แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/ll1w | ดู : 0 ครั้ง
  • “ศึกษิษฏ์” บอกว่าปีนี้ไทยพลาดที่จะได้จัดคอนเสิร์ตใหญ่ไป 5 รายการเพราะชนกับเอเชี่ยนเกมส์ทำให้ไม่มีสเตเดียมใหญ่พอรองรับ
  • เขาพยายามอธิบายว่า “เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” เป็นคนละเรื่องกับ “พนันออนไลน์” และกฎหมายห้ามมีพนันออนไลน์ในพื้นที่ชัดเจน
  • นักลงทุนที่จะเข้ามาเน้นเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่ถูกกำกับดูแลจากหน่วยงานของประเทศอื่นอยู่ก่อนแล้วเพื่อเป็นกำแพงป้องกันนักลงทุนกลุ่มที่จะเข้ามาทำผิดกฎหมายในไทยอีกชั้น
  • เรื่องกองทุนฟื้นฟูผลกระทบต้องเอาออกไปเพราะ พ.ร.บ.การเงินการคลังกำหนดไว้ว่าห้ามตั้งกองทุนที่มีภารกิจซ้ำซ้อนกับกองทุนที่มีอยู่แล้วเช่น กองทุนแก้ปัญหาติดการพนันเป็นของ สสส.
  • เงื่อนไขคนไทยจะเล่นต้องมี 50 ล้านบาทในบัญชีมาจากกฤษฎีกาเป็นเพราะห่วงกังวลคนไทยจะเข้าไปเล่น แม้ว่าไอเดียตอนแรกจะต้องการให้คนไทยกลับเข้ามาเล่นภายในประเทศเพื่อไม่ให้เงินไหลออกนอกประเทศไปเข้ากระเป๋าสแกมเมอร์ จึงยังต้องรอดูว่าเรื่องนี้จะถูกแก้ไขหลังร่างกฎหมายผ่านชั้นรับหลักการแล้วหรือไม่
  • ศึกษิษฏ์บอกว่าความเร่งรีบทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากต้องการเอื้อประโยชน์ใคร แต่เป็นความต้องการแข่งขันเพราะหากช้ากว่านี้จะต้องเจอกับญี่ปุ่นที่กำลังจะเปิดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แล้วสิงคโปร์ก็กำลังจะต่อสัญญาของตัวเอง หากช้ากว่านี้ยิ่งเสี่ยงที่ไทยจะเสียโอกาส

ท่ามกลางกระแสต้านและคำถามจำนวนมากต่อ ‘เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’ รัฐบาลยังคงพยายามเดินหน้าโปรเจ็คกระตุ้นเศรษฐกิจนี้อย่างไม่ลดละ หลัง ครม.มีมติรับร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. ไปเมื่อ 27 มี.ค.2568 และกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 9 เม.ย.นี้

ประเด็นของการต่อต้านคือ ‘คาสิโน’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ โดยในร่างกฎหมายล่าสุดก็ล็อกไว้ที่ 10% ของพื้นที่ทั้งหมด แต่ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะถูกขยายจนเต็มพื้นที่ในสายตาคนที่ไม่เห็นด้วย นอกจากแง่มุมศีลธรรมและศาสนาแล้ว ยังมีข้อห่วงกังวลถึงปัญหาการติดพนันของคนไทย รวมถึงจะกลายเป็นแหล่งหากินของทุนเทาต่างๆ

สำหรับ ‘ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ’ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองผู้มีส่วนสำคัญในการผลักดันเรื่องนี้และได้เข้าไปร่วมพิจารณาในคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วย ดูจะมีภาพฝันที่ต่างออกไป เขาเห็นว่าปัญหาต่างๆ นั้นสามารถแก้ไขจัดการได้ และมองเห็นเรื่องนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยล่าช้ามานาน เพราะเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่ไม่ได้มีแค่ ‘คาสิโน’ 10% แต่ยังรวมถึงโอกาสใหม่ๆ ที่จะปิดช่องว่างโลว์ซีซั่นการท่องเที่ยวไทย การได้มีพิพิธภัณฑ์ล้ำๆ ให้เยาวชน สเตเดียมรองรับคอนเสิร์ตระดับโลกที่เคยเสียไปเพราะความไม่พร้อมด้านสถานที่ของไทยเอง

แต่โอกาสต่างๆ เหล่านั้นอาจไม่คุ้มค่านักในสายตานักลงทุน หากไม่มี 10% นี้อยู่

ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ

(หมายเหตุ – ประชาไทสัมภาษณ์ก่อนที่ ครม.จะมีมติรับร่างกฎหมายเมื่อ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา)

เรื่องที่คนมักเข้าใจผิด

ศึกษิษฏ์เริ่มจากการเล่าถึงเรื่องที่เขามักต้องตอบเกี่ยวกับเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ นั่นคือ ความชัดเจนในข้อกฎหมายต่างๆ และมาตรการป้องกันการฟอกเงิน มาตรการเยียวยาผลกระทบทางสังคม มาตรการป้องกันปัญหาการติดพนัน และคนมักเข้าใจว่าทำเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ขึ้นมาเพื่อเป็นคาสิโนอย่างเดียว ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วต้องการลงทุนขนาดใหญ่ในเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์แล้วให้มีคาสิโนเป็นส่วนหนึ่งในนั้น

ประเด็นแรกเรื่องกฎหมาย เขาอธิบายว่า กระบวนการร่างกฎหมายที่ต้องเขียนกรอบกว้างไว้ เพราะถ้าเขียนลงรายละเอียดมากเกินไปในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ เช่น ค่าเข้าสถานที่ สัดส่วนภาษี หรือมาตรการเยียวยา จะทำให้การแก้ไขกฎหมายแต่ละครั้งจะใช้เวลานาน จึงเขียนพระราชบัญญัติเป็นกรอบแล้วให้อำนาจคณะกรรมการนโยบายที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานสามารถออกระเบียบที่เป็นกฎหมายลูกได้ ซึ่งจะทำให้เกิดความคล่องตัวกว่า แต่มาตรการต่างๆ ก็คิดเตรียมไว้หมดแล้ว

“กฎหมายให้อำนาจนายกฯ ในการนั่งเป็นคณะทำงานนโยบาย ซึ่งมีอำนาจในการให้ใบอนุญาต พิจารณาเรทภาษี แล้วก็ออกมาตรการต่างๆ ที่ผู้ประกอบการต้องทำ ทำไมถึงเป็นนายกฯ เพราะเรามองว่าการให้นายกฯ นั่งเป็นประธานคือการแสดงว่าเรามีความรับผิดชอบในระดับสูงสุด ซึ่งก็คือหัวหน้ารัฐบาลเลย ถ้าเกิดมีอะไรที่มันดูไม่โปร่งใส ไม่ชัดเจน นายกรัฐมนตรีก็เป็นคนรับผิดชอบ”

