
‘ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา’ ยกอุทธรณ์คดี ‘อดีตส.องค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์’ ยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จฯ ปมไม่แจ้ง ‘เงินลงทุน’ ในร้านค้า 7 แห่ง อ้างเป็นเพียง ‘ผู้ดูแลด้านบัญชีการเงินฯ’ รับฟังไม่ได้ ยืนโทษจำคุก 2 เดือน รอลงอาญา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป
……………………………..
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ศาลฎีกา เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกา โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา (คำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์) ในคดีหมายเลขดำที่ อม อธ 4/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม อธ 3/2569 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. ) ผู้ร้อง กับนางพุทธชาติ ศรีสุริยันโยธิน อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) บุรีรัมย์ ผู้ถูกกล่าวหา เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่รับฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของเงินลงทุนร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง แต่กลับไม่แสดงในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน อันเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่ง นั้น องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น
“คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ถูกกล่าวหา (นางพุทธชาติ ศรีสุริยันโยธิน) ว่า ผู้ถูกกล่าวหา เป็นเจ้าของเงินลงทุนร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง แต่ไม่แสดงรายการเงินลงทุนร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง ดังกล่าว อันเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่ง ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือไม่
ในปัญหานี้ที่ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้เป็นเจ้าของเงินลงทุนร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง แต่ผู้ถูกกล่าวหาเข้าไปเกี่ยวข้อง เนื่องจากตนเป็นผู้ดูแลด้านบัญชีการเงินและบุคคลให้แก่ร้านแสงสว่างลิสซิ่ง (นางรอง) หรือบริษัทแสงสว่าง ลิสซิ่ง จำกัด ของนางสาวศิริอร พี่สาวของผู้ถูกกล่าวหา
เมื่อนายบัญชา น้องชายต่างมารดาของนายพรชัย สามีของผู้ถูกกล่าวหา และนายบุญชัย เถียรกิตติพงศ์ ญาติผู้น้องของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งทั้งสองคนนี้เคยเป็นลูกจ้างของนางสาวศิริอรมาก่อนแยกตัวไปร่วมกันประกอบกิจการร้านลิสซิ่ง โดยได้รับความช่วยเหลือจากนางสาวศิริอร ให้ใช้สถานที่ในการประกอบกิจการรับจำนำรถจักรยานยนต์ รถยนต์ ในราคาไม่เกินคันละ 50,000 บาท หากเกินจะส่งลูกค้าให้มากู้ยืมเงินและจดทะเบียนจำนองแก่ร้านแสงสว่างลิสซิ่ง (นางรอง) หรือบริษัทแสงสว่างลิสซิ่ง จำกัด ของนางสาวศิริอร
ผู้ถูกกล่าวหา จึงเข้าไปตรวจสอบบัญชีและการเงินของร้านแสงสว่างลิสซิ่ง (นางรอง) หรือบริษัทแสงสว่าง ลิสซิ่ง จำกัด รวมทั้งต้อนรับลูกค้าและรับเงินที่ลูกค้านำมาชำระผ่านร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง รายได้ของร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง จึงเป็นของผู้ลงทุน คือ นายบัญชา และนายบุญชัย รวมทั้งนายอรรถพร อาจินกิจ ผู้ร่วมลงทุน นั้น
เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่ง โดยไม่แสดงรายการเงินลงทุนร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ร้อง ( ป.ป.ช. ) ตรวจสอบและสอบถามผู้ถูกกล่าวหาในฐานะผู้ยื่นบัญชีดังกล่าว ว่า เงินลงทุนร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง เป็นของบุคคลใด ผู้ถูกกล่าวหาให้การเพียงว่าเป็นของเครือญาติตน แต่ไม่ทราบว่าบุคคลใดเป็นเจ้าของ
