เบื้องหลังจีนขึ้นภาษีตอบโต้สหรัฐฯ ภายในหนึ่งวัน ในสงครามที่ไม่มีทีท่าว่าฝ่ายใดจะถอย

ที่มาของภาพ : Reuters
data
- Author, สตีเฟน แม็คโดเนลล์
- Position, ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศจีน
บริษัทอเมริกันที่ต้องการขายสินค้าในตลาดจีนที่มีขนาดใหญ่โตเพิ่งจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก และการขึ้นราคาสินค้าจากสหรัฐฯ ทั้งหมดที่นำเข้ามาในประเทศจีนถึง 34% จะทำให้บริษัทอเมริกันบางรายต้องออกจากจีนไป
การขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ ทุกประเภทเพิ่มขึ้น 34% ของจีน ถือเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับผู้ผลิตสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ เดิมสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ถูกเก็บภาษีอยู่แล้วที่ 10 หรือ 15% เมื่อส่งออกสินค้าไปยังจีน ซึ่งเป็นมาตรการตอบโต้ที่จีนทำเมื่อครั้งที่ทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีกับจีนเมื่อรอบที่แล้ว แต่ตอนนี้ หากขึ้นภาษีเพิ่มไปอีก 34% ก็ยิ่งอาจทำให้สินค้าอเมริกันไม่สามารถอยู่ในตลาดได้อีกต่อไป
ดูเหมือนว่ารัฐบาลจีนไม่ได้กังวลมากเท่าใดนักในการหาแหล่งใหม่เพื่อซื้อสินค้าอย่างไก่ หมู และข้าวฟ่าง และในขณะเดียวกันจีนรู้ว่าตัวเองกำลังฟาดไปที่กลางหัวใจของผู้นำสหรัฐฯ ทว่าในระดับโลก การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนกำลังกังวล
ปัญหาในสถานการณ์นี้คือ ห่วงโซ่อุปทานจำนวนมากมีลักษณะเป็นสากลกระจายไปหลายประเทศมากกว่าเดิม ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์สามารถหาได้จากทั่วทุกมุมโลก ดังนั้น เมื่อคลื่นผลกระทบทางเศรษฐกิจเริ่มกระทบจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง ผลกระทบที่ร้ายแรงก็อาจเกิดขึ้นกับการค้าทั่วโลก
สิ่งที่เป็นความกังวลมากที่สุดคือการที่ประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดสองประเทศของโลกต่างโจมตีกันซึ่งกันและกันโดยไม่มีทีท่าว่าทั้งสองชาติจะถอย
and proceed readingเรื่องแนะนำ
Halt of เรื่องแนะนำ
อย่างไรก็ตาม หลังจากการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จีนใช้เวลาอยู่ระยะหนึ่งในการประกาศมาตรการตอบโต้ออกมา
รัฐบาลจีนได้ประกาศ “มาตรการตอบโต้ที่เด็ดขาด” เพื่อตอบโต้การขึ้นกำแพงภาษีครั้งล่าสุดของทรัมป์ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่จากกระทรวงการคลังของจีน เมื่อเวลา 18.00 น. ของวันศุกร์ที่ 4 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นวันหยุดราชการของจีนด้วย
ช่วงเวลาที่จีนออกมาประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ อาจมีความหมายหลายประการ
- จีนต้องการกลบข่าวนี้ในประเทศเพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกมากเกินไป
- จีนประกาศเรื่องนี้ทันที เมื่อการปรับเทียบ (ตัวเลขภาษี) ได้รับการคำนวณเสร็จสิ้นในขั้นสุดท้าย
- รัฐบาลจีนหมดหวังที่จะใช้โอกาสสั้น ๆ ในการทำข้อตกลง ก่อนที่การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 54% จะมีผลบังคับใช้ในสัปดาห์หน้า ดังนั้น รัฐบาลจีนจึงตัดสินใจปล่อยให้สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อไป

ที่มาของภาพ : AFP
หากเป็นเหตุผลในข้อสุดท้ายข้างต้นก็ถือว่าเป็นความสิ้นหวังของเศรษฐกิจโลก เพราะอาจหมายความว่าการบรรลุข้อตกลงระหว่างมหาอำนาจของโลกอาจทำได้ยากกว่าที่หลายคนคาดไว้
ข้อบ่งชี้อีกประการที่แสดงถึงทัศนะของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่มีต่อการขึ้นกำแพงภาษีของทรัมป์อาจพิจารณาได้จากสิ่งที่ สี จิ้นผิง กำลังทำขณะที่จีนประกาศมาตรการนี้ออกมา
หากเป็นผู้นำในประเทศอื่น รัฐบาลอาจออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ ประกาศแสดงความหวังต่อประชาชนว่าจะหลีกเลี่ยงผลกระทบอันเลวร้ายที่สุดจากสหรัฐฯ อย่างไร แต่นั่นไม่ใช่วิธีที่ผู้นำจีนแสดงออกมา
สี จิ้นผิงและสมาชิกคณะกรรมการกรมการเมือง (Politburo Standing Committee) อีก 6 คน ออกไปปลูกต้นไม้เพื่อดึงความสนใจให้เห็นถึงความจำเป็นในการต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า
การออกไปปฏิบัติภารกิจดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสงบเมื่อเผชิญหน้ากับทรัมป์ ซึ่งมันให้ความรู้สึกว่า “คุณทำให้ดีที่สุดเถิดสหรัฐฯ นี่คือจีน และเราไม่สนใจเรื่องไร้สาระของคุณ”
อย่างไรก็ดี ยังคงมีพื้นที่สำหรับสหรัฐฯ และจีนที่จะทำข้อตกลงบางอย่างได้ แต่วาทกรรมที่ใช้ดูเหมือนจะไม่ได้มุ่งไปในทิศทางนั้น
หนทางที่เป็นไปได้อีกทางหนึ่งของจีน คือ การเพิ่มการค้ากับประเทศอื่น ๆ ซึ่งรวมทั้งชาติตะวันตกซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ และเส้นทางใหม่เหล่านี้อาจตัดสหรัฐฯ ออกจากวงจรได้
นี่ไม่เพียงสร้างความเจ็บปวดให้กับบริษัทอเมริกันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้บริโภคชาวอเมริกันด้วย ซึ่งตอนนี้พวกเขาก็จ่ายเงินซื้อสินค้าต่าง ๆ แพงขึ้นเรียบร้อยแล้ว เพราะการขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าของทรัมป์
ที่มา BBC.co.uk