ส่วนเรื่องจะศึกษาผลกระทบนั้น ยังไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะไปออกมาตรการว่าผู้ประกอบการจะต้องทำมาตรการเยียวยาผลกระทบทางสังคม เพราะกฎหมายนี้ออกมาเพื่อจัดตั้งสำนักงานควบคุมการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร เมื่อสำนักงานตั้งขึ้นมาได้แล้ว มาตรการควบคุมต่างๆ ก็จะตามออกมา แต่ก็มีการดูไว้แล้วบางเรื่อง เช่นเรื่องสถานที่ตั้ง

ศึกษิษฏ์บอกว่า เรื่องสถานที่ตั้งศึกษากันมาบ้างในชั้นกรรมาธิการ มีอยู่ 2-3 โมเดล ทั้งกรณีที่สร้างไว้ไกลจากเมือง เช่น ลาสเวกัสที่สร้างก่อนแล้วค่อยพัฒนาสร้างโครงสร้างพื้นฐานตามไป อีกโมเดลเป็นแบบอยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวที่เข้าถึงได้จากการอยู่ใกล้กับระบบการจราจรขนส่ง ไม่ไกลจากสนามบินนานาชาติเกิน 100 กิโลเมตร เบื้องต้นในชั้นกรรมาธิการก็ชี้ว่าโมเดลที่อยู่ใกล้สถานท่องเที่ยวน่าจะมีประโยชน์กว่า เพราะการลงทุนจะเข้ามาค่อนข้างสูงกว่า แล้วรัฐบาลไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้ว เกิดเป็นผลพลอยได้ตามมา

“คุณตั้งอยู่ในที่ที่ไกลเลย กลายเป็นว่าถ้าไปเที่ยวก็ต้องไปอยู่ในเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ไปไหนต่อไม่ได้ อีกอย่างหนึ่งคือกลายเป็นว่ารัฐบาลก็ต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สร้างรถไฟ  สร้างสนามบินอีก ถ้าทำอย่างนั้น มองไปในมุมกลับก็จะถูกกล่าวโทษว่าเราไปเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ลงทุนคนนี้เป็นพิเศษหรือเปล่า”

ศึกษิษฏ์ยังเล่าถึงเรื่องที่ไปศึกษาการจัดเก็บภาษีของสิงคโปร์ว่า เขามีการเก็บภาษีที่เรียกว่า hideous gaming income เป็นภาษีภาษีที่ได้จากการเล่นพนัน มีแบ่ง 2 ระดับคือระดับลูกค้า VIP และลูกค้าทั่วไป กลุ่ม VIP จะเก็บเงินค่าเข้าน้อยกว่ากลุ่มคนทั่วไป เพราะเขาต้องการให้เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ดึงลูกค้า VIP เข้ามาเล่นแล้วตอนนี้สัดส่วนคนที่เข้ามาเล่นครึ่งหนึ่งก็เป็นลูกค้า VIP และเป็นรายได้ที่เกิดขึ้น และเป็นความต้องการของรัฐบาลที่จะดึงดูดลูกค้าที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายเข้ามา เราจะเห็นว่ากฎเกณฑ์ภาษีก็เป็นกลไกที่เอามาป้องกันกลุ่มเปราะบางจากการเข้าถึงและการชักจูงของเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ได้

ส่วนของคาสิโนในมารินาเบย์แซนด์สิงคโปร์ ภาพโดย Ted McGrath

สำหรับเรื่องมาตรการการเยียวยา ศึกษิษฏ์เล่าว่า จากการไปศึกษาบริษัทต่างๆ เขาจะมีมาตรการที่เรียกว่า Responsible Gaming หรือ หลักการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคและสังคม ของผู้ให้บริการเกมเสี่ยงโชค โดยเขายกตัวอย่างการนำกล้องวงจรปิดในพื้นที่การเล่นพนันที่เคยใช้แค่รักษาความปลอดภัยมาใช้เพื่อจับตาพฤติกรรมการเล่นพนันของลูกค้าว่าเริ่มมีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะเล่นหนักขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ เช่น ทิ้งไพ่แรงขึ้น เพิ่มเงินหนักขึ้นเรื่อยๆ ตอนที่เล่นเสียเยอะก็จะให้ที่ปรึกษาหรือนักจิตวิทยาเข้าไปหยุด คอยให้คำปรึกษา หรือจะมีการทำ Destructive checklist คือ รายชื่อที่ให้ครอบครัวหรือตัวผู้เล่นเองมาลงทะเบียนแบนตัวเองหรือคนในครอบครัวที่ติดพนันเพื่อไม่ให้เข้า ไปจนถึงใส่ชื่อนักการเมืองระดับสูง เป็นต้น

ส่วนมาตรการป้องกันการฟอกเงินและเพื่อให้ตอบโจทย์กับโมเดลในแผน จึงเน้นให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ที่ผู้ลงทุนจะต้องมีทุนจดทะเบียนอย่างน้อย 10,000 ล้านบาท และเข้ามาลงทุนอย่างน้อย 100,000 ล้านบาท เช่นในกรณีสิงคโปร์ มูลค่าการลงทุน 2 แห่งก็ประมาณ 300,000 ล้านบาท เราต้องการเอามาตรฐานระดับโลกเข้ามาเพื่อให้เกิดเป็นกำแพงสองชั้น

  • ชั้นแรก ระดับการกำกับดูแลในระดับพื้นที่ คือ คณะกรรมการที่มีนายกฯ เป็นประธาน เพื่อให้เกิดการรับผิดชอบสูงสุด และยังมี ป.ป.ง.อยู่ในคณะกรรมการด้วย
  • ชั้นที่สอง เมื่อเป็นการลงทุนขนาดใหญ่มากระดับเมกะไซส์ ก็จะนำเอาธรรมาภิบาลระดับสากลเข้ามาด้วย เพราะบริษัทระดับสากลพวกนี้หากละเมิดกฎหมายประเทศหนึ่งจะไม่ได้โดนลงโทษแค่ในระดับประเทศนั้นเท่านั้น หากมีการฟ้องร้องกัน บริษัทก็จะโดนยึดใบอนุญาตในที่อื่นด้วย

“ตรงนี้ก็มีทั้งสองทางเพื่อเพิ่มความสบายใจเป็นกำแพงสองชั้น”

ถ้าไม่มีคาสิโน ยังทำได้หรือไม่ ?

