิคัล แบรนช์ ในสหรัฐอเมริกา
ไกส์เบิร์ตเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอีโบลาชั้นนำ และเป็นหนึ่งในนักวิจัยสองคนที่คิดค้นวัคซีนซึ่งรู้จักกันในชื่อ เออร์เวโบ (Ervebo) อันเป็นวัคซีนตัวแรกของโรคอีโบลา
“ถึงขณะนี้ วัคซีนชนิดนี้กล่าวยังคงเป็นเพียงวัคซีนชนิดเดียวที่มีอยู่ในคลังสำรองระดับโลก” เขากล่าว

ที่มาของภาพ : Getty Photos
สายพันธุ์บันดิบูจิโอมีลำดับพันธุกรรมแตกต่างจากสายพันธุ์แซร์ราว 30% ซึ่งหมายความว่าวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถใช้ได้ผลกับสายพันธุ์นี้
WHO ระบุว่า อาจต้องใช้เวลานานถึงเก้าเดือนในการคิดค้นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในสหราชอาณาจักรจะเพิ่งประกาศว่า กำลังพัฒนาวัคซีนชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจพร้อมเข้าสู่การทดลองทางคลินิกภายในสองถึงสามเดือนก็ตาม
นี่เป็นสิ่งที่ศาสตราจารย์ไกส์เบิร์ตกำลังทำวิจัยอยู่เช่นกัน
เขาเล่าให้บีบีซีฟังว่า เขาได้พัฒนาวัคซีนฉีดเพียงครั้งเดียวโดยมุ่งเป้าไปยังสายพันธุ์บันดิบูจิโอ โดยใช้ต้นแบบจากวัคซีนเออร์เวโบเดิม
มีการทดลองในลิงแล้วพบว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์บันดิบูจิโอได้ถึง 83% แต่ยังไม่ได้ก้าวไปสู่การทดลองในมนุษย์
ไกส์เบิร์ตเตือนว่า การผลักดันวัคซีนจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริง ผ่านขั้นตอนการทดลองและการผลิต อาจมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 37,000 ล้านบาทไทย)
เขาระบุว่า นี่เป็นการลงทุนที่ “ต้องใช้ตัวเลขศูนย์ต่อท้ายจำนวนมาก” และจนถึงขณะนี้ บริษัทยายังมองว่าเป็นการลงทุนที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าเท่าไร
ด้านวอลเลซ บูลีโม ศาสตราจารย์ด้านชีวเคมีจากมหาวิทยาลัยไนโรบีในเคนยา ระบุว่า เหตุการณ์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกให้เห็นว่าการเพิ่มการลงทุนด้านนี้เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
“เหตุใดเราจึงยังไม่ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับไวรัสชนิดนี้มากนัก ทั้งที่เรารู้แล้วว่ามันเกิดขึ้นจริง” เขาตั้งคำถาม
“ไวรัสนี้ถูกค้นพบตั้งแต่ปี 2007 เราไม่ควรละเลยมันตั้งแต่แรก”
ขณะเดียวกัน ฟาเลย์เตือนผู้ที่กำลังปฏิบัติงานแนวหน้าในพื้นที่ตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกว่าการสื่อสารกับชุมชนว่าการระบาดครั้งนี้ยังไม่มีวิธีรักษาอาจก่อให้เกิดความเสี่ยง
“หากคุณบอกชุมชนที่ฟังวิทยุว่าอีโบลาไม่มีทางรักษา” เขากล่าว ผู้ที่ล้มป่วยอาจไม่พยายามเข้ารับการรักษาทางการแพทย์
“สำหรับพวกเขา การไปยังศูนย์รักษา ก็เท่ากับ ไปเพื่อรอความเสียชีวิต เพราะไม่มีการรักษา”
เขาให้เหตุผลว่า หากทำพลาดเช่นนั้นก็อาจทำให้ผู้ป่วยถูกตีตราทางสังคมและทำให้ชุมชนท้องถิ่นรู้สึกสิ้นหวังและขาดกำลังใจ

ที่มาของภาพ : Patrick Faley
อีกบทเรียนที่เขาได้จากประสบการณ์ของตนเองในไลบีเรียคือ องค์กรจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาให้ความช่วยเหลือในพื้นที่อย่างรวดเร็ว
ในสัปดาห์นี้ มีการส่งสิ่งของช่วยเหลือจำนวนหลายตันไปยังจังหวัดอีตูรี ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการระบาดในพื้นที่ตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ขณะที่องค์กรด้านการแพทย์และหน่วยงานของสหประชาชาติก็กำลังวางแผนส่งทีมเข้าไปสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในท้องถิ่น
“การที่ชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาในชุมชนจำนวนมาก นำมาซึ่งความหวาดกลัว” ฟาเลย์กล่าว
