การค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสแกมเมอร์ ถือเป็นวาระระดับโลกที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทยอย่างมาก ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ไทยได้ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้กระทำความผิด (หรือที่เรียกว่า Forced Criminality) มากกว่า 40 สัญชาติทั่วโลก ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านป้อนคนหลากหลายสัญชาติเข้าสู่ฐานสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่รวมกรณีที่คนไทยเองก็ถูกลวง ข่าวที่เกี่ยวกับการทลายฐานสแกมเมอร์-ช่วยเหลือผู้เสียหายออกมามีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ จนแทบจะเป็นเรื่องที่คนชินชา
ในกระบวนการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายนั้น แม้มีการดำเนินงานด้วยการยึดแนวทางการให้ผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง (survivor-centred ability) ทว่า ‘ความเปราะบาง’ ของคนแต่ละเพศนั้นมีรายละเอียดไม่เหมือนกัน จึงทำให้เห็นว่ายังขาดการนำ ‘มิติทางเพศ’ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญเข้าไปปรับใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ ในแต่ละขั้นตอนอย่างเหมาะสม ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้คนแต่ละเพศเข้าสู่ความยุติธรรมได้ยากง่ายไม่เท่ากัน
ขอยกตัวอย่างบางส่วนให้ผู้อ่านเห็นภาพ ดังต่อไปนี้
- การขาดแคลนพนักงานสอบสวนหญิงมีผลทำให้ผู้เสียหายหญิงรู้สึกไม่สะดวกใจในการให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ชาย
- ผู้ชายอาจถูกมองว่าไม่เป็นผู้เสียหาย จากการที่ถูกมองว่ามีความเข้มแข็งมากกว่า-รับได้กับการถูกนายจ้างดุด่า ข่มขู่ หรือลงไม้ลงมือ
- ผู้เสียหายที่เป็น LGBTQ มักต้องต่อสู้กับสภาวะภายในตัวเองมากกว่าคนตรงเพศ คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มขอความช่วยเหลือน้อย กลัวการถูกเลือกปฏิบัติ-ตีตรา และเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็เผชิญอุปสรรคหลายชั้น จากกลไกและระบบถูกออกแบบมาให้รองรับแค่คนสองเพศ
เมื่อ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา มูลนิธิไอเจเอ็ม (Worldwide Justice Mission) ซึ่งเป็นองค์การระดับสากลที่ทำงานช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับ ได้จัดงานเปิดตัวรายงานล่าสุดที่มีชื่อว่า “การศึกษาเรื่องความเสมอภาคและความละเอียดอ่อนด้านเพศสภาพในงานต่อต้านแรงงานบังคับและการค้ามนุษย์” (รายงานฉบับภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า Mainstreaming Gender Sensitive Approches to Take care of Forced Labor and Trafficking in Folks) โดยมีผู้วิจัยคือ Gavan Blau นักวิจัยอิสระที่เชี่ยวชาญเรื่องแรงงานชาวกัมพูชา และ วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย นักวิจัยอิสระซึ่งคลุกคลีกับประเด็นแรงงานข้ามชาติและทำงานด้านการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายมาหลายปี
งานศึกษาชิ้นนี้มีความพิเศษตรงที่เป็นงานศึกษาชิ้นแรกๆ ของประเทศไทยที่มุ่งเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกับมิติด้านเพศสภาพในกลุ่มแรงงานข้ามชาติและการทำงานด้านบังคับใช้แรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างกลไกการช่วยเหลือคุ้มครองในกระบวนการยุติธรรมสำหรับแรงงานข้ามชาติที่เปราะบาง (แรงงานข้ามชาติในที่นี้หมายถึง กลุ่มผู้ย้ายถิ่นจากเมียนมา, กัมพูชา ลาว และเวียดนาม) ซึ่งในปัจจุบันผู้เสียหายในไทยมีหลากหลายประเทศมากๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสแกมเมอร์
โดยงานชิ้นนี้เก็บข้อมูลแรงงานย้ายถิ่นจากเมียนมาและกัมพูชาในขั้นต้น 2 จังหวัด คือกลุ่มที่ทำงานใน จ.ปทุมธานี และสมุทรสาคร
ทั้งนี้ งานชิ้นนี้เผชิญความท้าทายในเรื่องการเข้าถึงข้อมูลและมีระยะเวลาเก็บข้อมูลช่วงสั้นๆ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025-มกราคม 2026 ผู้วิจัยได้ย้ำว่าผลการศึกษานี้เป็นเพียงสองพื้นที่และมีกลุ่มตัวอย่างที่จำกัด จึงอาจไม่ได้สะท้อนสถานการณ์ในภาพใหญ่ได้อย่างครอบคลุมมากพอ จึงแนะนำว่าควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป
- มิติทางเพศ เกี่ยวข้องอย่างไรกับประเด็นการบังคับใช้แรงงานและค้ามนุษย์ และ
- ในการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหาย มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง
- คนแต่ละเพศเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มีความยาก-ง่ายต่างกันอย่างไร
- การคำนึงถึงมิติทางเพศในแต่ละขั้นตอนนั้นหน้าตาเป็นแบบไหน
จากกรอบคำถามข้างต้น ผู้สื่อข่าวประชาไทชวน วิภาวดี หนึ่งในผู้วิจัยมาพูดคุยถึงข้อค้นพบและประสบการณ์ภาคสนามในงานชิ้นนี้

(จากซ้าย) วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย และ Gavan Blau
ภาพจากมูลนิธิไอเจเอ็ม
อยากให้เล่าสั้นๆ เกี่ยวกับงานชิ้นนี้
วิภาวดีเริ่มต้นเล่าว่ากระแสของสังคมโลกในปัจจุบันให้ความสำคัญในการเอามิติของความเปราะบาง เช่น เพศ ผู้สูงอายุ รวมถึงการบูรณาการความหลากหลายเพศในฐานะองค์ประกอบของการแก้ไขปัญหาทางสังคม-ดำเนินนโยบายต่างๆ ยิ่งประเทศไทยมีพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 (พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ) และกฎหมายสมรสเท่าเทียม
ในงานบังคับใช้แรงงาน มิติทางเพศเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำงานที่ยึดหลักผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง และ “ความเปราะบางไม่ได้มีความเป็นกลางทางเพศ” หมายความว่า ความเปราะบางไม่ได้มีลักษณะแข็งตัวแบบใดแบบหนึ่ง แต่มีมิติที่ทับซ้อน การมองปัญหาผ่านเลนส์ความเป็นกลางทางเพศ (Gender Neutral) ภายใต้โครงสร้างสังคมที่ยังมีความชายเป็นใหญ่อยู่ มันจึงไม่มีความเป็นกลาง
การมองประเด็นแรงงานด้วยมิติทางเพศ วิภาวดียกตัวอย่าง 3 เรื่องนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่าความเปราะบางของคนแต่ละเพศนั้นมีความต่างกันในรายละเอียด