ศึกษิษฏ์เล่าถึงสิ่งที่เขาฝันอยากจะเห็นในเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีทั้งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อินดอร์สเตเดียมระดับจุคนได้เกินครึ่งแสน แต่เขามองว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีคาสิโนอยู่ในนั้น และจะเป็นได้แค่ห้างสรรพสินค้า

เขาอธิบายว่า ถ้าอยากได้สเตเดียมระดับขนาด 50,000 ถึง 80,000 ที่นั่ง หรือพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่ล้ำมากๆ เพื่อให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่ายโดยตัวมันเองไม่ได้เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้  หรือกระทั่งสวนสนุกแบรนด์ดังอย่างของยูนิเวอร์เซิลหรือดิสนีย์ก็ไม่เข้ามาตั้งในไทย เพราะกำลังซื้อคนไทยเองไม่สูงพอและไม่คุ้มทุน แต่ถ้ามีเงินจากตรงส่วนของคาสิโนที่เป็นแค่ส่วนน้อยของพื้นที่มาช่วยเลี้ยงก็จะเปิดโอกาสในการลงทุนในส่วนที่ไม่ค่อยมีเหตุผลให้นักลงทุนอยากไปลงทุนทำเท่าไหร่นัก

ส่วนตัวแล้วศึกษิษฏ์เองอยากได้อินดอร์สเตเดียมมาก แต่เขาก็เห็นข้อจำกัดของสเตเดียมเท่าที่มีอยู่ในไทยอย่าง สเตเดียมที่จุระดับ 50,000 คนได้อย่างราชมังคลาฯ หรือสนามศุภฯ ที่จะได้ประมาณ 20,000 คน นอกจากความเก่าแล้วทั้งสองที่ก็ต้องแบ่งไปใช้กับการจัดกีฬาอย่างฟุตบอลหรืองานใหญ่อย่างเอเชี่ยนเกมด้วย แล้วก็ยังมาเจอกับสภาพอากาศของไทยที่ทั้งร้อนทั้งฝนกินเวลายาวไป 8-9 เดือนอีก ทำให้งานใหญ่ๆ ที่จะจัดได้เหลืออยู่แค่ไตรมาสสุดท้ายของปี ยังไม่นับว่าจุฬาฯ ก็อยากได้ที่สนามศุภฯ กลับไปด้วย

“ปีนี้ปีเดียว เรามีแข่งเอเชี่ยนเกมเราเสียคอนเสิร์ตใหญ่ๆ ไป 5 งานที่มาจัดไม่ได้ แต่ละงานมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือแม้กระทั่งคนไทยที่จะเข้าถึงงานศิลปินระดับโลกมันหายไปจำนวนมาก ถ้าเราได้อินดอร์สเตเดียมไปจะสามารถช่วยชดเชยช่วงโลว์ซีซั่น ประเทศเราจะมีปัญหาตรงอย่างนึงท่องเที่ยวเราจะพีคหัวปีท้ายปีกลางปีมันก็จะแผ่วลงเพราะว่าฝนมันตกแล้วมันก็ร้อนทำอะไรก็ไม่ได้”

ทัวร์คอนเสิร์ต The Eras Tour ของเทย์เลอร์ สวิฟท์ที่สิงคโปร์ปี 2024 ที่เป็นประเด็นให้สวิฟตี้ชาวไทยเปิดประเด็นกันว่าทำไมไทยถึงไม่สามารถจัดงานใหญ่แบบนี้ได้

ศึกษิษฏ์เห็นว่าถ้าไทยมีสถานที่ใหญ่พอจัดคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ได้ทุกๆ เดือนในช่วงโลว์ซีซั่นก็จะดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาได้มหาศาล เขายกตัวอย่างคอนเสิร์ตเทเลอร์ สวิฟท์ตอนไปจัดที่สิงคโปร์ถึงกับทำให้จีดีพีช่วงนั้นเพิ่มขึ้นมาได้ แล้วล่าสุดเลดี้ กาก้าก็ไปจัดที่สิงคโปร์อีก

นักลงทุนยักษ์มีไม่กี่เจ้า ไทยน่าดึงดูดแค่ไหน?

ตามแผนศึกษิษฏ์บอกว่าอยากได้นักลงทุนรายใหญ่ในระดับสากล แต่นักลงทุนกลุ่มนี้ก็มีอยู่ไม่กี่เจ้า บางเจ้าก็มาลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ไปแล้ว มาเก๊าก็ไม่ไกลจากไทย ญี่ปุ่นก็กำลังจะเปิดที่โอซาก้าในปี 2570 ก่อนไทยไม่กี่ปี เท่ากับไทยเจอทั้งคู่แข่งใกล้บ้าน แล้วกำลังจะเจอคู่แข่งที่มีความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานและสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทำให้มีคำถามตามมาว่าไทยจะเหลือความน่าดึงดูดแค่ไหนในสายตานักลงทุนรายใหญ่เหล่านี้

ประเด็นนี้เขามองว่า ถ้าไทยสามารถเปิดได้ตามแผนคือ 2572 ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นการเร่งรัดเพราะผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ที่จริงแล้วก็เพื่อให้ไทยเปิดได้หลังจากโอซาก้าไม่นานนักหรือสูสีกันก่อนที่ญี่ปุ่นจะดำเนินการอย่างเต็มที่ อย่างน้อยไทยก็ยังพอมีความได้เปรียบในการแข่งขันอยู่ แต่หากของไทยเปิดได้ช้าหลังจากที่ญี่ปุ่นเปิดไปนานแล้ว ไทยก็จะยิ่งดึงดูดนักลงทุนเข้ามาได้ยากขึ้น

“เราไม่ได้คิดไปเองว่านักลงทุนจะมา นักลงทุนวิ่งเข้ามาหาเราเองแล้วก็แสดงความความสนใจเองว่า ต่อให้โอซาก้าขึ้นก็ตาม ต่อให้สิงคโปร์มีอยู่แล้วก็ตามเขาก็ยังอยากได้ประเทศไทย แล้วก็ต้องการที่จะลงทุน เพราะว่าบ้านเรามี Sea Sand Solar Culture สารพัด สถานที่และอากาศดี มีพระอาทิตย์ อากาศไม่หนาว ทรัพยากรธรรมชาติสวยงาม มีวัฒนธรรมวัดวาอารามสวย”

แม้ไทยจะมีสิ่งเหล่านี้รองรับการท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่ไทยก็ยังเสียการท่องเที่ยวไปให้กับประเทศอื่นอยู่ดี เพราะกิจกรรมหลายอย่างไทยไม่มี แต่เราก็จะสามารถเติมช่องว่างนี้ได้ในช่วงโลว์ซีซั่นถ้าไทยมีสถานที่จัดงานขนาดใหญ่อย่างเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ และสิ่งนี้นักลงทุนเองก็มองเห็นโอกาสเช่นเดียวกันเพราะตอนนี้ไทยก็มีนักท่องเที่ยว 35 ล้านคน

“ถ้ามาเมืองไทยคุณมาที่นี่ คุณบินไปจังหวัดภูเก็ตต่อได้ คุณบินไปขึ้นเขาเชียงใหม่ต่อได้คุณไปตลาดน้ำได้ ไปวัดพระแก้วได้ มีปัจจัยหลายอย่างทำให้นักนักลงทุนสนใจมาก”

แต่ข่าวที่ออกมาก็ดูเหมือนว่านักลงทุนจะสนใจลงทุนทำกันอยู่แค่ในกรุงเทพฯ ความหวังที่เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ช่วยกระจายการท่องเที่ยวจะเป็นไปได้แค่ไหนนั้น

