
‘องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา' เสียงข้างมาก พิพากษาให้ยกคำร้อง ‘ไวพจน์ อาภรรัตน์' อดีต สส.กำแพงเพชร ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ปม ครอบครองที่ดิน ภ.บ.ท.5 ชี้ ยังไม่ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศาลฎีกา เผยแพร่ ผลการอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 10 นาฬิกา องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ คมจ3/2568 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. ) ผู้ร้อง พันตำรวจโทไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ผู้คัดค้าน โดยผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดกำแพงเพชร สมัยที่ 4 มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กล่าวคือ ผู้คัดค้านเข้ายึดถือและครอบครองที่ดิน ภ.บ.ท. 5 ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลโพธิ์ทอง อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร เนื้อที่ 2 งาน 88 ตารางวา อันเป็นที่ดินของรัฐที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้มีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กำหนดเขตที่ดินในท้องที่ตำบลโพธิ์ทองให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน
ผู้คัดค้านทราบดีว่า ตนเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรที่จะมีสิทธิได้รับการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ทั้งเมื่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกำแพงเพชรได้ออกประกาศให้ผู้ครอบครองหรือใช้ประโยชน์เดิมมายื่นคำขอเข้าทำประโยชน์หรือเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน ผู้คัดค้านหลีกเลี่ยงไม่ยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน เพื่อมิให้ที่ดินที่ตนยึดถือและครอบครองโดยมิชอบเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และยังยึดถือและครอบครองตลอดมา อันเป็นการปิดโอกาสของเกษตรกรรายอื่น การกระทำดังกล่าวเป็นการคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัว ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ผู้คัดค้านไม่ยื่นคำให้การ
องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาเสียงข้างมากเห็นว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมีเจตนารมณ์ในการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง หรือมีที่ดินไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ คุณสมบัติของเกษตรกรที่จะได้รับการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจึงถือเป็นสาระสำคัญ ส่วนผู้คัดค้านซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกำแพงเพชร มีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้งจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561
โดยภายหลังที่มาตรฐานทางจริยธรรมฯ ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2561 เป็นต้นไปนั้น ปรากฏว่าผู้คัดค้านซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกำแพงเพชร สมัยที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2562 และสิ้นสุดสมาชิกภาพเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 เข้ายึดถือและครอบครองที่ดิน ภ.บ.ท. 5 เนื้อที่ 2 งาน 88 ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 (ปัจจุบันอยู่หมู่ที่ 16) ตำบลโพธิ์ทอง อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยผู้คัดค้านไม่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรที่มีสิทธิได้รับการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการยึดถือและครอบครองที่ดินของรัฐที่มีไว้เพื่อประโยชน์ในการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรไว้ทำกินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
อีกทั้งเมื่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกำแพงเพชรได้ออกประกาศให้เกษตรกรหรือบุคคลที่ครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินเดิมมายื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ลงวันที่ 3 เมษายน 2562 แล้ว ผู้คัดค้านกลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือยื่นคำขอเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกำแพงเพชร หรือส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อนำไปดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรหรือผู้มีสิทธิต่อไป
การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อันเป็นการปิดกั้นโอกาสของเกษตรกรรายอื่นที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง หรือมีที่ดินไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ
ดังนั้น การกระทำของผู้คัดค้านจึงส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชนต่อตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่มีหน้าที่หลักเกี่ยวกับการเสนอและพิจารณาร่างพ.ร.บ.และกฎหมายต่างๆ ที่ประกาศใช้บังคับกับประชาชน แต่ผู้คัดค้านกลับไม่ประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชน ภายใต้หลักนิติรัฐอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน และส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินของรัฐให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อันเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 17 ประกอบข้อ 3 วรรคสอง
เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมของการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ เจตนา และความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติของผู้คัดค้านแล้ว องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาเสียงข้างมากเห็นว่า
ผู้คัดค้านได้ที่ดินมาโดยการซื้อจากบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินในระหว่างประกอบอาชีพข้าราชการตำรวจ มิใช่จากการบุกรุกที่ดินของรัฐ ซึ่งขณะนั้นมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ยังไม่มีผลใช้บังคับ และภายหลังที่ผู้คัดค้านเข้ายึดถือและครอบครองที่ดินของรัฐแล้ว พยานผู้ร้องเบิกความว่า เคยเห็นผู้คัดค้านเข้ามาในที่ดินเพื่อดำเนินการปรับเกลี่ยและถมดินในที่ดินของตนเอง เพื่อสร้างสำนักงาน ส.ส. ใช้เป็นศูนย์ประสานงานกับประชาชน แต่ก็มิได้ดำเนินการ โดยจำวันเวลาที่แน่ชัดไม่ได้ แต่ในช่วงปี 2562 ถึงปี 2563 ผู้คัดค้านไม่เคยเข้ามาในที่ดิน ปัจจุบันไม่เคยมีบุคคลใดเข้ามาทำประโยชน์ในที่ดินของผู้คัดค้าน สภาพที่ดินของผู้คัดค้านเป็นที่ดินรกร้าง ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง มีเพียงการปลูกไม้ยืนต้นเท่านั้น
สอดคล้องกับภาพถ่ายตามบันทึกตรวจสอบสถานที่ของผู้ร้อง ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ซึ่งไม่ปรากฏความเสียหายต่อสภาพป่าอย่างชัดเจน ประกอบกับผู้คัดค้านต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3494-3495/2562และศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับผู้คัดค้านไว้ ตามหมายจับเลขที่ 24/2563 ลงวันที่ 15 มกราคม 2563 ปัจจุบันผู้คัดค้านอยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับดังกล่าว
ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้เพียงว่าผู้คัดค้านเข้ายึดถือและครอบครองที่ดินของรัฐในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยไม่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรและหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้คัดค้านเข้าทำประโยชน์ในที่ดินอันมีลักษณะเป็นการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนและเป็นปฏิปักษ์ต่อที่ดินแปลงอื่นซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประกอบกับเนื้อที่ดินของผู้คัดค้านมีเพียง 2 งาน 88 ตารางวา ซึ่งเป็นจำนวนเล็กน้อย และไม่ปรากฏความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทรัพยากรที่ดินของรัฐแต่อย่างใด
ดังนั้นการกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ แต่ยังไม่ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 27 วรรคสอง
พิพากษาให้ยกคำร้อง.