“ในไลบีเรีย ช่วงเริ่มต้นการระบาดผู้คนจะยังคงปฏิเสธความจริง และยิ่งองค์กรเอ็นจีโอหลั่งไหลเข้ามา คนก็จะพากันละทิ้งชุมชนของตน”
ขณะเดียวกัน องค์กรจากภายนอก รวมถึงองค์การอนามัยโลก ย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าว่าผู้นำในการรับมือการระบาดครั้งนี้คือรัฐบาลคองโก ซึ่งเป็นรัฐบาลในพื้นที่ที่มีความไม่มั่นคงมายาวนานทั้งยังมีกลุ่มติดอาวุธเคลื่อนไหวอยู่เป็นเวลาหลายปี
“สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกมีเจ้าหน้าที่รับมืออีโบลาที่มีประสบการณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก” โอติมกล่าว
“ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศสามารถจัดการการระบาดของอีโบลาหลายครั้ง และได้สร้างความเชี่ยวชาญที่เข้มแข็งในด้านการเฝ้าระวัง ระบบห้องปฏิบัติการ การดูแลผู้ป่วย การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ กลยุทธ์ด้านวัคซีน และการประสานงานในการรับมือการระบาด”
สำหรับเขา ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การขาดประสบการณ์
“ความท้าทายอยู่ที่สภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน ซึ่งรวมถึงความไม่มั่นคง การพลัดถิ่น โครงสร้างพื้นฐานที่จำกัด และการเคลื่อนย้ายของประชากรจำนวนมาก ซึ่งทำให้การควบคุมการแพร่ระบาดมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น”
เป้าหมายเร่งด่วนคือการควบคุมไวรัสไม่ให้แพร่กระจายต่อไป โดยผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่า การที่เราพลาดโอกาสไม่ได้ตรวจพบการระบาดตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจหมายความว่าการระบาดได้ขยายวงกว้างเกินกว่าที่ทราบได้แล้ว
แม้อาจจะมีช่องให้มองโลกในแง่ดีไม่มากนัก แต่นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า อัตราการเสียชีวิตของสายพันธุ์บันดิบูจิโอนั้นต่ำกว่าสายพันธุ์อีโบลาประเภทอื่น โดยอยู่ที่ราว 30% เท่านั้น
“ในด้านหนึ่ง ก็เป็นเรื่องดีที่ในทางสถิติ อัตราการเสียชีวิตของสายพันธุ์บันดิบูจิโอมีระดับที่ต่ำกว่า” ศาสตราจารย์ไกส์เบิร์ตกล่าว
เขาเตือนว่า “แต่ระยะฟักตัวอาจยาวนานกว่า นั่นหมายความว่าผู้ติดเชื้อที่ยังอยู่ในชุมชนอาจแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้เป็นระยะเวลานานขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความท้าทาย”
ผู้ป่วยรายแรกที่ทราบคือพยาบาลคนหนึ่ง ซึ่งเริ่มมีอาการเมื่อวันที่ 24 เม.ย. โดยใช้เวลานานถึงสามสัปดาห์กว่าจะยืนยันว่าเป็นการระบาด
อย่างไรก็ตาม ไกส์เบิร์ตระบุว่า การที่ล่าสุดองค์การอนามัยโลกจะให้ความสำคัญกับการใช้ยาต้านไวรัสชนิดทดลองชื่อ โอบลาเดซิเวียร์ (Obladesivir) ภายใต้ระเบียบปฏิบัติที่เข้มงวดนั้นนับเป็นสัญญาณเชิงบวก
ยาดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และนักวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลกคาดหวังว่า หากให้กับผู้ที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยอีโบลา จะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้
ฟาเลย์เน้นย้ำถึงผู้คนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกว่า แม้จะต้องเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากข้างหน้า แต่ชุมชนยังสามารถฟื้นตัวจากความเลวร้ายของอีโบลาได้
“พวกเราชาวไลบีเรียพร้อมเปิดแขนต้อนรับ” เขากล่าว “เราพร้อมที่จะช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานที่รอดชีวิต เพื่อให้พวกเขาเข้าใจอย่างถูกต้องว่าการรอดชีวิตจากอีโบลาหมายถึงอะไร”
“ผมจะอยู่ที่นี่เสมอ เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับการอยู่รอด”




