ศึกษิษฏ์บอกว่า แม้ตอนนี้จะยังไม่ได้กำหนดเรื่องสถานที่และรัฐบาลเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเปิดตรงไหนจนกว่ากฎหมายจะประกาศใช้ แล้วสำนักงานคณะกรรมการตามกฎหมายถึงจะเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของแต่ละเมือง แล้วออกเป็นโมเดลออกมา อย่างเช่นถ้าเป็นเมืองใหญ่ก็เป็นกรุงเทพฯ เชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต พัทยา หรือจะไปทำในเมืองรองแล้วจึงมาตัดสินใจ

อย่างไรก็ดี เขามีความเห็นว่าในสายตาของนักลงทุนก็คงคิดว่ากรุงเทพฯ เป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุด ในการลงทุนทำแล้วก็คงอยากได้กรุงเทพฯ มากที่สุดก่อนเพราะได้ผลตอบแทนกลับคืนแน่นอนและคุ้มค่าที่สุด แต่ถ้าศึกษาออกมาแล้วว่ากรุงเทพฯ คุ้มค่าสุด แต่เรามีนโยบายอยากให้กระจายความเจริญออกไปจะเชียงใหม่หรือขอนแก่นแทนก็เป็นไปได้

เมื่อมองไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของไทยที่มีแค่เครื่องบิน ส่วนรถทัวร์รถไฟก็ใช้เวลาเดินทางนาน ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการส่งต่อนักท่องเที่ยวออกจากเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพลกซ์ในกรุงเทพฯ ก็ยังดูทำได้ยาก

ประเด็นนี้ศึกษิษฏ์มองไปถึงเรื่องรถไฟความเร็วสูงไปโคราชที่ตามแผนน่าจะได้มาตอนปี 2572 ก็ทำให้ตอนนั้นจะมีศักยภาพพอที่จะไปตรงนั้นได้ หรือเส้น 3 สนามบินถ้าได้กลับมาทำก็จะทำให้เส้นทางนั้นมีความเป็นไปได้ขึ้นมาด้วย ดังนั้นก็ต้องเป็นสถานที่ที่รองรับทั้งคนไทยทั้งคนต่างประเทศที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายที่ส่วนใหญ่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์จึงควรจะอยู่ในที่เดินทางไปเช้าเย็นกลับได้ ไม่อย่างนั้นจะจัดคอนเสิร์ตกันก็อาจจะยาก จึงควรที่จะอยู่ใกล้โครงสร้างพื้นฐานด้วย

“ผมอยากให้มองว่ามันไม่ใช่แค่คนต่างชาติมาลงทุน แล้วเราได้เม็ดเงินลงทุนอย่างเดียว มันมีอีกมุมหนึ่งก็คือคนไทยจะได้เข้าถึงโชว์ระดับโลกเข้าถึงมิวเซียมระดับโลก สวนสาธารณะที่สวยๆ หรือ Sphere ที่เขาสร้างที่มาริน่าเบย์แซนด์ หรือโมเดลที่ลาสเวกัสทุกอาทิตย์จะมีโชว์เซิร์ก ดู โซเลย์ (Cirque du Soleil) มีมายากลมีกายกรรม เราก็กำหนดนโยบายลงไปเลยว่าถ้าคนไทยอยากไปซื้อตั๋วอาจจะได้ตั๋วราคาถูก”

“มันเป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยได้เข้าถึงโชว์ เด็กเยาวชนบางคนอาจจะไม่มีโอกาสได้บินไปเมืองนอก แต่อย่างน้อยได้มาประสบการณ์ตรงนี้ผมว่ามันเป็นอีกมุมหนึ่งที่เราอาจจะต้องมองด้วย”

พิพิธภัณฑ์ศิลปะวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งของมาริน่าเบย์แซนด์ ภาพจาก Choo Yut Shing

คาดจะเกิดรายได้ 1.2-4 หมื่นล้าน จ้างงานอาจถึงหลักหมื่น

ศึกษิษฏ์ประเมินว่ารายได้จากคาสิโนจะได้มาจาก 2-3 ส่วน

  1. ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตตามบัญชีแนบท้ายของร่างกฎหมายตอนนี้กำหนดเพดานค่าใบอนุญาตไว้ว่า ปีแรก 5,000 ล้านบาท ปีถัดไป 1,000 ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ตั้งเป็นเพดานสูงสุดไว้เพื่อให้นักลงทุนรู้ว่าค่าใบอนุญาตจะสุดอยู่ที่เท่าไหร่ เพื่อให้เป็นธรรมและเกิดความชัดเจนกับคนที่จะเข้ามาลงทุน
  2. Corrupt Gaming Earnings ศึกษิษฏ์อธิบายเพิ่มตรงนี้ว่า ภาษีในส่วนนี้ก็จะมีภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT ที่จะเกิดขึ้นแล้วก็ภาษีจากรายได้ของบริษัทอีก 20 เปอร์เซ็นต์
  3. ค่าเข้าคาสิโน

“ที่คำนวณมาเบื้องต้นอย่างต่ำๆ 12,000-40,000 ล้าน รายได้เข้ารัฐนี่คือภาษีในรูปแบบต่างๆ เพราะฉะนั้นขนาดของเราจะใหญ่กว่าของสิงคโปร์ เราก็เชื่อว่ากิจกรรมภายในมันจะค่อนข้างเยอะกว่าเขา”

ศึกษิษฏ์ประเมินการจ้างงานที่จะเกิดขึ้นตามมาจะประมาณ 9,000 – 15,000 ตำแหน่งแล้วก็จะมีหลายช่วง ตั้งแต่ช่วงก่อสร้าง นอกจากการจ้างงานแล้ว วัสดุก่อสร้างอย่างคอนกรีต เหล็กที่เอามาใช้ก็จะเป็นสินค้าภายในประเทศด้วย นอกจากแรงงานก่อสร้างแล้วยังรวมไปถึงนักออกแบบสถาปัตยกรรมต่างๆ ทั้งตัวอาคารภายนอกและภายใน สร้างเสร็จแล้วก็จะมีทั้งส่วนพนักงานเซิร์ฟ ช่างซ่อมบำรุง ไปจนถึงคนดูแลระบบรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นงานค่าจ้างสูง

นอกจากนั้นยังมีกำหนดเรื่องการจ้างงานคนไทยไว้ในร่างกฎหมายชัดเจนด้วยว่านักลงทุนที่ยื่นขออนุญาตเข้ามาจะต้องยื่นแผนเรื่องสัดส่วนการจ้างงานคนไทยและจะพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยอย่างไรด้วย เช่น นักลงทุนเสนอเข้ามาว่าจะสร้าง 5 อย่างในเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ก็ต้องระบุว่าจะจ้างงานคนไทยเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์และตรงนี้เป็นแค่ในส่วนของตัวคาสิโนเท่านั้น แต่ยังมีส่วนที่อื่นๆ อีกทั้ง สเตเดียม หรือสวนสนุก ที่จะเป็นงานค่าแรงสูง

ข้อจำกัดเงินฝาก 50 ล้านมีทำไม?

