อิหร่านใช้โดรนและแอปฯ เพื่อตรวจหาผู้หญิงที่ไม่สวมฮิญาบ

ที่มาของภาพ : EPA

การปฏิเสธสวมฮิญาบในที่สาธารณะอาจนำไปสู่การจำคุกในอิหร่าน

Article files

  • Author, อิโมเจน ฟาวล์กส์ และ ทอม แมคอาเธอร์
  • Role, บีบีซีนิวส์

องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น (UN) กล่าวว่า อิหร่านกำลังใช้โดรนและเทคโนโลยีดิจิทัลที่ก้าวก่ายเพื่อปราบปรามผู้เห็นต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้หญิงที่ปฏิเสธตามกฎแต่งกายอันเข้มงวดของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

ผู้สืบสวนกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของอิหร่านกำลังใช้กลยุทธ์ “ศาลเตี้ยที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐ” กระตุ้นให้ผู้คนใช้แอปพลิเคชันเฉพาะทางเพื่อแจ้งความผู้หญิงที่ละเมิดกฎการแต่งกายในยานพาหนะส่วนตัว เช่น รถแท็กซี่ และรถพยาบาล

รายงานฉบับใหม่ของพวกเขายังเน้นย้ำถึงการใช้โดรนและกล้องวงจรปิดที่เพิ่มขึ้นเพื่อตรวจสอบการสวมใส่ฮิญาบในกรุงเตะหรานและทางตอนใต้ของอิหร่าน

สำหรับผู้หญิงที่ท้าทายกฎหมายหรือประท้วงต่อต้านกฎหมายดังกล่าว ผลที่ตามมามักรุนแรง ไม่ว่าจะเป็น การจับกุม ทุบตี หรือถูกข่xขืxระหว่างการควบคุมตัว

ข้อค้นพบของคณะผู้แทนตรวจสอบข้อเท็จจริงอิสระระหว่างประเทศเกี่ยวกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เกิดขึ้นหลังจากที่คณะผู้แทนได้พิจารณาเมื่อปีที่แล้วว่า ระบอบเทวธิปไตยของประเทศมีส่วนรับผิดชอบต่อ “ความรุนแรงทางร่างกาย” ที่นำไปสู่การเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวของ มาห์ซา อามีนี ในปี 2022

and continue finding outเรื่องแนะนำ

End of เรื่องแนะนำ

พยานกล่าวว่าชาวเคิร์ดวัย 22 ปี รายนี้ ถูกตำรวจศีลธรรมทุบตีอย่างรุนแรงระหว่างการจับกุม แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธว่าเธอถูกทารุณกรรม และอ้างว่าสาเหตุการเสียชีวิตของ มาห์ซา คือ “หัวใจล้มเหลวกะทันหัน”

การสังหาร มาห์ซา จุดชนวนการประท้วงครั้งใหญ่ที่ยังคงดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน แม้มีการข่มขู่ว่าผู้ประท้วงจะถูกจับกุมและจำคุกก็ตาม

“2 ปีครึ่งหลังจากการประท้วงที่เริ่มขึ้นในเดือน ก.ย. 2022 ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงในอิหร่านยังคงเผชิญกับการเลือกปฏิบัติอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านกฎหมายและในทางปฏิบัติ ซึ่งแทรกซึมในทุกด้านของชีวิตพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ฮิญาบ” รายงานระบุ

“รัฐบาลพึ่งพาการใช้มาตรการลงโทษตามกฎหมายของรัฐมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเห็นได้ชัดว่าเป็นความพยายามในการขอให้ธุรกิจและบุคคลทั่วไปปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับฮิญาบ โดยแสดงให้เห็นว่าเป็นความรับผิดชอบของพลเมือง”

รายงานระบุว่า ที่มหาวิทยาลัยอามีร์กาบีร์ในกรุงเตหะราน เจ้าหน้าที่ได้ติดตั้งซอฟต์แวร์จดจำใบหน้าไว้ที่ประตูทางเข้า เพื่อค้นหาผู้หญิงที่ไม่ได้สวมฮิญาบด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ กล้องวงจรปิดบนถนนสายหลักของอิหร่านยังถูกนำมาใช้เพื่อค้นหาผู้หญิงที่ไม่สวมฮิญาบหรือแต่งกายเปิดเผยด้วยเช่นกัน

เจ้าหน้าที่สืบสวนยังบอกด้วยว่า พวกเขาได้รับแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือชื่อว่า “เนเซอร์” (Nazer) ที่จัดทำขึ้นโดยตำรวจอิหร่าน ซึ่งเอื้อให้ประชาชนและตำรวจ “ที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว” สามารถรายงานเกี่ยวกับผู้หญิงที่ไม่แต่งกายตามกฎระเบียบซึ่งนั่งอยู่ในยานพาหนะต่าง ๆ เช่น รถยนต์ส่วนตัว รถพยาบาล รถประจำทาง รถโดยสาร รวมถึงรถแท็กซี่

“ผู้ใช้งานอาจเพิ่มข้อมูลระบุสถานที่ วัน เวลา และป้ายทะเบียนรถที่พบเห็นผู้หญิงซึ่งถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎสวมใส่ฮิญาบ จากนั้นพาหนะคันดังกล่าวจะขึ้นในระบบตรวจจับออนไลน์ และแจ้งเตือนไปยังตำรวจ” รายงานการสอบสวน ระบุ

จากรายงานยังพบด้วยว่า ระบบจะส่งข้อความไปยังเจ้าของรถที่ลงทะเบียนเพื่อเตือนพวกเขาว่ากำลังละเมิดกฎหมายบังคับสวมใส่ฮิญาบ โดยยานพาหนะดังกล่าวอาจถูกตรวจยึด หากเพิกเฉยต่อคำเตือน

เจ้าหน้าที่สืบสวนของสหประชาชาติได้สัมภาษณ์เหยื่อและพยานเกือบ 300 คน พวกเขายังพิจารณาเชิงลึกเกี่ยวกับระบบตุลาการของอิหร่าน และกล่าวว่าสถาบันดังกล่าวขาดความเป็นอิสระอย่างแท้จริง ส่วนเหยื่อจากการทรมานและการละเมิดอื่น ๆ ก็ถูกข่มเหง ในขณะที่ครอบครัวของพวกเขาถูก “ข่มขู่อย่างเป็นระบบ” จากรายงานการสืบสวน

พวกเขายังพบหลักฐานการวิสามัญฆาตกรรมผู้ประท้วงที่เป็นเด็ก 3 คน และผู้ใหญ่ 3 คน ซึ่งต่อมาทางการอิหร่านปฏิเสธและบอกว่าเป็นการฆ่-าตัวเสียชีวิต

รายงานยังระบุกรณีความรุนแรงทางเพศเพิ่มเติมในการควบคุมตัว โดยอ้างถึงกรณีของผู้หญิงที่ถูกจับกุมคนหนึ่งซึ่งถูกทุบตีอย่างรุนแรง ถูกประหารชีวิตจำลอง 2 ครั้ง ถูกข่xขืxทั้งหมู่และเดี่ยว โดยรายงานฉบับนี้จะถูกนำเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนในวันที่ 18 มี.ค. นี้