24 มี.ค. 2568 ที่รัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ครั้งที่ 26 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) เป็นการประชุมในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล ภายใต้รัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ประชาไท ประมวลประเด็นที่ 2 สส.พรรคประชาชน อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ประธาน กพช. ที่มีอำนาจในการแก้ไขนโยบายพลังงานของประเทศ แต่กลับไม่เดินหน้าทำอะไร ปล่อยให้มีโครงการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนที่มีการซื้อไฟในราคาแพง และมีปัญหาเรื่องความโปร่งใส ทำประชาชนต้องแบกรับค่าไฟเพิ่ม รวมถึงร่างแผน PDP ก็ยังมีแต่ปัญหาอีกมาก โดยเฉพาะการประเมินความต้องการใช้ไฟสูงเกิน เปิดช่องเอื้อธุรกิจพลังงานเข้ามาสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มได้
ด้านรัฐบาลมองแผน PDP มีปัญหาจริง และกำลังเร่งแก้ไขตรวจสอบ คนร่างแผนเป็นข้าราชการประจำ แต่รัฐบาลต้องรับดูแล กำลังหาทางแก้ไขปัญหาเรื่องค่าความพร้อมจ่ายที่สูงอีกด้วย ยืนยันรัฐบาลนี้ยังไม่เคยอนุมัติรับซื้อไฟเพิ่ม เป็นผลสืบเนื่องจากรัฐบาลยุคก่อนๆ
24 มี.ค. 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระอภิปรายลงมติไม่ไว้วางใจ วรภพ วิริยะโรจน์ สส.พรรคประชาชน อภิปรายถึงการสานต่อการทุจริตเชิงนโยบายในโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจำนวน 3,600 เมกะวัตต์ (MW) เฟส 2 เพื่อเอื้อกลุ่มธุรกิจเจ้าของพลังงาน แต่ประชาชนแบกรับค่าไฟแพงขึ้น
การอภิปรายครั้งนี้แบ่งปัญหาเป็น 2 ส่วนใหญ่ คือ
1. ตัวโครงการที่รับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน 3,600 MW หรือโครงการเฟส 2 แม้ว่าปัจจุบันโครงการนี้ยังชะลออยู่ และยังไม่ถูกยกเลิก แต่ปัญหาของโครงการนี้ ‘เคาะราคา' ซื้อไฟแพงกว่าปกติ โดยไม่มีการประมูลแข่งขันราคา ทำให้ประชาชนทั่วประเทศต้องแบกรับค่าไฟตลอดสัญญา 25 ปี แพงขึ้น 100,000 ล้านบาท
2. รัฐบาลมีการสานต่อนโยบายโครงการรับซื้อไฟฟ้า เฟส 1 ที่ริเริ่มในสมัยประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่โครงการมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสในกระบวนการคัดเลือกเอกชน
วรภพ กล่าวถึงเหตุที่เรียกว่า ‘ทุจริตเชิงนโยบาย’ เพราะว่าโครงการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน 3,600 MW มีการเคาะราคาจากกรรมการพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ไม่มีการเปิดให้เอกชนแข่งขันประมูลราคา ทั้งที่ปริมาณรับซื้อ 3,600 MW ถือว่าใหญ่มากๆ เพราะเท่ากับ 10% ของการใช้พลังงานทั่วประเทศประมาณ 36,000 MW