พอถามว่าทำไมกฤษฎีกาใส่เรื่องนี้คนไทยต้องมีเงิน 50 ล้านบาทในบัญชีนาน 6 เดือนเข้ามาในกฎหมาย ศึกษาฏ์ก็หัวเราะก่อนจะเริ่มอธิบาย

เขาเล่าว่าร่างกฎหมายเรื่องนี้ผ่านมา 5 ร่างแล้ว ตั้งแต่ร่างของคณะรัฐมนตรี ร่างของกระทรวงการคลัง กฤษฎีกาปรับไปสองครั้งก็มีความกังวลว่าจะเกิดผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางเยอะ ฉะนั้นก็อยากให้กำแพงตัวนี้มันสูง แต่ร่างกฎหมายนี้ก็ยังไม่ใช่ร่างสุดท้าย แต่จะถูกพัฒนาร่างรอบสุดท้ายในชั้นกรรมาธิการในสภาซึ่งจะมีร่างกฎหมายของแต่ละพรรคส่งเข้ามาประกบ ก็จะต้องหาสมดุลกันให้ดี

ภาพนำเสนอโครงการจากเพจไทยคู่ฟ้า

ศึกษิษฏ์ยกตัวอย่างของสิงคโปร์มีมุมมองว่า ด้านหนึ่งก็เก็บภาษีกับกลุ่มวีไอพีต่ำเพื่อดึงดูดเข้ามา แต่ก็ห้ามการโฆษณาเอาไว้ด้วย และอีกทางหนึ่งก็คือเก็บค่าเข้าประมาณ 2,000 กว่าบาทด้วยวิธีคิดว่าถ้าสามารถจ่ายเงินประมาณเดียวกับค่าตั๋วเครื่องบินที่จะบินไปเที่ยวเล่นในมาเลเซียได้ก็มีเงินพอที่จะเข้ามาเล่นได้ และแนวคิดตอนแรกในร่างกฎหมายตั้งต้นของไทยเองก็มองอย่างนั้น แต่ทางกฤษฎีกาก็อาจจะมองว่าอาจจะต้องคุ้มครองกลุ่มเปราะบางมากเป็นพิเศษหรือเปล่า

“ปัจจุบันคนไทยไปบ่อนชายแดนเหมารถตู้ไป 2-3 พันบาท ถ้าคุณเหมารถตู้ไปเล่นบ่อนพวกนั้น หนึ่งคือเงินคุณเอาไปให้คอลเซ็นเตอร์โทรลวงคนในประเทศอยู่ดี สองคือเครื่องที่คุณเล่นโกงแน่นอน มันคงไม่ได้ตั้งมาให้คุณชนะง่ายๆ ถูกไหม สามคือต่อให้คุณชนะมาเผลอๆ คุณโดนลักพาตัวหายไปอีก เพราะฉะนั้นถ้ามันมีคนที่จะไปเล่นอยู่แล้วในมุมมองตอนแรกคิดว่าเอามาเล่นในระบบดีกว่า” ศึกษิษฏ์เล่าถึงไอเดียในร่างกฎหมายที่ตอนแรกคิดคล้ายกับของสิงคโปร์เพื่อที่จะทำให้สามารถดูแลใกล้ชิดได้เพื่อไม่ปล่อยให้คนเล่นจนหมดตัว

เมื่อได้แลกเปลี่ยนกันว่า ในรายงานของ ‘คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (ENTERTAINMENT COMPLEX) เพื่อแก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมายและเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ’ สภาผู้แทนราษฎรเองก็ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับเรื่องที่คนไทยจะไปเล่นตามแนวชายแดนอยู่ เพราะผลการศึกษาของกรรมสรรพสามิตที่ปรากฏในรายงานมีการยกตัวเปรียบเทียบสัดส่วนคนไทยเข้าไปเล่นในบ่อนในปอยเปตมีถึง 80% แต่การกำหนดเงินในบัญชีขั้นต่ำ 50 ล้านบาทนี้สุดท้ายก็กลายเป็นว่าผลักคนไทยกลับไปบ่อนชายแดนหรือไม่ เพราะคนที่มีเงินจำนวนนี้มีอยู่ราวๆ 16,000 คนเท่านั้น

ศึกษิษฏ์ก็มองเห็นประเด็นนี้ แต่เขาก็บอกว่าตอนผลักดันร่างกฎหมายออกมาก็รับฟังความเห็นของทุกหน่วยงานเข้ามา แล้วก็ออกมาเป็นแบบนี้ แต่ในชั้นกรรมาธิการพรรคเพื่อไทยก็จะยื่นร่างกฎหมายประกบ และเขาก็เชื่อว่าพรรคประชาชนก็คงยื่นประกบเหมือนกัน ถึงตอนนั้นก็มาลองดูว่าจุดสมดุลจะอยู่ตรงไหน แต่เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสุดท้ายแล้วเรื่อง ‘50 ล้าน’ นี้จะไปอยู่ในกฎหมายที่จะออกมาหรือไม่

กองทุนฟื้นฟูหายไปไหน?

เรื่องหนึ่งที่เป็นข้อกังวลของสังคมก็คือเรื่องผลกระทบจากการพนันและการฟื้นฟูเยียวยาผลกระทบ ถ้าดูในร่างกฎหมายที่มาจาก กมธ.ศึกษาของสภาจะเห็นว่ามีเรื่องกองทุนฟื้นฟูผลกระทบจากการพนันไว้อยู่ด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกฎหมายที่ปรับแก้ไปมาเรื่องนี้กลับหายไปจากร่างร่างแรกของ ครม.จนกระทั่งร่างที่ผ่านกฤษฎีกาก็ไม่มีเรื่องกองทุนนี้

ศึกษิษฏ์มีคำตอบว่า เป็นปัญหาของข้อกฎหมายเนื่องจาก พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ล็อกไว้ 2 เรื่อง คือ

  1. หน่วยงานไม่สามารถตั้งกองทุนขึ้นมาด้วยเงินนอกงบประมาณ เพราะตอนแรกที่คิดกันคือ มองว่าจะเอาเงินจากใบอนุญาตหรือภาษีจากส่วนนี้ใส่เข้ามาในกองทุน ตามกฎหมายก็ต้องเก็บเข้าคลังก่อนแล้วให้คลังจ่ายออกมา
  2. ตั้งกองทุนที่มีภารกิจซ้ำซ้อนกับกองทุนอื่นที่มีอยู่แล้วไม่ได้ ซึ่งเรื่องการแก้ไขผลกระทบจากการพนันอยู่ในกองทุนของ สสส.อยู่แล้ว และมีกองทุนกีฬาที่ให้เงินด้านกีฬาอยู่แล้ว ไปจนถึงมีกองทุน SME ที่ให้กับธุรกิจรายย่อยอยู่แล้ว