- การอบรมเตรียมความพร้อมก่อนการย้ายถิ่นไปทำงาน (pre-departure coaching) ที่โดยทั่วไปมักถูกออกแบบมาอย่างเป็นกลางทางเพศ บุคคลทุกเพศ อายุ 18 ปีขึ้นไปเข้าร่วมอบรมได้ แต่ถ้าเรามองเรื่องนี้โดยเอามิติทางเพศเข้าไปประกอบก็ด้วยจะเห็นว่า ผู้หญิงมักเข้าร่วมกิจกรรมได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากมีภาระงานบ้านหรือการถูกจำกัดบทบาท ถ้าเป็นผู้หญิงที่มีสามี คนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้มักเป็นสามี โดยผู้หญิงจะรับข้อมูลจากสามีอีกที พอผู้หญิงไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลมือหนึ่งด้วยตัวเองก็ยิ่งส่งเสริมให้เกิดภาวะพึ่งพิง
“พอเรามาทำงานวิจัยนี้เราก็จะพบว่าผู้หญิงมักไม่ได้เข้าร่วมในกิจกรรมเหล่านั้น หรือว่าเข้าร่วมได้ไม่เต็มที่ คือเขามีภาระทางครอบครัว ผู้ปกครองอาจจะไม่ให้ไป หรืออาจจะให้ไปแต่ต้องรีบกลับมาเพราะต้องมาหุงหาอาหาร หรือว่าคนที่มีสามี แนวโน้มที่เป็นไปได้สูงคือถ้าเกิดจะย้ายถิ่นแพ็คคู่ ผู้ชายก็จะได้เข้าร่วมการอบรมเหล่านั้นที่แม้จะถูกจัดขึ้นในชุมชนก็ตาม”
“ซึ่งสิ่งเหล่าทำให้ผู้หญิงไม่มีข้อมูลที่เป็นข้อมูล first hand (ข้อมูลที่ได้มาโดยตรง) ก็ต้องพึ่งพาผู้ชายที่ไปอบรม ถ้าเกิดอยู่ในครอบครัวก็พึ่งพาสามี เพราะฉะนั้นคือสภาวะของการพึ่งพามันก็ยิ่งซับซ้อนมากยิ่งขึ้น คราวนี้พอไม่มีข้อมูลที่เป็นข้อมูลมือหนึ่ง สิ่งที่ตามมาก็คือว่าข้อมูลที่มันถูกแปลงจากคนที่ไปฟังมาจนมาถึงตัวเขา มันไม่ครบถ้วน มันถูกตีความมาแล้ว เพราะฉะนั้นคือเขาก็ไม่มีความรู้อย่างเพียงพอ มันก็ยิ่งไปเพิ่มโอกาสที่เขาจะถูกแสวงประโยชน์ตลอดกระบวนการย้ายถิ่น ตั้งแต่การสมัครงาน การเดินทางมาทำงานในไทย แม้กระทั่งจนถึงการเดินทางกลับบ้าน สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เขามีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด”
- อคติทางเพศส่งผลต่อการคัดกรอง-คัดแยกผู้เสียหาย ผู้ชายอาจถูกมองว่าไม่เป็นผู้เสียหาย จากการที่ถูกมองว่ามีความเข้มแข็งมากกว่า-รับได้กับการถูกนายจ้างหรือหัวหน้างานดุด่าหรือใช้ภาษาที่มีลักษณะข่มขู่ หรือลงไม้ลงมือ เช่น เตะ ตบหัว เป็นต้น ด้วยอคติทางเพศเช่นนี้ ทำให้ผู้ชายที่ตกอยู่ในสภาพการทำงานที่เลวร้าย มักถูกมองว่า “แข็งแรง/สมัครใจ” ไม่ใช่ถูกทำร้ายร่างกายหรือตกอยู่สภาวะที่ถูกบังคับหรือข่มขู่ให้ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดเรื่องการบังคับใช้แรงงาน
- ผู้เสียหายที่เป็น LGBTQ จะมีความซับซ้อนมากกว่าหญิง-ชาย ยิ่งถ้าถูกกดทับเรื่องอัตลักษณ์ ก็จะยิ่งกังวลเรื่องการเปิดเผยตัวตน กลัวถูกตีตรา หรือไม่ได้รับการยอมรับ จนอาจรู้สึกสูญเสียความเป็นตัวเอง พออยู่ในสถานะผู้เสียหาย การเข้าถึงความช่วยเหลือก็ยิ่งยากขึ้น และมักมีแนวโน้มจะขอความช่วยเหลือน้อย เพราะต้องต่อสู้กับภาวะภายในของตัวเองก่อน ว่าตัวเองมีสิทธิ และสิ่งที่เกิดขึ้นคือการถูกละเมิดจริง และเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็ยังต้องเผชิญอุปสรรคในหลายขั้นตอน เพราะกลไกและระบบถูกออกแบบมาให้รองรับแค่คนสองเพศ
“ถ้าเราไม่มองผ่านเลนส์ด้านเพศสภาพ เราจะมองเห็นปัญหาอย่างฉาบฉวยมาก เราก็จะมองไม่เห็นกลุ่มคนที่เป็นกลุ่มเปราะบาง อาจทำให้ “ผู้เสียหายบางกลุ่มไม่ถูกมองเห็น” และการออกแบบมาตรการช่วยเหลือคุ้มครอง “ไม่ตอบโจทย์จริง” อันนี้เป็นสิ่งที่เราคิดว่าเออมันน่าสนใจ ในเซนส์ที่ว่าถ้าเราถ้าเรามองในเชิงโครงสร้างแบบดั้งเดิม เราจะเห็นความเปราะบางอีกแบบ แต่พอเราประเด็นเพศสภาพไปจับ ก็จะเห็นว่าภายใต้โครงสร้างที่มันไม่เป็นธรรม ที่มันไม่เท่าเทียม ที่มันทำให้คนเปราะบาง นั่นแหละมันมีความซ้อนทับของมันอยู่ แล้วมิตินี้ (มิติทางเพศ) เป็นมิติที่ถูกพูดถึงน้อยมาก”