สส.พรรคประชาชน ระบุว่า ราคารับซื้อพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ของโครงการเฟส 2 อยู่ที่ประมาณ 2.2 บาทต่อหน่วย พลังงานลมอยู่ที่ 3.01 บาทต่อหน่วย ซึ่งราคานี้แพงกว่าราคาที่ประเทศอื่นๆ รับซื้อ อย่างเวียดนามซื้อไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ 1.7 บาทต่อหน่วย มาเลเซีย 1.8 บาทต่อหน่วย และบริษัท GPSC หรือบริษัทลูกของ ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของไทยอ้างว่าไปประมูลที่อินเดีย ชนะราคาพลังงานแสงอาทิตย์เพียง 1.06 บาทต่อหน่วยเท่านั้น
วรภพ มองว่า ราคาพลังงานหมุนเวียนที่เตรียมจะซื้อแพงเกินนี้ จะทำให้ค่าไฟของประชาชนแพงขึ้น 4,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 100,000 ล้านบาทตลอดสัญญาโครงการฯ 25 ปี ซึ่งประชาชนไม่ควรจะต้องจ่ายแบกรับต้นทุนตรงนี้
ทั้งนี้ เวลาพูดถึงราคาค่าไฟถูกกำหนดด้วย 2 ปัจจัยคือ ราคาต้นทุนพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่รัฐบาลควบคุมไม่ได้ ยกตัวอย่าง เมื่อปี 2565 ในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลต่อราคาค่าไฟดีดตัวขึ้นเกือบ 3 เท่า คือ 3 บาทต่อหน่วยขึ้นเป็น 5 บาทต่อหน่วย กับปัจจัยที่ 2 คือเชิงนโยบายที่กำหนดราคาโดยรัฐบาล
นอกจากนี้นี่ยังเป็นปัญหาการทำโครงการทับซ้อนการโครงการรับซื้อไฟฟ้าสะอาด 2,000 MW ที่เคยประกาศก่อนหน้านี้ ทำให้ตอนนี้ประเทศไทยยิ่งมีไฟฟ้าล้นเกินมากขึ้น และประชาชนทั่วประเทศต้องแบกรับค่าไฟมากยิ่งขึ้นไปอีก
วรภพ ตั้งข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสของโครงการฯ อีกด้วย เนื่องจากโครงการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน 3,600 MW มีการล็อกสิทธิโควต้า 2,100 MW ให้กับเอกชนที่เคยเสนอขายไฟให้โครงการรับซื้อไฟจากรัฐบาลช่วงสมัยประยุทธ์ จันทร์โอชา เฟส 1 (จำนวน 5,200 MW เมื่อปี 2566) ที่เหลืออีก 1,500 MW ถึงเปิดให้เอกชนรายใหม่เข้ามาเสนอ ที่สำคัญไม่มีการประกาศว่าเอกชนรายไหนได้รับการคัดเลือกและไม่มีการประกาศวิธีคำนวณคะแนนเชิงเทคนิค เอกชนที่ได้คะแนนเชิงเทคนิคสูงจะได้สิทธิได้รับการคัดเลือกพิจารณาก่อน การล็อกโควต้าแบบนี้เป็นการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เท่าเทียม การไม่ประกาศวิธีคำนวณคะแนน เปิดช่องโหว่ใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างขวางเลือกกลุ่มทุนพลังงานที่จะขายไฟให้รัฐบาลได้
ประเด็นต่อมา วรภพ กล่าวต่อว่า นายกฯ ยังมีความผิดที่ 2 คือการสานต่อโครงการเก่าของสมัยประยุทธ์ เฟส 1 ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าโครงการมีปัญหาเรื่องความโปร่งใสในการคัดเลือกเอกชน และพรรคเพื่อไทยก็ทราบอยู่แล้วว่าโครงการรับซื้อไฟเฟส 1 จำนวน 5,200 MW จะทำให้ค่าไฟแพงขึ้น