“ถ้าตั้งกองทุนนี้มา เราก็ไม่สามารถไปทำภารกิจนั้นได้ อาจจะทำให้กองทุนที่เราได้มานี้ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะจริงๆ แล้วนอกจากการเยียวยา เราอาจจะช่วยทุนการศึกษาก็ได้ ช่วยพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ก็ได้ กลายเป็นว่ามันไปทับซ้อนกัน มันก็เลยไม่เกิด”

ศึกษิษฏ์บอกว่า ตอนนี้ที่ออกแบบไว้ก็คือ เงินค่าใบอนุญาตที่เข้าสำนักงานคณะกรรมการฯ ส่วนที่เหลือมีเท่าไหร่ก็คืนคลังไป ทีนี้ไอเดียที่คิดไว้คือทำเหมือนกับกองทุนของสำนักงาน แล้วบอร์ดบริหารก็สามารถอนุมัติโครงการออกไปเพื่อทำการเยียวยาได้ สมมติว่าสนับสนุนมูลนิธิต่อต้านการพนันเพื่อไปจัดตั้งระบบเยียวยาก็ได้ หรือจะให้สาธารณสุขเพื่อไปทำโครงการเยียวยาผู้ติดการพนันก็ได้ แต่ให้เป็นค่าใช้จ่ายของสำนักงานไป

“มันไม่ได้ติดที่เราไม่อยากทำ มันติดที่ข้อกฎหมาย พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังจริงๆ ก็เลยออกมาเป็นรูปแบบนี้ แต่ว่าก็จะมีบอร์ดบริหาร คณะกรรมการนโยบายก็สามารถมอบนโยบายได้ว่าสำนักงานนอกจากจะทำการกำกับดูแลแล้วให้มีการสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวกับการศึกษาด้วย เกี่ยวกับการเยียวยาด้านการพนันด้วยเกี่ยวกับสุขภาพจิตด้วย ก็สามารถมอบนโยบายแล้วบอร์ดบริหารก็เอาไปจัดการต่อได้”

ส่วนเรื่องมาตรการป้องกันก็เป็นอีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามว่าทำไมร่างกฎหมายของไทยถึงไม่มีเรื่องนี้อยู่ตรงๆ แต่เป็นภารกิจของคณะกรรมการนโยบายที่จะออกมาตรการป้องกันผลกระทบ

ศึกษิษฏ์อธิบายเรื่องนี้ว่า เกณฑ์ขั้นต่ำอย่างเรื่องอายุก็มีอยู่แล้ว คือ ห้ามคนที่อายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าส่วนที่เปิดให้เล่นการพนัน แต่ส่วนข้อห้ามอื่นๆ ก็เป็นเรื่องที่คณะกรรมการนโยบายจะใส่เข้าไปเพิ่มว่าจะห้ามใครอีกบ้าง เช่น นักการเมืองหรือข้าราชการทั้งหมดเลยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เขามองว่ากฎหมายที่จะออกมาไม่ได้มีแค่รัฐบาลนี้ใช้ ถ้ามีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาแล้วต้องการเปลี่ยนนโยบายบางอย่าง เช่นการกำหนดประเภทคนที่ห้ามเข้าใหม่ แต่ถูกล็อกไว้ด้วยตัวกฎหมายระดับ พ.ร.บ.ก็จะไม่เป็นธรรมกับรัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารต่อ แล้วการแก้ไขกฎหมายแต่ละครั้งก็ใช้เวลานาน 1-2 ปีไม่ทันกับบริบทที่เปลี่ยนไปในอนาคตที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรด้วย

“เราคิดไว้แล้วว่าจะต้องมีอะไรบ้าง แต่เราก็ยังพูดไม่ได้ เพราะ พ.ร.บ.ยังไม่ผ่าน ถ้า พ.ร.บ.ผ่านเราก็ออกมาทยอยพูดได้ กฎหมายลูกเราก็เตรียมไว้หมดแล้ว อย่างคลังจะต้องทำอะไรบ้าง มหาดไทยจะต้องทำอะไรบ้าง ก็แค่รอให้กฎหมายมันผ่านก่อน”

ห้ามพนันออนไลน์ มีมาตรการรับมือฟอกเงิน

“อันนี้ห้ามมีพนันออนไลน์ เป็นคนละเรื่อง เราไม่อนุญาต เขียนในกฎหมายเลยห้ามพนันออนไลน์ แต่สมมุติว่านั่งอยู่ตรงนี้ในเขตเกมมิ่งดูจอแล้วจอถ่ายทอดสดบอลพรีเมียร์ลีกอยู่อันนี้ได้ แต่ว่าไม่ให้มาเล่นในมือถือ ต้องเป็นเครื่องที่เขาเซตอัพมาให้เท่านั้น”

ศึกษิษฏ์ยืนยันว่า เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เป็นคนละเรื่องกับพนันออนไลน์และในร่างกฎหมายห้ามไว้ชัดเจน เขาย้ำด้วยว่าห้ามทั้งนักลงทุนในเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เปิดเองและไม่ให้ปล่อยเช่าสถานที่เพื่อเปิดบ่อนพนันออนไลน์ด้วย นอกจากนั้นยังห้ามทำธุรกิจจังเก็ตด้วย (Junket นายหน้าจัดหาลูกค้าวีไอพีซึ่งอาจรวมถึงรับเปิดบัญชีผ่านบริษัทนายหน้า) พื้นที่ส่วนที่เป็นคาสิโนก็ต้องปิดมิดชิด

“แล้วก็ยังมีข้อกังวลเรื่องการให้เครดิต มีข้อนึงที่เขียนว่าให้หนี้ที่เกิดจากการพนันในนี้บังคับได้ตามกฎหมาย (enforceable) อันนี้อาจจะฟังดูแย่ แต่ว่าในความเป็นจริงเราสามารถกำหนดไปในนี้ได้ว่า เราให้เฉพาะลูกค้าวีไอพี  ทีนี้คำถามที่ตามมาแล้วทำไมต้องให้เป็นหนี้ด้วย ทำไมถึงไม่ให้เขาถือเงินสดเข้ามา การที่คุณปล่อยให้ลูกค้าถือเงินสดเข้ามาอันนั้นคือความเสี่ยงด้านการฟอกเงินสูงมาก คุณถือเงินสดกระเป๋าเจมส์บอนด์เข้ามา 100 ล้านน่ะ คุณหาที่มาไม่ได้ คุณถามไม่ได้นี่ว่าตังค์เขามาจากไหน แต่ถ้าคุณต้องกู้ ต้องทำเครดิตคุณต้องทำ KYC (ยืนยันตัวลูกค้า) คุณต้องบอกว่าแหล่งเงินคุณมาจากไหน อะไรมาจากไหนถูกไหม เราไม่ต้องการให้มันเป็นเงินสด”

แต่ศึกษิษฏ์ก็บอกว่า สำหรับลูกค้าทั่วไปจะเล่นเท่าไหร่ก็ถือเงินสดเข้ามาได้ แต่ถ้าระดับ 10 ล้าน 100 ล้านบาท ก็ต้องเอะใจตรวจสอบแล้ว