ขั้นตอนการช่วยเหลือผู้เสียหายมีอะไรบ้าง
วิภาวดีเล่าว่าความผิดตาม พ.ร.บ.ค้ามนุษย์ (พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) เป็นความผิดต่อรัฐ อัยการเป็นทนายของรัฐ ส่วนหน่วยงานเอ็นจีโอที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้เสียหายเข้าเป็นทนายโจทก์ร่วมได้
โดยมีกระบวนการช่วยเหลือผู้เสียหายดังต่อไปนี้
- แจ้งเหตุ: กรณีความผิดฐานบังคับใช้แรงงานหรือบริการ และค้ามนุษย์ คนที่สามารถแจ้งความได้มีทั้งตัวผู้เสียหายเอง, ผู้พบเห็น, ผู้ทราบเบาะแส, หน่วยงานเข้าตรวจค้นหรือเผชิญเหตุ
- คัดกรองเบื้องต้น: เพื่อหาข้อบ่งชี้ของการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน ว่าบุคคลดังกล่าวมีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นผู้เสียหายหรือไม่
- คัดแยก: ขั้นตอนนี้ทำโดยทีมสหวิชาชีพซึ่งแต่งตั้งตามคำสั่งผู้ว่าในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อพิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้เสียหายหรือไม่ หากเป็นผู้เสียหาย บุคคลนั้นจะถูกส่งต่อไปยังสถานคุ้มครองของรัฐหรือของเอกชนที่จดทะเบียนกับรัฐ
สำหรับสามขั้นตอนที่กล่าวไปข้างต้นจะถูกด้วยเรียกรวมกันด้วยคำว่า “กลไกการส่งต่อระดับชาติ” (National Referral Mechanism – NRM) ซึ่งเป็นคำที่คนทั่วๆ ไปน่าจะเคยได้ยินจากข่าว
- การช่วยเหลือคุ้มครองในสถานคุ้มครอง (ซึ่งมีงานในส่วนของการดำเนินคดีความร่วมด้วย) :
ในขั้นนี้จะเป็นการช่วยเหลือคุ้มครองเพื่อให้ผู้เสียหาย ได้รับการฟื้นเยียวยารักษาสภาพร่างกายและจิตใจ ผู้เสียหายจะเข้าถึงสิทธิในการเรียกร้องสินไหมและสิทธิในการทำงาน ขณะเดียวผู้เสียหายก็อยู่ในฐานะ “พยาน” ในคดีด้วย
สำหรับกรณีของแรงงานข้ามชาติ เมื่อช่วงเวลาของการคุ้มครองสิ้นสุดลง ขั้นตอนถัดไปสามารถแบ่งได้เป็นสองกรณี คือ
- การถูกส่งกลับประเทศต้นทางที่เรียกว่า “การส่งกลับคืนสู่สังคม” โดยก่อนที่จะมีการส่งกลับพวกเขาก็จะผ่านการฟื้นฟูเยียวยาและได้รับการเตรียมความพร้อมเช่นเดียวกับคนไทย ส่วนระดับของการช่วยเหลือก็อาจแล้วแต่กรณี/สถานคุ้มครอง
- สามารถทำงานต่อในประเทศไทยได้ ในกรณีที่แรงงานมีนายจ้าง (ระบุในมาตรา 38 ตาม พ.ร.บ.ค้ามนุษย์)
ถ้าเอามิติทางเพศเข้าไปบูรณาการในแต่ละขั้นตอน หน้าตาเป็นยังไง
วิภาวดีตอบคำถามนี้โดยอธิบายแยกเป็นขั้นตอน
- การคัดกรอง: ถ้าเจ้าหน้าที่มีความตระหนักเรื่องมิติทางเพศ จะไม่มีการมองเหมารวมด้วยอคติทางเพศที่ว่าผู้ชายจะต้องทนสภาพการทำงานที่โหดร้ายได้มากกว่า ซึ่งถ้าหากเจ้าหน้าที่ก้าวไม่ข้ามมุมมองแบบนี้ก็อาจส่งผลต่อการคัดกรองได้ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจถูกตีความว่าเป็นการสมัครใจ/เป็นสภาพแวดล้อมแบบผู้ชาย ไม่เข้าองค์ประกอบเบื้องต้น