สส.พรรคประชาชน อธิบายว่า วิธีการคัดเลือกโครงการเฟส 1 และ 2 ใช้วิธีการเดียวกัน มีปัญหาเรื่องความโปร่งใส เพราะเคยมีเอกชนที่ยื่นเสนอขายไฟจากพลังงานลมในโครงการเฟส 1 ยื่นฟ้องศาลปกครองให้มีการชะลอโครงการรับซื้อไฟจากพลังงานลม เพราะเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ต่อมา ศาลปกครองเพรชบุรี คดีดำที่ fifty three/2566 ลงวันที่ 29 ก.ย. 2566 และศาลปกครองกลาง คดีดำที่ 1803/2566 ลงวันที่ 10 ต.ค. 2566 ได้ตัดสินตรงกันให้มีการชะลอโครงการทั้ง 2 ศาลโดยระบุว่า กระบวนการคัดเลือกไม่มีความโปร่งใสและยุติธรรม ทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์ได้
ภาพที่ 1 : คำสั่งศาลปกครอง เพชรบุรี และศาลปกครองกลาง (ที่มา: TP Channel)
แต่ต่อมาเมื่อ 18 ต.ค. 2566 รัฐบาลพรรคเพื่อไทยกลับมีการเร่งรีบเซ็นสัญญากับเอกชนที่ได้รับเลือกกับพลังงานแสงอาทิตย์เฟส 1 ไปเป็นที่เรียบร้อย และเป็นเอกชนที่สนิทกับนายกฯ โดยไม่สนใจคำสั่งศาลปกครอง 2 ศาลที่บอกว่ากระบวนการไม่โปร่งใส และเมื่อลงนามเซ็นสัญญาไปแล้วก็ยกเลิกไม่ได้
กกพ. อ้าง รมต.พลังงานไม่มีอำนาจชะลอ
พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นายกฯ เรียกไปคุย เรื่องปัญหารับซื้อไฟเฟส 2 ต้องหาทางหยุด ไม่เซ็นสัญญาโครงการรับซื้อไฟ เราก็ทำหนังสือถึง กกพ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน) แต่เขาก็เดินหน้าต่อ บอกว่า รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ไม่มีอำนาจ ทาง กกพ.เดินหน้า ก็ประกาศเอกชนที่ได้คัดเลือกและเซ็นสัญญา
ร่างแผน PDP ปั้นตัวเลข เอื้อกลุ่มทุนพลังงาน
ศุภโชค ไชยสัจ อภิปรายไม่ไว้วางใจ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กพช. ที่มีอำนาจในการจัดการบริหารนโยบายพลังงาน โดยการอภิปรายวิจารณ์นโยบายด้านพลังงาน 2 เรื่องใหญ่
- นายกฯ ไม่ยอมแก้ไขสัญญารับซื้อไฟที่มีราคาแพง ทั้งที่มีอำนาจ สามารถทำได้ ทำให้ประชาชนทั่วประเทศแบกค่าไฟแพงขึ้น ประมาณปีละ 25,000 ล้านบาท
- แผน PDP มีการพยากรณ์ ปั้นตัวเลขคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าที่สูงเกินความจริง และอื่นๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนพลังงาน
ศุภโชค ระบุว่า ปัจจุบันค่าไฟแพงเป็นปัญหาที่สำคัญ และส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างมาก และถ้าแก้ไขปัญหาได้ เชื่อว่าจะทำให้พี่น้องคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีเงินในกระเป๋าเยอะขึ้น หรือทำให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้ และแม้ว่าแพทองธาร จะเคยให้คำมั่นว่าจะลดค่าไฟเหลือ 3.70 บาทต่อหน่วย แต่การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมากลับทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะการแก้ไขสัญญาแอดเดอร์รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีราคาแพงหน่วยละเกือบ 10 บาท และเป็นสัญญาทาสไม่มีวันหมดอายุ ทำให้ประชาชนแบกรับต้นทุนตรงนี้ปีละ 25,000 ล้านบาท ซึ่งหน่วยงานกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ก็เคยออกมาบอกด้วยว่าถ้ายกเลิกสัญญาตรงนี้ได้ เชื่อว่าค่าไฟจะลดลงประมาณ 17 สตางค์ต่อหน่วย