ต่อมาเมื่อผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงถึงเหตุที่ไม่แสดงรายการเงินลงทุนร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงว่า ตนมิได้ร่วมลงทุนในร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง และมิได้มอบหมายให้บุคคลอื่นดูแลแทน จนกระทั่งถูกผู้ร้องแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดี ผู้ถูกกล่าวหาก็ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเช่นเดิมว่า กิจการร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง มิใช่ของผู้ถูกกล่าวหา โดยไม่ปรากฏเหตุผลที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมแจ้งว่า บุคคลใดเป็นเจ้าของเงินลงทุนหรือกิจการร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง ทำให้มีพิรุธน่าสงสัย
แม้ผู้ถูกกล่าวหานำสืบในชั้นไต่สวนของศาลว่า ร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง คือ ร้านสว่างแดนดินลิสซิ่ง มีนายบัญชาเป็นผู้ร่วมลงทุน ร้านชัยสว่าง (สกลนคร) เป็นของนายบัญชา ร้านแสงสว่าง (เสิงสาง) เป็นของนายบัญชา นายบุญชัยและนายอรรถพร ร้านแสงสว่างลิสซิ่ง (หนองบุญมาก) เป็นของนายบัญชา นายบุญชัยและนายอรรถพร ร้านศรีโยธิน (โชคชัย) เป็นของนายบัญชา ร้านโพนพิสัยลิสซิ่ง (หนองคาย) เป็นของนายบุญชัย และร้านศิริชัยลิสซิ่ง (นครพนม) เป็นของนายบัญชา โดยมีนายพรชัย นายบุญชัย นางสาวศิริอร และพนักงานในร้านมาเบิกความเป็นพยานรับรองก็ตาม
แต่เมื่อพยานดังกล่าวเบิกความลอยๆ ไม่มีหลักฐานแหล่งเงินทุน หนังสือสัญญาจำนำ บัญชีรายรับรายจ่าย บัญชีเงินฝากธนาคารหรือพยานเอกสารอื่นใดมาแสดงให้น่าเชื่อว่านายบัญชา นายบุญชัย และนายอรรถพร เข้าไปมีชื่อเกี่ยวข้องในธุรกรรมเหล่านี้ของร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง ในฐานะเจ้าของเงินลงทุนหรือกิจการ
ประกอบกับนายบัญชาและนายบุญชัย เป็นญาติสนิทกับสามีของผู้ถูกกล่าวหา และผู้ถูกกล่าวหา ส่วนนายอรรถพรเป็นพนักงาน บริษัทละหานทรายรับเบอร์ แอนด์ ลาเท็กซ์ จำกัด อยู่ในช่วงเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหา เข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ด้วย
และพนักงานในร้านค้าพิพาทบางคนกลับมีชื่อเป็นผู้ประกอบพาณิชยกิจในใบทะเบียนพาณิชย์ของร้านค้าพิพาท บางคนทำงานที่โรงพยาบาล บางคนไม่พบข้อมูลการทำงานในระบบประกันสังคม พบแต่ที่อยู่อาศัยเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวหลังคามุงสังกะสีและมารดาแจ้งว่าไปทำงานรับจ้างต่างอำเภอ
อันบ่งชี้ให้เห็นว่า นายบัญชา นายบุญชัย และนายอรรถพร รวมทั้งพยานที่มีชื่อเป็นผู้ประกอบพาณิชยกิจในทะเบียนพาณิชย์เป็นบุคคลที่ไม่ได้แสดงออกถึงการเป็นเจ้าของเงินลงทุนร้านค้าพิพาท และไม่น่าจะมีฐานานุรูปเพียงพอจะลงทุนร้านค้าพิพาทได้ จึงน่าสงสัยว่าพยานเหล่านี้เป็นเพียงผู้รับสมอ้างเป็นเจ้าของเงินลงทุนร้านค้าพิพาทและเป็นผู้มีชื่อประกอบพาณิชยกิจในใบทะเบียนพาณิชย์ร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง แทนบุคคลอื่น
ซึ่งแตกต่างจากพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาที่แสดงออกถึงการเป็นเจ้าของเงินลงทุนหรือร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง เช่น เปิดบัญชีเงินฝากในท้องที่ซึ่งร้านค้าพิพาทตั้งอยู่และมีการโอนเงินผ่านบัญชีเหล่านี้เป็นจำนวนมาก อันถือว่าเป็นธุรกรรมทางการเงินที่สำคัญยิ่งของกิจการร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง ซึ่งเจ้าของเงินลงทุนหรือกิจการต้องกำกับดูแลเองอย่างใกล้ชิด และการมีชื่อเป็นทั้งเจ้าของป้ายร้านค้าพิพาท ผู้ชำระภาษีป้าย ผู้รับการประเมินและชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินร้านค้าพิพาท
ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ว่า การชำระภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นหน้าที่ของเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คือ นางสาวศิริอร ผู้ถูกกล่าวหาจึงเป็นผู้ชำระภาษีแทนนางสาวศิริอร นั้น