นอกจากมุมลูกค้าแล้ว อีกมุมที่คนก็กังวลก็คือนักลงทุนจะเป็นผู้ฟอกเงินเสียเอง เพราะมีข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้นักลงทุนในมาเก๊ารายหนึ่งที่เข้ามาจัดอีเว้นท์ในไทยจนคนตั้งข้อสังเกตกันว่ารอจะเข้ามาลงทุนในเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ของไทย แต่ก็ถูกสืบประวัติว่าคนรุ่นพ่อของนักลงทุนรายนี้เคยมีประวัติเข้าออสเตรเลียไม่ได้ คำถามที่ตามมาก็คือจะสกรีนนักลงทุนเหล่านี้อย่างไร ป้องกันได้แค่ไหน

ศึกษิษฏ์บอกว่ามีเรื่องนี้ในกฎหมายเช่นกันและเขียนชัดว่า กรรมการบริษัทต้องเปิดเผยทรัพย์สินและไม่เคยมีคดีติดตัวมาก่อน แล้วถ้าจะเปลี่ยนกรรมการก็ต้องแจ้งให้เราทราบ ไม่สามารถเป็นบริษัทเปลือก (Shell firm บริษัทที่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจจริง) มาขออนุญาตแล้วมาเปลี่ยนทีหลังได้ อีกทั้งกรรมการและบริษัทลูกจะต้องได้รับการตรวจสอบที่สืบย้อนไปถึงบริษัทแม่ได้

“ทีนี้อย่างที่ผมบอกว่านายกฯ นั่งเป็นประธาน เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ถ้าเรากล้าทำก็คงจะเป็นการฆ่-าตัวเสียชีวิตทางการเมืองของเราเอง ผมคิดว่าเราไม่ได้ต้องการให้เรื่องนี้มันเป็นมรดกที่เป็นด้านลบอยู่แล้ว”

ศึกษิษฏ์เล่าเพิ่มว่าบริษัทที่เข้ามาหารือเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในลาสเวกัส นิวยอร์ก รวมถึงที่อยู่ในฮ่องกงหรือในมาเก๊าจึงค่อนข้างยากแล้วที่จะมีพวกนักฟอกเงินเข้ามา

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบในไทยตกต่ำลงมาก ปัญหาคอร์รัปชั่นก็ปรากฏเป็นข่าวเนืองๆ จนคนไม่ค่อยเชื่อว่าจะป้องกันได้

เรื่องนี้ศึกษิษฏ์ได้ย้ำถึงกำแพง 2 ชั้น ก็คือธรรมาภิบาลระดับในประเทศ แล้วถ้าคิดว่าไทยยังไม่พร้อมยังมีการคอร์รัปชั่นสูงอยู่ จึงเอาบริษัทระดับโลกเข้ามาซึ่งใช้หลักธรรมาภิบาลระดับสากลเข้ามาครอบอีกชั้น เป็นบริษัทที่ต่างชาติเข้ามาที่ถูกกำกับดูแลโดยคณะกรรมการในพื้นที่นั้นๆ เช่น ที่ลาสเวกัสก็มี Nevada Gaming Control Board หรือคณะกรรมการควบคุมในนิวยอร์กเองก็มี ดูไบก็มี Identical old Industrial Gaming Regulatory Authority (GCGRA) สิงคโปร์และมาเก๊าก็มีคณะกรรมการกำกับดูแลเช่นเดียวกัน

“ถ้าเขามาทำผิดที่ไทยก็โดนหมดทั่วโลก ไม่ใช่โดนที่เดียว เพราะฉะนั้นความเสี่ยงในการปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมันค่อนข้างน้อยมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ไม่ได้บอกว่าเรามั่นใจ 100% เราก็มี ป.ป.ง. แล้วในอนาคตมันก็ต้องมีการพัฒนา คือเราทำช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านเขา 10 ปี ก็เสียโอกาสไป แต่ถ้ามองอีกมุมนึงก็เป็นเรื่องที่ดีเราได้เรียนรู้มาหมดแล้วว่าโมเดลไหนมันเวิร์ค ไม่เวิร์ค ถึงแม้เราเห็นประเทศที่มันเวิร์ค แต่เราก็เห็นประเทศที่มันไม่เวิร์คหลายอัน เราก็จะเลือกโมเดลที่มันเวิร์คที่สุด”

ศึกษิษฏ์เล่าว่าได้ปรึกษาแนวทางกับหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศที่ทำแล้วสำเร็จเหมือนกันว่าควรจะต้องเขียนกฎหมายออกมาอย่างไร บางประเทศกฎหมายเขียนมาละเอียดได้เพราะเขาอาจจะแก้กฎหมายในสภาได้ง่ายกว่า ไม่กี่เดือนก็เสร็จ แต่ของเรายุ่งยากกว่าก็เลยต้องมาออกเป็นประกาศแทน แต่ก็พยายามลอกเลียนบทเรียนมาจากเขา เช่น การนับพื้นที่สำหรับการเล่นพนันจะนับอย่างไร จะนับจากพื้นที่ของเครื่องเล่นซึ่งแต่ละประเภทก็ไม่เหมือนกัน หรือจะนับรวมพื้นที่ของบาร์ของห้องน้ำด้วย ซึ่งจะไปอยู่ในประกาศที่จะออกตามมา

ส่วนเรื่องพื้นที่คาสิโนที่ตามร่างกฎหมายล่าสุดกำหนดไว้ว่าไม่เกิน 10 % ของพื้นที่ ศึกษิษฏ์บอกว่าก็เป็นความต้องการที่ตรงกันระหว่างรัฐบาลกับกฤษฎีกา เพราะสิงคโปร์ก็แค่ 3 % หรือของญี่ปุ่นก็ 10 %  แต่เรื่องนี้ก็เป็นกรอบไว้เท่านั้นคงอยู่แค่ 3-5% เพราะนักลงทุนเองก็ไม่ได้อยากทำใหญ่มากเพราะเขาก็มองว่าจะทำให้พื้นที่ไม่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวที่มาเป็นครอบครัว

มาไวแซงนโยบายอื่น

ที่ผ่านมาเรื่องเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เป็นนโยบายที่ได้เห็นความคืบหน้ามาเรื่อยๆ และอาจเรียกได้ว่ารวดเร็วแซงอีกหลายเรื่องมา

ศึกษิษฏ์มองว่าจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่นายกฯ แพทองธารแถลงนโยบายต่อสภาว่าจะสร้างสถานที่เที่ยวแบบ Man Made Destination แล้วก็เอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์หรือตอนหาเสียงก็พูดว่าเราอยากจะสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ แต่พอโอซาก้ากำลังจะมาแล้ว สิงคโปร์ก็กำลังจะมีการต่อสัญญาการลงทุนใหม่ก็ทำให้ไทยต้องเร่งเพราะมีเรื่องการแข่งขันอยู่ด้วย