อย่างไรก็ตาม รมต.พลังงาน บอกว่าถ้าไปยกเลิก นายทุนจะไม่พอใจและฟ้องร้องรัฐบาล พอเจอแบบนี้กลายเป็นนายกฯ ไม่แตะเรื่องนี้อีกเลย ทั้งที่นายกฯ เป็นประธาน กพช.มีอำนาจใหญ่สุดในนโยบายด้านพลังงาน แต่กลับไม่แก้ไขสัญญาดังกล่าว ไม่รักษาผลประโยชน์ของประชาชน
ประเด็นต่อมา ศุภโชค กล่าวตั้งคำถามถึงระยะเวลาร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Strength Construction Thought – PDP) ทำไมถึงยังไม่เสร็จ และเลยกำหนดเวลามาแล้วตั้งแต่ปี 2565 ที่เสร็จช้าขนาดนี้ เพราะต้องการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนกลุ่มพลังงงานหรือไม่ โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่านายกฯ ต้องการยัดไส้โครงการของนายทุนเข้ามาในแผน เพราะว่าถ้ามันเข้ามาในร่างแผน PDP เมื่อไร หมายความว่าโรงไฟฟ้าสัมปทานได้สร้างแน่นอน
สส.พรรคประชาชน กล่าวถึงปัญหาร่างแผน PDP โดยวิจารณ์ว่าเป็นร่างพิทักษ์ผลประโยชน์กลุ่มทุนพลังงาน ทั้งนี้ PDP เป็นเหมือนรัฐธรรมนูญนโยบายด้านพลังงานของประเทศไทย จะสร้างโรงไฟฟ้าเมื่อไร หรือยังไง สร้างมากน้อยแค่ไหน ถ้าค่าไฟจะถูกจะแพงขึ้นอยู่กับแผน PDP ซึ่งนายกฯ ในฐานะประธาน กพช. มีอำนาจปรับปรุงแก้ไขแผน PDP ได้เลย
ศุภโชค กล่าวว่า เนื้อหาร่างแผน PDP ฉบับใหม่มีปัญหา และมองว่าเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย ช่วยเหลือกลุ่มทุนพลังงาน โดยใช้วิธีการคือการปั้นตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าให้สูงเกินจริง เพื่อที่จะได้สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม
ภาพ 2 : สังเกตเส้นกราฟที่ทะยานขึ้น นั่นคือการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า ส่วนกราฟแท่งสีฟ้า เป็นการใช้ไฟฟ้าจริงๆ (ที่มา: TP Channel)
การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตที่เห็นจากภาพนั้นจะถูกนำมาใช้วางแผนการใช้ไฟฟ้า แต่ว่าหากดูจากภาพจะไม่มีปีไหนเลยที่กราฟแท่ง (สัดส่วนใช้ไฟฟ้าจริง) จะสูงเกินหรือเท่ากับกราฟพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าเลย มันเลยสะท้อนว่าการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้ามันมีปัญหา เพราะสูงเกินความต้องการ แต่เราไปสร้างโรงไฟฟ้าเผื่อรอไว้แล้ว (สังเกตได้จากช่องว่างระหว่างกราฟแท่ง และกราฟเส้น) จนปัจจุบันทำให้เรามีโรงไฟฟ้าล้นเกินความจำเป็น ส่งผลทำให้ประชาชนต้องมาแบกรับค่าความพร้อมจ่ายฟรี 50,000 กว่าล้านบาท