- การคัดแยก: ในขั้นนี้จะมีการให้ช่วงเวลาที่เรียกว่า “ระยะการฟื้นฟูไตร่ตรอง” (Reflection Duration) ไม่เกิน 15 วัน เพื่อเป็นระยะเวลาที่เพียงพอและเหมาะสมในการทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น และพร้อมให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ต่อไป การคำนึงมิติทางเพศเข้าไปบูรณาการในการทำงานในขั้นนี้ เช่น การจัดหาที่พักปลอดภัย เป็นส่วนตัว แยกตามเพศให้บุคคลนั้นรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัย การตั้งคำถามหรือใช้ภาษาเหมาะสมและแสดงถึงความเคารพในความละเอียดอ่อนเฉพาะเขาก็จะมีแนวโน้มที่จะไว้ใจในระบบและให้ข้อมูลสูงตั้งแต่ในชั้นของทีมสหวิชาชีพ
- การสัมภาษณ์: ความละเอียดอ่อนที่เกี่ยวกับเพศส่งผลต่อการให้ข้อมูล หากผู้เสียหายรู้สึกไม่สะดวกใจในการให้ข้อมูลตั้งแต่ชั้นสหวิชาชีพ ก็อาจส่งผลให้การให้ข้อมูลใน 3 ชั้นไม่ตรงกัน (ชั้นสหวิชาชีพ, ชั้นพนักงานสอบสวน, การเตรียมพยานในและการให้ปากคำในชั้นศาล) เมื่อข้อมูลมีส่วนที่ไม่เหมือนกัน ก็มักมีการถามซ้ำ และอาจเปิดช่องว่างให้คู่ความได้ประโยชน์ทางคดี ซึ่งเสี่ยงต่อการทำให้เกิดบาดแผลจากจิตใจซ้ำได้ (retraumatization)
กรณีแบบนี้จะใช้ Trauma-Knowledgeable Care (แนวทางการดูแลที่คำนึงถึงบาดแผลทางใจ) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการทำงาน คือการเข้าใจเขาและให้เวลาเขาจนพร้อม ซึ่งมันก็คือการสร้างความไว้ใจ และการค่อยถามๆ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เขาเล่าเรื่อง ไม่ต้องถามแบบเน้นเอาคำตอบเพราะการสัมภาษณ์แบบนั้นสามารถไปซ้ำเติมแผลทางใจ แต่เน้นถามคำถามในลักษณะชวนคุยให้เขาสบายใจ เพื่อสร้าง stable and supportive atmosphere (สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและประคับประคอง) ให้เขารู้สึกปลอดภัย กล้าเล่าข้อมูลมากขึ้น ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราใช้ official judgment (ดุลยพินิจอย่างผู้ประกอบวิชาชีพ) ได้แม่นยำขึ้น ซึ่งเหล่านี้ส่งผลถึงชั้นศาลได้ คือเขาไว้ใจ เขาจะค่อยเปิดข้อมูลไปเรื่อยๆ ตลอดกระบวนการจนถึงก่อนขึ้นศาล แต่หากเขาถูกถามแบบคาดคั้นเอาข้อเท็จริงในคดีแต่ต้นเขาจะบอกน้อย
หลังได้ผลศึกษาขั้นต้น สิ่งไหนบ้างยังต้องคิดต่อ
วิภาวดีกล่าวว่าด้วยความที่งานศึกษาชิ้นนี้เป็นการเก็บข้อมูลในขั้นต้นมากๆ เพียง 2 จังหวัด ผู้ให้ข้อมูลก็ยังเป็นกลุ่มที่เล็กมาก จึงอาจไม่สามารถสะท้อนสถานการณ์ภาพใหญ่ได้ทั้งหมด ในการตอบคำถามนี้ จึงขอให้ความเห็นกับประชาไทจากมุมมองส่วนตัว 2 ข้อ
- แบบฟอร์ม คก.1 ที่ใช้ในการคัดแยก:
วิภาวดีอธิบายว่า ในแบบฟอร์ม คก.1 (แบบฟอร์มคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ) ถ้าดูตรงส่วนข้อมูลที่เกี่ยวกับเพศจะเห็นว่า นอกจากมีช่องชาย-หญิงให้ติ๊กแล้ว ยังมีช่อง “อื่นๆ” และ “ไม่ประสงค์ที่จะระบุ” ให้ด้วย ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่ปัญหาจะอยู่ตรงที่ยังไม่มีการนำข้อมูลนี้ไปใช้จริง เนื่องจากมีเรื่องเกี่ยวกับอัตลักษณ์และความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องพิจารณา โดยมีเหตุผลหลัก 2 ส่วน ดังนี้
- เรื่องเพศสภาพนั้นมีความลื่นไหล ข้อมูลที่บุคคลระบุในปัจจุบัน อาจไม่ตรงกับข้อมูลในอนาคต
- ยังไม่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่มั่นใจได้ว่า 1.เจ้าตัวระบุอัตลักษณ์เอง (self-identification) และ 2.ความยินยอม (consent) ในการระบุเพศและการให้ข้อมูลนั้น ถือเป็นความยินยอมที่แท้จริงหรือไม่ เนื่องจากข้อมูลถูกเก็บขณะที่บุคคลนั้นเผชิญสภาวะเปราะบางอยู่
- ขาดแคลนพนักงานสอบสวนหญิง และขาดนักจิตวิทยา-สถานคุ้มครองที่เหมาะกับเพศชาย
วิภาวดีอธิบายว่าเรื่องนี้สะท้อนความคิดการแบ่งงานตามกรอบเพศที่ว่า ผู้ชายมีความเข้มแข็ง มีความมั่นคงทางอารมณ์มากกว่า อาชีพตำรวจสายจึงเป็นงานที่เหมาะกับผู้ชาย
- ตามข้อมูลล่าสุด มีตำรวจหญิงทั้งหมด 20,730 คน
- สายงานสืบสวน (คดีอาญา) อยู่ที่ 1,417 คน
- สายงานสอบสวนอยู่ที่ 858 คน
“เราคิดว่าสัดส่วนอาชีพเหล่านี้มันสะท้อนมายาคติทางสังคมมากๆ ใครไปบอกว่าตำรวจต้องเป็นผู้ชายหรือว่านักจิตวิทยาเป็นผู้หญิง สิ่งนี้สะท้อนกับภาพจำหรือมายาคติทางสังคม เช่น เรามองผู้ชายเป็นอาชญากร เรามองผู้ชายว่ามีความเข้มแข็ง มีการตัดสินใจที่มี Emotional Maturity (วุฒิภาวะทางอารมณ์) สูง จึงเหมาะสมกับการทำอาชีพนี้เหรอ มองว่าผู้ชายมีความมั่นคงทางอารมณ์มากกว่าผู้หญิง มีความเก่งมากกว่า เพราะนั้นอาชีพที่ต้องป้องกันปราบปรามก็เลยเหมาะกับผู้ชาย อาชีพที่ต้องใช้กฎหมายก็เลยเหมาะกับผู้ชายที่ใช้เหตุใช้ผลได้มากกว่า มีความแข็งแรงทางกายภาพสูงกว่าในการเข้าไปควบคุมหรือเผชิญเหตุ”
มายาคติทางเพศอีกเรื่องหนึ่งคือเพศหญิงมักถูกมองว่าอ่อนแอกว่า มีแนวโน้มเป็นเหยื่อมากกว่า มีสถานคุ้มครองหญิงจึงมีเยอะกว่าชาย อีกทั้งผู้หญิงยังถูกมองเป็น ‘เพศแม่’ ถูกคาดหวังให้ทำงานดูแล-เยียวยามากกว่า จึงส่งผลให้ขาดนักจิตวิทยาที่เหมาะสมกับผู้เสียหายเพศชาย
“เรามองผู้หญิงเป็นเหยื่อไง เรามองผู้หญิงเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ตลอดเวลา เรามองผู้หญิงเป็นเป็นเพศแม่ที่มีความละเอียดอ่อนทางอารมณ์สูงอะไรพวกนี้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นมันก็มาพ่วงด้วยกับความคิดที่ว่า นักจิตวิทยาต้องเป็นผู้หญิง”
ส่วนประเด็นเรื่องสถานคุ้มครองและสิ่งอำนวยความสะดวก วิภาวดีมองว่า ปัจจุบันมีสถานคุ้มครองในสังกัดภาครัฐอยู่ 8 แห่ง ในเชิงจำนวนถือว่าเพียงพอแล้ว แต่สิ่งที่ต้องปรับคือการเพิ่มมิติด้านความละเอียดอ่อนทางเพศเข้าไปในสถานคุ้มครองเหล่านี้
“แต่ที่ยากเนี่ยคือ mindset (ทัศนคติ) คือปรับ mindset เจ้าหน้าที่ก่อนเลยว่าคุณจะให้การดูแลคุ้มครองเขาแบบไหนโดยที่คุณไม่ได้รู้สึกว่าเขาเป็นแรงงานข้ามชาติ ไม่รู้สึกว่าเขาเป็นภาระของเรา แล้วเราไม่รู้สึกว่า “โอ๊ยเราให้การคุ้มครองให้ความช่วยเหลือก็ดีแค่ไหนแล้ว” แต่คือเราต้องมองว่าอันนี้เป็นหลักสิทธิมนุษยชน รัฐไทยล้มเหลวในการที่จะป้องกันปราบปรามอาชญากรอาชญากรรม สุดท้ายมันถึงเกิดผู้เสียหายเหล่านี้ มันเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐที่จะให้การคุ้มครองดูแลเขาใช่ไหม คือถ้า mindset มันเปลี่ยนแล้วเพิ่มเติมความละเอียดอ่อนเข้าไป พวก facility (สิ่งอำนวยความสะดวก) มันแก้ไม่ยาก”
“มันต้องมองเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ หรือว่ามองเรื่องความหลากหลายทางเพศให้มันไปไกลกว่าสถิติที่มันนับได้ แต่เราสามารถเอาพวกเรื่องตัวเลข ความบาลานซ์ของ amount เป็นแค่จุดตั้งต้น แต่ว่า past ไปกว่านั้นเนี่ย พี่คิดว่าเราจะสร้างเจ้าหน้าที่ที่มีความตระหนักแล้วก็เห็นความสำคัญของของมิติเหล่านี้ได้ไง พี่ว่านี่เป็นโจทย์มากกว่า”