เห็นว่า การเสียภาษีป้าย พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เจ้าของป้ายมีหน้าที่เสียภาษีป้าย ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าของโรงเรือนและที่ดินซึ่งป้ายนั้นติดตั้งอยู่ ดังนั้น เมื่อผู้ถูกกล่าวหาเสียภาษีป้ายร้านค้าพิพาท ย่อมแสดงให้เห็นได้ในตัวว่าเป็นเจ้าของป้ายตามบทกฎหมายดังกล่าวและตรงตามที่ระบุในใบเสร็จรับเงินว่ามีชื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของป้ายผู้เสียภาษี
อย่างไรก็ตาม การเสียภาษีป้าย รวมทั้งการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเสียแทนนางสาวศิริอร ผู้ถูกกล่าวหาก็สามารถแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับเงินค่าภาษีได้ว่าเสียในนามนางสาวศิริอร และขอให้ออกใบเสร็จรับเงินในนามนางสาวศิริอร การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ปฏิบัติดังที่ว่าบ่งชี้ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของป้ายและเจ้าของร้านค้าพิพาท รวมทั้งเป็นการแสดงถึงการเป็นเจ้าของกิจการร้านค้าพิพาท ดังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย
ที่ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ต่อไปว่า ผู้ถูกกล่าวหาแสดงบัญชีเงินฝากครบถ้วนแล้ว แสดงว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่จงใจปกปิดการทำธุรกรรมในบัญชีซึ่งเกี่ยวข้องกับการโอนเงินในร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง นั้น
เห็นว่า แม้ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการบัญชีเงินฝากครบถ้วน แต่รายการในบัญชีดังกล่าวไม่อาจแสดงให้เห็นได้ในตัวว่ามีรายการเดินบัญชีของร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง ด้วยหรือไม่ เมื่อรับฟังประกอบกับภายหลังการยื่นบัญชีแสดงบัญชีเงินฝากดังกล่าว เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ร้องสอบถามและผู้ร้องมีหนังสือให้ชี้แจงรายการเงินลงทุนร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง ผู้ถูกกล่าวหาก็ให้การและชี้แจงว่าไม่ทราบว่าเงินลงทุนในร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง เป็นของบุคคลใด และไม่เคยให้การว่าในบัญชีเงินฝากมีรายการเดินบัญชีของร้านค้าพิพาททั้ง 2 แห่ง รวมอยู่ด้วย
แต่ความจริงเรื่องนี้ เพิ่งปรากฏขึ้นจากผลการตรวจสอบพบของพนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ร้องในภายหลัง การจะอ้างว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่จงใจปกปิดดังที่อุทธรณ์หาฟังได้ไม่
และที่ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ว่า เงินที่โอนกันเป็นจำนวนมากในบัญชีผู้ถูกกล่าวหา ก็เป็นเงินหมุนเวียนในธุรกิจของร้านแสงสว่างลิสซิ่ง (นางรอง) หรือบริษัทแสงสว่าง ลิสซิ่ง จำกัด เพื่อความสะดวกในการเบิกจ่ายเงินและโอนเงินให้แก่ลูกค้า เงินดังกล่าวเป็นของนางสาวศิริอร ไม่ใช่เงินของผู้ถูกกล่าวหา
เห็นว่า ขัดแย้งกับที่ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงในชั้นไต่สวนของผู้ร้องว่า เงินโอนดังกล่าวเป็นเงินยืมกันระหว่างเครือญาติ จึงฟังไม่ได้ตามที่อุทธรณ์
ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ตอนท้ายในทำนองว่า เงินลงทุนร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง เป็นของนางสาวศิริอร ไม่ใช่ของผู้ถูกกล่าวหา ร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง จึงอยู่ในเครือหรือเป็นตัวแทนของร้านแสงสว่างลิสซิ่ง (นางรอง) หรือบริษัทแสงสว่าง ลิสซิ่ง จำกัด ของนางสาวศิริอร ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ร่วมลงทุนด้วย แต่เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ดูแลด้านการเงินบัญชีและบุคคลให้แก่ร้านแสงสว่างลิสซิ่ง (นางรอง) หรือบริษัทแสงสว่าง ลิสซิ่งจำกัด นางสาวศิริอร จึงมอบหมายให้ผู้ถูกกล่าวหาดูแลด้านการเงินและบัญชีของร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง นั้น