อนึ่ง ค่าความพร้อมจ่ายคือ ปกติเราจะผลิตไฟฟ้าเท่าที่เราใช้ ส่วนที่เหลือจะเป็นไฟสำรอง ยกตัวอย่าง เราผลิตไฟฟ้าได้ทั้งหมด 5,000 MW แต่เราใช้ไฟแค่ 3,000 MW ดังนั้น โรงไฟฟ้าจะผลิตไฟฟ้าเพียง 3,000 MW เท่านั้น ส่วน 2,000 MW ที่เหลือเราจะไม่ได้ใช้ แต่เราจะต้องจ่ายค่าความพร้อมให้กับโรงไฟฟ้า เพราะโรงไฟฟ้าเหล่านี้จะต้องสแตนด์บายเพื่อรอผลิตไฟฟ้าให้เรา กรณีที่อาจจะมีโรงไฟฟ้าหลักเกิดขัดข้องขึ้น ดังนั้น เราต้องเสียค่าความพร้อมให้กับโรงไฟฟ้าที่สแตนด์บายรอ ซึ่งจะถูกคำนวณมาอยู่ในบิลค่าไฟนั่นเอง
ศุภโชค กล่าวต่อว่า ถ้าดูในรายละเอียด ร่างแผน PDP จะมีการประเมินการการใช้ไฟฟ้ายาวไปอีก 30 ปีข้างหน้า แต่ว่าแค่ระหว่างปี 2565-2567 หรือช่วง 3 ปี เราประมาณการผิดไปแล้ว 3,000 MW ซึ่งถ้าแปลงเป็นโรงไฟฟ้าเราอาจจะได้ประมาณ 5-6 โรงแล้ว
สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดที่แล้ว กล่าวว่า หยุดคิดโง่ๆ รัฐบาลจะเซ็นโรงไฟฟ้าเพิ่มทำไม เพราะเรามีเยอะอยู่แล้ว หมายความว่าท่านทราบอยู่แล้ว แต่กลับไม่มีการแก้ไขแผน PDP ให้ตรงหรือใกล้เคียงกับความต้องการของประชาชน
ศุภโชค กล่าวว่า ร่างแผน PDP ยังมีการปั้นตัวเลขต่อ บอกว่าไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น และสร้างโรงเก็บก๊าซเพิ่มขึ้น 1 โรง เพราะว่าที่มีอยู่ไม่พอ แต่การประเมินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบุว่าในอนาคตเราจะนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มมากสุด 19 ล้านตัน ซึ่งใช้โรงเก็บก๊าซ 2 โรงความจุ 20 ล้านตัน ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่กลายเป็นว่ารัฐบาลให้สัมปทานสร้างโรงเก็บก๊าซโรงเพิ่มเป็นโรงที่ 3 ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างกัลฟ์ และ ปตท.
ภาพที่ 3 : ภาพแสดงการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ และความจุของโรงเก็บก๊าซ (ที่มา: TP Channel)
ศุภโชค กล่าวต่อว่า การสร้างโรงเก็บก๊าซใช้งบประมาณ 47,900 ล้านบาท และคนที่แบกรับต้นทุนคือประชาชน ได้จ่ายค่าไฟแพงขึ้นแน่นอนอย่างน้อย 5 สตางค์ต่อหน่วย เพราะว่าสัญญารัฐบาลที่ทำไว้กับโรงเก็บก๊าซ เหมือนกับโรงไฟฟ้าคือมีค่าความพร้อมจ่าย หรือก็คือต่อให้เราสร้างโรงเก็บก๊าซแล้วไม่ได้ใช้ เราก็ต้องจ่ายเงินให้บริษัทอยู่ดี
ศุภโชค ยังได้วิจารณ์แนวนโยบายรับซื้อไฟจากเขื่อนแม่น้ำโขงของรัฐบาล เพราะว่ารัฐบาลไม่ยอมต่อสัญญาซื้อไฟกับเขื่อนที่มีราคาค่าไฟถูก อย่างเขื่อนน้ำเทิน 2 ราคาหน่วยละ 2.14 บาท เขื่อนน้ำงึม 2 ราคาหน่วยละ 2 บาท หรือเขื่อนห้วยเฮาะ ราคาหน่วยละ 1.63 บาท
กลับกัน รัฐบาลไปทำสัญญาใหม่ ซื้อไฟจากเขื่อนในราคาแพง อย่างเขื่อนปากแบง เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทเขื่อนจากจีน และบริษัทกัลฟ์ ราคาไฟอยู่ที่หน่วยละ 2.71 บาท เขื่อนปากลาย ร่วมทุนระหว่างบริษัทจากฮ่องกง และบริษัทกัลฟ์ ราคาหน่วยละ 2.69 บาท เขื่อนหลวงพระบาง ร่วมทุนหลายเจ้า ราคาหน่วยละ 2.84 บาททำสัญญา 35 ปี แต่ถ้าเราไปต่อสัญญาเขื่อนอันเก่าที่มีราคาขายไฟถูก เราจะลดการสร้างเขื่อนช่วยให้ประเทศชาติ และช่วยประชาชนประหยัดเงินค่าไฟอีกเท่าไร