วิภาวดีกล่าวต่อไปว่าจากการคุยกับพนักงานสอบสวนทั้งผู้ชายและผู้หญิง คำตอบที่ได้ก็สะท้อนมายาคติทางเพศที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด โดยมองว่าสิ่งนี้อาจแก้ได้โดยเริ่มต้นให้มีเจ้าหน้าที่ชายและหญิงในสัดส่วนที่เหมาะสม การมีสัดส่วนที่เหมาะสมในเชิงจำนวนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่เป้าหมายปลายทางคือการทำให้เจ้าหน้าที่มีความตระหนักเรื่องความละเอียดอ่อนในมิติที่เกี่ยวกับเพศ
เมื่อมองผู้ย้ายถิ่นผ่าน ‘มิติทางเพศ’ คนจากเมียนมา-กัมพูชา ต่างกันอย่างไร
ส่วนท้ายของรายงานชิ้นนี้ มีการบันทึกข้อมูลกลุ่มแรงงานที่ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจ เมื่อดูแล้วจะพบว่ามีเพียงแรงงานจากกัมพูชาที่ระบุเพศตนเองนอกกรอบชาย-หญิง ขณะที่กลุ่มแรงงานจากเมียนมา ทุกคนระบุตัวเองในช่องชายหรือหญิงเท่านั้น ไม่มีใครที่ระบุว่าตัวเองเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศเลย
ประเด็นแรกคือศึกษาเรื่องอัตลักษณ์ขึ้นอยู่ระดับความไว้วางใจในระดับที่เขาสะดวกใจเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศกับเรา คือต้องอาศัย have confidence (ความไว้เนื้อเชื่อใจ) ในระดับสูง หากไม่มี have confidence จะไม่มีการ allege (เปิดเผยข้อมูล) กลุ่มแรงงานกัมพูชาที่ได้พูดคุยเป็นกลุ่มที่นักวิจัยเคยช่วยเหลือทางกฎหมายจนชนะนายจ้าง เขามีความคุ้นเคยและไว้ใจเราระดับหนึ่ง และเขาพูดไทยได้ สื่อสารกันโดยตรง ส่วนกลุ่มที่มาจากเมียนมา เราเข้าถึงเขาผ่านเครือข่ายและมีล่ามแปลภาษา เพราะฉะนั้นระยะห่างมันมีเยอะกว่าชัดเจน ดังนั้น ข้อมูลนี้สะท้อนว่า “absence of records ≠ absence of truth” หรือไม่ได้แปลว่าไม่มี LGBTQ+ ซึ่งตารางข้อมูลโดยตัวมันชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการศึกษานี้ เราถึงเสนอว่า การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศและความละเอียดอ่อนด้านเพศสภาพในหมู่แรงงานข้ามชาติ จำเป็นต้องได้ทำการศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติม
วิภาวดียังชวนทำความเข้าใจเบื้องหลังตัวเลขทางสถิติ ว่าอาจต้องมองบริบทเกี่ยวข้องกับเรื่อง Intersection (จุดตัด) ที่ทับซ้อนกันอยู่ 3 ระดับ คือเรื่องเพศ เรื่องชาติพันธุ์ เรื่องบริบททางการเมืองทั้งประเทศต้นทางและปลายทาง
“(กรณีเมียนมา) การกดทับในมิติด้านเพศมันมีสูง ทำให้คนเลือกที่จะไม่เปิดเผยตัวเอง เพื่อเหตุผลทางการเมืองด้วยเหตุผลทางชาติพันธุ์ แล้วก็เหตุผลเรื่องความเป็นส่วนตัวในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโดยไม่ถูกรังเกียจ ไม่ถูกแบ่งแยก”
“(กรณีของเมียนมา) ความเป็นชายเป็นหญิงมันเกี่ยวข้องไปในทุกมิติ อย่างผู้หญิงในสังคมที่มีความขัดแย้ง ใช้การข่xขืxเป็นเครื่องมือ ก็มีความเสี่ยงเรื่องความรุนแรงทางเพศมาก แล้วก็เขามีความคาดหวังเรื่องการดูแลครอบครัว ถ้าเมื่อไรก็ตามที่เขามีอัตลักษณ์ที่ผิดไปจากความคาดหวังทางสังคม ความเสี่ยงที่จะถูกกระทำรุนแรงทางเพศยิ่งสูง ทั้งจากการถูกกีดกันทางสังคม แล้วก็อาจจะเป็นความรุนแรงทางเพศในเชิงลงโทษ”