“แต่ว่าอยากให้มองว่ามันไม่ใช่สิ่งเดียวที่เราเร่งทำ มีไฟแนนเชียลฮับ พ.ร.บ.ภาพยนตร์เราก็เร่งอยู่รวมถึงการทำเงินคืนกองถ่ายเราก็ทำ บีโอไอเราก็ดึงดูดการลงทุนเข้ามา เพราะฉะนั้นเราเร่งทุกอย่าง ตอนนี้วิ่งทุกอย่าง รีบทุกอย่าง”

เขาบอกว่าแม้เรื่องเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์จะดูเหมือนเร็ว แต่เรื่องนี้ก็ผ่านมา 2 ปีกว่าแล้วมีเรื่องหลายนโยบายที่ทำออกมาก่อนแล้ว แต่ก็อยากให้เรื่องนี้รวบรัดด้วยจึงตั้งให้กฤษฎีกามาช่วยเขียน นอกจากนั้นก็ผ่านขั้นตอนต่างๆ มาแล้วตั้งแต่กรรมาธิการศึกษาที่มี สส.เป็นตัวแทนประชาชนมาพิจารณาแล้ว 1 รอบ แล้วเข้ามาที่ ครม. และกระทรวงการคลัง ก่อนส่งให้กฤษฎีกาแล้วเดี๋ยวก็ส่งกลับไปให้กรรมาธิการอีกรอบซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนไปหาจุดสมดุลกันอยู่ตรงนั้นอีก

คาสิโนเป็นแค่ส่วนเล็กที่ถูกคุมเข้มอยู่แล้ว

แม้ว่าศึกษิษฏ์จะให้คำตอบในหลายประเด็นที่เป็นข้อห่วงกังวลของสังคมและพอจะเห็นแนวทางแก้ปัญหารอไว้อยู่บ้างแล้ว (และที่ผ่านมาเขาก็ออกสื่อตอบมาหลายครั้งแล้ว) แต่แรงต้านก็ยังคงมีมาก จนความเป็นไปได้ที่เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์จะแท้งไปก่อนก็ยังพอมีอยู่ เขาประเมินไว้อย่างไร?

สำหรับศึกษิษฏ์มองว่าอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้น คงเป็นปัญหาการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนพอ บางคนก็อาจจะมองว่าทำไมกฎหมายยังเป็นแค่กรอบกว้างๆ ทำไมไม่เตรียมพร้อมมา ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีกรอบกฎหมายออกมาแม้ว่าเราจะเตรียมความพร้อมเอาไว้หมดแล้ว

นอกจากนั้นแม้ว่าจะมีกฎหมายออกมาแล้วก็ไม่ได้จะเกิดเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ขึ้นมาได้ 100 % เพราะถ้าสำนักงานที่ตั้งมาตามกฎหมายทำมาตรการคุ้มครองตามออกมาไม่ดี หรือไม่เกิดการลงทุนเช่นญี่ปุ่นสร้างเสร็จก่อนหรือสิงคโปร์ไปพัฒนาของตัวเองขึ้นมาแล้วเราไปสำรวจเจอว่านักลงทุนไม่มาแล้ว ก็จะเป็นกฎหมายที่ออกมาค้างไว้แต่ไม่มีใครมาสร้าง ก็จะเป็นเรื่องน่าเสียดาย

เขาเสริมว่า แม้บางคนอาจจะมองว่าไทยก็มีนักท่องเที่ยวเยอะอยู่แล้วไม่ได้มีความจำเป็น แต่ก็ยังมีช่วงโลว์ซีซั่นของการท่องเที่ยวอยู่หลายเดือนก็จะทำให้เราเสียโอกาสหลายอย่างไป ทั้งที่มีโอกาสจะเติมเต็มช่องว่างนี้ได้ เช่น มิวเซียมขนาดใหญ่ที่ทันสมัยสำหรับเด็กๆ และเยาวชน และสิ่งนี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเชื่อมกับพื้นที่ที่เกี่ยวกับการพนันมีการกั้นเขตชัดเจน แม้ว่าจะไม่ได้ถึงกับเอาคาสิโนไปหลบซ่อนไว้จนกลายเป็นพื้นที่ปิด แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นได้จากถนนใหญ่และโฆษณาก็ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเดินเข้าไปแล้วทุกป้ายชี้ไปหมดเลยว่าไปเล่นพนันตรงนี้ ยังมีกฎเกณฑ์ที่ยังออกมาเป็นระเบียบได้

“ถ้าเราจะไปมองแค่คาสิโนที่เป็นส่วนเล็กๆ แต่กลายเป็นว่าเรามองข้ามภาพรวมทั้งหมดไป สิ่งที่เราจะได้มา เงินลงทุนที่มันจะเข้ามา รายได้จากการท่องเที่ยวที่มันจะเข้ามา โอกาสที่คนไทยจะเข้าถึงโชว์ระดับโลก โอกาสที่เราจะได้สกายไลน์แบบสิงคโปร์ที่เปลี่ยนประเทศเขาเลย มีมารีน่าเบย์แซนด์ แต่ก่อนมีสิงโตพ่นน้ำตัวเดียว ทีนี้มองไปคือแบบ โอ้โห สวยมาก”

ศึกษิษฏ์มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ เพราะถูกเอาไปรวมกับเรื่องอื่นๆ เป็นเรื่องเดียวกันอย่างคาสิโนกับพนันออนไลน์ แต่การไปโฟกัสที่คาสิโนซึ่งเป็นแค่ส่วนเล็กๆ มีการควบคุมที่แน่นหนาจากทั้งในประเทศและระดับสากลอยู่แล้ว แต่กลับมองข้ามส่วนที่เหลืออีก 90% ที่จะสร้างโอกาสมหาศาลให้ได้

“มันน่าเสียดายโอกาสที่จะดึงการลงทุน เสียดายมากถ้าเกิดเราพลาดไป เคยมีคนมาเสนอว่าอยากได้ไหมสกีอินดอร์ในประเทศไทยอย่างนี้ มันฟังดูบ้าระห่ำนะ แต่ว่ามันก็เกิดขึ้นได้ ตะวันออกกลางเขาก็ทำได้ แล้วประเทศไทยเด็กบางคน ผู้ใหญ่บางคนไม่มีโอกาสได้เห็นหิมะมาตลอดชีวิต ได้เห็นสักครั้งหนึ่ง  สำหรับผมมันก็เป็นเรื่องที่โอเคแล้ว แต่ส่วนตัวผมเชียร์พิพิธภัณท์กับสเตเดียม”

มาริน่า เบย์ แซนด์สมุมสูง ภาพโดย. Ray in Manila

ที่มา ประชาไท ( prachatai.com )

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

ผู้เรียบเรียง

ให้คะแนนความพอใจของคุณ :

0 / 5 คะแนน 0

คุณให้คะแนน:

แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/ll1w | ดู : 0 ครั้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


Share via
Click to Hide Advanced Floating Content