ภาพที่ 4 แผนที่เขื่อนแม่น้ำโขง และราคาซื้อไฟฟ้าในแต่ละแห่ง (ที่มา: TP Channel)
นอกจากนี้ ศุภโชค มองด้วยว่า ไทยมีทางเลือกในการรับซื้อไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์โซลาร์เซลล์ของประชาชนผ่านแผน PDP เพราะว่าร่างแผน PDP กำหนดสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ 24,412 MW ซึ่งถ้าเราให้สัดส่วนนี้กับประชาชนทั้งหมด แทนฝั่งนายทุนเพียงไม่กี่ราย เชื่อว่าจะช่วยประหยัดค่าไฟและค่าครองชีพของประชาชนได้ด้วย
รัฐบาลพยายามเต็มที่แก้ไขปัญหาค่าไฟ
พีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลุกขึ้นอภิปรายชี้แจงในส่วนที่ตนเองได้ถูกกล่าวพาดพิงในช่วงอภิปรายใน 3 ประเด็นดังนี้
1. สัญญาแอดเดอร์ ที่เป็นสัญญาชั่วนิรันดร์มีมานานแล้วตั้งแต่ปี 2550 แต่รับว่าแปลกใจทำไม กกพ.เพิ่งมาพูดเอาตอนนี้ จึงต้องขอตรวจสอบว่ามีที่มาที่ไป เป็นอย่างไร
2. ร่างแผน PDP ที่ยังไม่เสร็จ เพราะว่ารัฐบาลไม่ยอม ไม่ใช่ต้องการเอื้อประโยชน์ให้นายทุน ตัวเขาเองก็ไม่เห็นด้วยกับการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟปี 2580 ใช้ไฟ 100,000 MW ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ทำ ข้าราชการประจำเป็นคนทำ แต่เรารับผิดชอบก็ต้องมาดูแล
3. สัญญาซื้อขายไฟฟ้า รัฐบาลไม่ได้เป็นคนดำเนินการเซ็น แต่คนเซ็นลงนามเป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) กับหน่วยงานที่ประมูลโครงการได้ ในรัฐบาลชุดนี้ยังไม่ได้ประมูลได้เลย แม้กระทั่งโครงการรับซื้อพลังงานหมุนเวียน เฟส 2 โควต้า 2,100 MW ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้ว เพียงแต่ยังไม่สรุปและยังไม่ประกาศ พอมีปัญหาก็ดำเนินการทันที ตอนนี้ก็กำลังตรวจสอบสอบสวนอยู่ว่าจะทำยังไงต่อไปในส่วนนี้ และเรื่องนี้มีผลกระทบการสำรองไฟฟ้าด้วย
‘แพทองธาร' ปัญหานโยบายพลังงานที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากรัฐบาลนี้
แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงเพิ่มกรณีที่มีผู้อภิปรายเรื่องนโยบายพลังงานว่าไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลยุคของเธอ
นายกฯ กล่าวตอบกรณีปัญหาซื้อไฟฟ้าเพิ่ม และทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นนั้น รัฐบาลชุดนี้ยังไม่เคยอนุมัติซื้อไฟฟ้าเพิ่มกับบริษัทใดๆ เลย
ส่วนการซื้อขายไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้าน นายกฯ ระบุว่ามีการทำสัญญามานานหลายปีแล้ว ก่อนที่เธอจะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ
ที่มา ประชาไท ( prachatai.com )