“ขณะที่ผู้ชายก็ถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งทางอาวุธ จะฝึกทหารจะนู่นจะนี่จะอะไรก็ตาม ยิ่งคุณแสดงออกถึงความเปราะบาง ความไม่เป็นชายเท่าไหร่ คุณยิ่งถูกเทรนให้เป็นชายแท้เท่านั้น เพราะนั้นสิ่งเหล่านี้มันกดทับอยู่หลายชั้นมาก แต่ว่าสิ่งเหล่านี้เราไม่สามารถเขียนในรายงานเราได้ เพราะว่าเราคุยกับคนเพียงไม่กี่คน มันไม่เพียงพอที่จะอธิบายภาพใหญ่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องนำมาพิจารณาด้วยคือบริบทในประเทศต้นทางของแรงงาน เพราะมันมีผลอย่างมาก เมียนมามีบริบทของการกดทับที่มากกว่ากัมพูชา ทั้งในความเป็นชาติพันธุ์ที่ความเป็นชาย-เป็นหญิงแทรกซึมลงไปในทุกมิติของชีวิต ความเป็นการเมืองที่ผูกโยงกับศาสนาอย่างเข้มข้น ความหลากหลายทางเพศถูกมองว่าเชื่อมโยงกับบาปและความผิด ขณะที่แรงงานกัมพูชา ย้ายถิ่นด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจมากกว่า ยิ่งหากการแสดงออกทางอัตลักษณ์ไม่กระทบการทำมาหากิน ผู้ให้ข้อมูลที่ระบุตัวตนคนหนึ่งบอกว่าที่บ้านยอมรับและรักคู่ชีวิต เพราะเขาเห็นว่าอยู่ด้วยกันแล้วช่วยส่งเสริมกันได้ดี
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือมิติทางศาสนากับสังคมคนย้ายถิ่น แรงงานจากประเทศเมียนมาให้ความสำคัญกิจกรรมศาสนาและการทำบุญ คนนับถือศาสนาคริสต์ก็ไปโบสต์ซึ่งบางทีพูดถึงความหลากหลายทางเพศไม่ได้เลย ส่วนคนที่ไปวัดก็มักสวมเครื่องแต่งกายที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และมีสัญญะทางเพศกำกับอยู่ด้วย กิจกรรมทางศาสนาก็มีลักษณะเป็นการสร้างบุญบารมี ขณะที่แรงงานกัมพูชาก็เข้าวัดทำบุญเหมือนกัน แต่จุดที่แตกต่างก็คือพวกเขาจะแต่งตัวด้วยชุดธรรมดาแบบที่ใส่ในชีวิตประจำวัน โดยมองการทำบุญคือการไปขอพรและเป็นกิจกรรมพบปะเพื่อนๆ ไม่ได้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่แบบเมียนมา
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องแรงกดดันและความคาดหวังที่แตกต่างกันของคนเพศเดียวกันที่มีภูมิหลังทางชาติพันธ์ุแตกต่างกันแรงงานข้ามชาติจากผู้รอดพ้นที่เป็นแรงงานจากประเทศเมียนมาที่ให้ข้อมูลมีทั้งกลุ่มชาวบะหม่า (Burman) และกะเหรี่ยง
แรงงานบะหม่ามักไม่ถูกคาดหวังจากชุมชนเท่าไรนักว่ามาไทยแล้วจะต้องได้ดิบได้ดี เพราะการย้ายถิ่นของชาวบะหม่ามาทำงานที่ไทยเกิดขึ้นอย่างทั่วไปจนคนในชุมชนต่างเข้าใจดีว่าการย้ายถิ่นนั้นไม่ต่างอะไรกับการเสี่ยงโชค
ทว่าการย้ายถิ่นของชาวกะเหรี่ยงมาทำงานที่ไทยมีน้อยกว่าชาวบะหม่าอยู่มาก คนกะเหรี่ยงเองอาจไม่ได้เห็นตัวอย่างชุดประสบการณ์ของคนในชุมชนมากพอ เมื่อมีคนส่วนน้อยย้ายมาทำงานที่ไทย พวกเขาซึ่งเป็นผู้ชายด้วยจึงถูกคาดหวังจากครอบครัวว่าจะสามารถนำเงินกลับบ้านได้ ช่วงที่ชาวกะเหรี่ยงตกที่นั่งเป็นผู้เสียหาย ทางครอบครัวของเขาอยู่ในพื้นที่สู้รบ ผู้รอดพ้นชาวกะเหรี่ยงที่มาให้ข้อมูลจึงผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากในหลายมิติ ทั้้งความบอบช้ำในสิ่งที่ตัวเองเจอ ความทุกข์ที่ไม่สามารถทำตามคาดหวังของครอบครัวได้เพราะโทรศัพท์ก็ถูกนายจ้างยึดและครอบครัวก็หนีภัยการสู้รบอยู่ในป่า ซ้ำยังเกรงว่าการที่ตนถูกบังคับใช้แรงงานโดยแทบไม่ได้ค่าจ้างอาจทำให้ครอบครัวเผชิญความอับอายจากชะตากรรมของเขา