เห็นว่า ขัดแย้งกับที่ผู้ถูกกล่าวหานำสืบและอุทธรณ์มาตอนต้นดังที่วินิจฉัยมาแล้ว โดยไม่ได้กล่าวว่านางสาวศิริอรลงทุนหรือร่วมลงทุนด้วยแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ถูกกล่าวหาจึงรับฟังไม่ได้
นอกจากนี้ ที่ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดยืนยันข้อเท็จจริงได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของเงินลงทุนในร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง นั้น
องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยมติเสียงข้างมาก เห็นว่า การพิจารณาคดีนี้ ซึ่งเป็นการดำเนินคดีเกี่ยวกับการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ที่บัญญัติว่า
“การพิจารณาคดีให้ใช้ระบบไต่สวนโดยให้ศาลค้นหาความจริงไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานได้แม้ว่าการไต่สวนพยานหลักฐานนั้นจะมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากขั้นตอน วิธีการ หรือกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ถ้าศาลได้ให้โอกาสแก่คู่ความในการโต้แย้งคัดค้านพยานหลักฐานนั้นแล้ว เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตามความจริงที่เกิดขึ้นในคดีนั้น ทั้งนี้ ตามแนวทางและวิธีการตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา…”
และตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2562 ข้อ 28 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “การวินิจฉัยข้อเท็จจริง ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนของคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และที่ศาลไต่สวนเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร” ซึ่งออกโดยประธานศาลฎีกา
ดังนั้น การที่ศาลจะวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของเงินลงทุนร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง ไม่จำเป็นที่ผู้ร้องต้องมีพยานหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของเงินลงทุนร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง ดังที่ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ แต่ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนของคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และที่ศาลไต่สวนเพิ่มเติมทั้งในส่วนของผู้ร้องและผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งรวมทั้งพยานหลักฐานแวดล้อมกรณีตลอดจนข้อพิรุธผิดปกติวิสัยต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตามความจริงที่เกิดขึ้นในคดีนี้
ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ถูกกล่าวหาไม่เป็นสาระสำคัญแก่คดี เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่ต้องวินิจฉัย
ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับฟังว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของเงินลงทุนร้านค้าพิพาททั้ง 7 แห่ง แต่กลับไม่แสดงในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน อันเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่ง นั้น องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน” คำพิพากษาศาลฎีกา โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา (คำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์) ในคดีหมายเลขดำที่ อม อธ 4/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม อธ 3/2569 ลงวันที่ 5 พ.ค.2569 ระบุ
ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาว่า นางพุทธชาติ ศรีสุริยันโยธิน ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)
ให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นวันหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยผลของกฎหมาย ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม
กับมีความผิดตามมาตรา 167 จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30
อย่างไรก็ดี ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา













