แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/44gmeg 📋 | ดู : 10 ครั้ง

‘ศาลปกครองสูงสุด’ พิพากษายืนคำสั่ง ‘กรุงเทพมหานคร’ ระงับการต่อเติม-ห้ามใช้งาน ‘ครัว’ หลังบ้านพักอาศัย 2 ชั้น เขตหนองแขม เหตุก่อสร้างโดยไม่ขออนุญาตฯ-เหลือพื้นที่ว่างด้าน ‘หลังบ้าน’ ไม่ถึง 2 เมตร

……………………………………

สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.2334/2556 คดีหมายเลขแดงที่ อ.196/2569 ระหว่าง นางสาว ส. (ผู้ฟ้องคดี) และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ,ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) และผู้อำนวยการเขตหนองแขม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

กรณี ผู้อำนวยการเขตหนองแขม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) ปฏิบัติราชการแทน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) มีคำสั่งเลขที่ กท 6103/5699 ลงวันที่ 29 ก.ค.2563 ให้ นางสาว ส. (ผู้ฟ้องคดี) ระงับการดัดแปลงอาคารตามมาตรา 40 (1) แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และมีคำสั่งเลขที่ กท 6103/5700 ลงวันที่ 29 ก.ค.2563 ห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคารตามมาตรา 40 (2) แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของ นางสาว ส.

โดยคดีนี้ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นให้ยกฟ้อง โดยศาลฯวินิจฉัยว่า คำสั่งของผู้อำนวยการเขตหนองแขม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) ปฏิบัติราชการแทน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) มีคำสั่งเลขที่ กท 6103/5699 ให้ นางสาว ส. (ผู้ฟ้องคดี) ระงับการดัดแปลงอาคารตามมาตรา 40 (1) แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และมีคำสั่งเลขที่ กท 6103/5700 ลงวันที่ 29 ก.ค.2563 ห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคารตามมาตรา 40 (2) แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ทั้งนี้ เนื่องจากการที่ นางสาว ส. ต่อเติมดัดแปลงอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 1 ชั้น ขนาดกว้าง 2.03 เมตร ยาว 11.05 เมตร สูง 3.30 เมตร จำนวน 1 หลัง บริเวณด้านหลังอาคาร 2 ชั้นเดิม (อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น จำนวน 1 หลัง เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัย ซึ่งอาคารดังกล่าวได้รับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร) โดยติดตั้งโครงเหล็ก บุฝาผนังด้วยไม้เทียม (ไม้สังเคราะห์) บนรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กที่กั้นแนวเขตที่ดินด้านหลังอาคาร

และบริเวณด้านข้างของอาคารได้ก่อผนังด้วยอิฐ ฉาบปูน ทาสี และติดตั้งบล็อกแก้ว รวมทั้งติดตั้งโครงหลังคาเมทัลชีท (Steel Sheet) เพื่อใช้สอยอาคารดังกล่าวเป็นห้องครัว ซึ่งเป็นการก่อสร้างต่อเติมอาคารขึ้นใหม่ ในบริเวณที่ดินที่ว่างด้านหลังอาคาร 2 ชั้นเดิม โดยไม่ปรากฏอยู่ในแบบแปลนแผนผังที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ทำให้อาคาร 2 ชั้นเดิม ซึ่งมีพื้นที่ว่างด้านหลังอาคาร กว้าง 2.03 เมตร กลายเป็นอาคารที่ไม่มีพื้นที่ว่างด้านหลังอาคาร

อันมีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลง ต่อเติม เพิ่ม หรือขยาย ซึ่งลักษณะแบบ รูปทรง เนื้อที่ของอาคารที่ก่อสร้างไว้แล้วผิดไปจากเดิม ซึ่งถือเป็นการดัดแปลงอาคารตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522

ขณะเดียวกัน ศาลฯยังวินิจฉัยว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริง จากการที่สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร ได้ตรวจสอบข้อมูลด้วยระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) กับแผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตามที่ได้จำแนกประเภทท้ายกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 ว่า ที่ดินของ นางสาว ส. (ผู้ฟ้องคดี) ตามโฉนดที่ดินเลขที่ XXXXX อยู่ในเขตที่ดินประเภท ก.4 (สีเขียว) บริเวณ ก.4-27 ซึ่งกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2566 ข้อ 29 วรรคสาม (3)

กำหนดให้การใช้ที่ดินประเภทนี้ ต้องมีที่ว่างโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า 2 เมตร เว้นแต่การอยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว ให้มีที่ว่างด้านหน้าด้านหลังของอาคารไม่น้อยกว่า 2 เมตร และมีที่ว่างด้านข้างของอาคารไม่น้อยกว่า ข้างละ 1 เมตร โดยกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ข้อ 29 วรรคสี่ กำหนดไม่ให้นำความในวรรคสาม (3) ดังกล่าว มาใช้บังคับแก่การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวที่มีขนาดแปลงที่ดินน้อยกว่าแปลงละ 40 ตารางวา หรือมีด้านใดด้านหนึ่งของแปลงที่ดินดังกล่าวน้อยกว่า 6 เมตร ซึ่งมีการแบ่งเขตหรือแบ่งโอนก่อนกฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ

เมื่ออาคารของ นางสาว ส. (ผู้ฟ้องคดี) ไม่เข้าข้อยกเว้นตามข้อ 29 วรรคสี่ ของกฎกระทรวงดังกล่าว กรณีจึงต้องอยู่ในบังคับของกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 ข้อ 29 วรรคสาม (3) คือ ต้องให้มีที่ว่างด้านหลังของอาคารไม่น้อยกว่า 2 เมตร

ฉะนั้น การที่นางสาว ส. (ผู้ฟ้องคดี) ทำการก่อสร้าง ต่อเติมดัดแปลงอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 1 ชั้น ขนาดกว้าง 2.03 เมตร ยาว 11.05 เมตร สูง 3.30 เมตร จำนวน 1 หลัง บริเวณด้านหลังอาคาร 2 ชั้น เดิม ทำให้อาคารดังกล่าวไม่มีที่ว่างด้านหลังอาคาร 2 เมตร จึงเป็นการดัดแปลง โดยฝ่าฝืนต่อข้อ 29 วรรคสาม (3) ของกฎกระทรวงดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522

การที่ผู้อำนวยการเขตหนองแขม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) ปฏิบัติราชการแทน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) มีคำสั่งเลขที่ กท 6103/5701 ลงวันที่ 29 ก.ค.2563 ให้ นางสาว ส. (ผู้ฟ้องคดี) ดำเนินการแก้ไข และให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคารตามมาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ดังนั้น การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ได้พิจารณาอุทธรณ์ของ นางสาว ส. (ผู้ฟ้องคดี) ในส่วนที่เกี่ยวกับคำสั่งดังกล่าวของผู้อำนวยการเขตหนองแขม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) แล้วมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 22/2564 ลงวันที่ 12 ก.ค.2564 ให้เพิกถอนคำสั่งเลขที่ กท 6103/5701 ลงวันที่ 29 ก.ค.2563 ที่ให้ดำเนินการแก้ไข และให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

“เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ฟ้องคดี (นางสาว ส.) เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดิน เลขที่ XXXXX เลขที่ดิน XXX ตำบลหนองแขม อำเภอหนองแขม กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 50.50 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น จำนวน 1 หลัง เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัย โดยอาคารดังกล่าวได้รับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (แบบ อ.1) เลขที่ น.จ. XXX/XXX ลงวันที่ 22 พ.ย.2556

ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ก.ค.2563 นายตรวจอาคาร ฝ่ายโยธา สำนักงานเขตหนองแขม ได้ตรวจพบว่าผู้ฟ้องคดี (นางสาว ส.) ทำการก่อสร้าง ต่อเติมดัดแปลงอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 1 ชั้น ขนาดกว้าง 2.03 เมตร ยาว 11.05 เมตร สูง 3.30 เมตร จำนวน 1 หลัง บริเวณด้านหลังอาคาร 2 ชั้น ดังกล่าว โดยติดตั้งโครงเหล็ก บุฝาผนังด้วยไม้เทียม (ไม้สังเคราะห์) บนรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กที่กั้นแนวเขตที่ดินด้านหลังอาคาร

และบริเวณด้านข้างของอาคารได้ก่อผนังด้วยอิฐ ฉาบปูน ทาสี และติดตั้งบล็อกแก้ว รวมทั้งติดตั้งโครงหลังคาเมทัลชีท (Steel Sheet) เพื่อใช้สอยอาคารดังกล่าวเป็นห้องครัว ซึ่งเป็นการก่อสร้างต่อเติมอาคารขึ้นใหม่ในบริเวณที่ดินที่ว่างด้านหลังอาคาร 2 ชั้นเดิม โดยไม่ปรากฏอยู่ในแบบแปลนแผนผังที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ทำให้อาคาร 2 ชั้นเดิม ซึ่งมีพื้นที่ว่างด้านหลังอาคาร กว้าง 2.03 เมตร กลายเป็นอาคารที่ไม่มีพื้นที่ว่างด้านหลังอาคาร

อันมีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลง ต่อเติม เพิ่ม หรือขยาย ซึ่งลักษณะแบบ รูปทรง เนื้อที่ของอาคารที่ก่อสร้างไว้แล้วผิดไปจากเดิม ซึ่งถือเป็นการดัดแปลงอาคารตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน

เจ้าพนักงานท้องถิ่น จึงมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดี (นางสาว ส.) ในฐานะเจ้าของอาคารระงับการตัดแปลงอาคารดังกล่าว ตามมาตรา 40 (1) แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน และออกคำสั่งห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคารหรือบริเวณอาคารดังกล่าวตามมาตรา 40 (2) แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (ผู้อำนวยการเขตหนองแขม) ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) มีคำสั่งเลขที่ กท 6103/5699 ลงวันที่ 29 ก.ค.2563 ให้ผู้ฟ้องคดีระงับการดัดแปลงอาคารตามมาตรา 40 (1) แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และมีคำสั่งเลขที่ กท 6103/5700 ลงวันที่ 29 ก.ค.2563 ห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคารตามมาตรา 40 (2) แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย

ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522) มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 22/2564 ลงวันที่ 12 ก.ค.2564 ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี (นางสาว ส.) ที่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปฏิบัติการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามคำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

ส่วนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เลขที่ กท 6103/5701 ลงวันที่ 29 ก.ค.2563 ที่ให้ดำเนินการแก้ไขและให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร นั้น

เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริง จากการที่สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร ได้ตรวจสอบข้อมูลด้วยระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) กับแผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตามที่ได้จำแนกประเภทท้ายกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 ว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดที่ดินเลขที่ XXXXX อยู่ในเขตที่ดินประเภท ก.4 (สีเขียว) บริเวณ ก.4-27 ซึ่งกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2566 ข้อ 29 วรรคสาม (3)

กำหนดให้การใช้ที่ดินประเภทนี้ ต้องมีที่ว่างโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า 2 เมตร เว้นแต่การอยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว ให้มีที่ว่างด้านหน้าด้านหลังของอาคารไม่น้อยกว่า 2 เมตร และมีที่ว่างด้านข้างของอาคารไม่น้อยกว่า ข้างละ 1 เมตร โดยกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ข้อ 29 วรรคสี่ กำหนดไม่ให้นำความในวรรคสาม (3) ดังกล่าว มาใช้บังคับแก่การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวที่มีขนาดแปลงที่ดินน้อยกว่าแปลงละ 40 ตารางวา หรือมีด้านใดด้านหนึ่งของแปลงที่ดินดังกล่าวน้อยกว่า 6 เมตร ซึ่งมีการแบ่งเขตหรือแบ่งโอนก่อนกฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ

เมื่ออาคารของผู้ฟ้องคดี (นางสาว ส.) ไม่เข้าข้อยกเว้นตามข้อ 29 วรรคสี่ ของกฎกระทรวงดังกล่าว กรณีจึงต้องอยู่ในบังคับของกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 ข้อ 29 วรรคสาม (3) คือ ต้องให้มีที่ว่างด้านหลังของอาคารไม่น้อยกว่า 2 เมตร

ฉะนั้น การที่ผู้ฟ้องคดี (นางสาว ส.) ทำการก่อสร้าง ต่อเติมดัดแปลงอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 1 ชั้น ขนาดกว้าง 2.03 เมตร ยาว 11.05 เมตร สูง 3.30 เมตร จำนวน 1 หลัง บริเวณด้านหลังอาคาร 2 ชั้น เดิม ทำให้อาคารดังกล่าวไม่มี ที่ว่างด้านหลังอาคาร 2 เมตร จึงเป็นการดัดแปลงโดยฝ่าฝืนต่อข้อ 29 วรรคสาม (3) ของกฎกระทรวงดังกล่าว ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (ผู้อำนวยการเขตหนองแขม) ปฏิบัติราชการแทน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) มีคำสั่งเลขที่ กท 6103/5701 ลงวันที่ 29 ก.ค.2563 ให้ผู้ฟ้องคดี (นางสาว ส.) ดำเนินการแก้ไข และให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคารตามมาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522) ได้พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี (นางสาว ส.) ในส่วนที่เกี่ยวกับคำสั่งดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 แล้วมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 22/2564 ลงวันที่ 12 ก.ค.2564 ให้เพิกถอนคำสั่งเลขที่ กท 6103/5701 ลงวันที่ 29 ก.ค.2563 ที่ให้ดำเนินการแก้ไข และให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

สำหรับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี (นางสาว ส.) ที่อ้างว่า คำวินิจฉัยของศาลปกครองชั้นต้น ไม่ได้เป็นไปตามลำดับศักดิ์ของกฎหมายแม่บทที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่ากฎกระทรวง และกฎกระทรวงจะออกมาเกินกว่าที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจมิได้

กล่าวคือ มาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2518 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2535 ซึ่งมีผลใช้บังคับในวันที่ 15 ก.พ.2535 วรรคหนึ่ง กำหนดให้การใช้บังคับผังเมืองรวม ให้กระทำโดยกฎกระทรวง วรรคสอง กำหนดให้บังคับใช้ได้ไม่เกิน 5 ปี และวรรคสี่ กำหนดให้คงขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน 5 ปี รวมเป็นเวลาสูงสุดไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ 15 ก.พ.2535

ดังนั้น กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ที่ออกตาม พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2535 จะขยายเวลาสูงสุดได้ไม่เกินวันที่ 15 ก.พ.2555 แต่กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 ได้ประกาศใช้เมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว จึงถือว่าการออกกฎกระทรวงดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นกฎหมายลูกที่ออกตาม พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บท จึงไม่อาจขยายกำหนดเวลาให้มากกว่ากฎหมายแม่บทกำหนดไว้

อีกทั้งการขยายเวลากฎกระทรวงดังกล่าวจะต้องกระทำ ภายใน 1 ปี ก่อนระยะเวลา 5 ปี ครบกำหนด และต้องจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในท้องที่ที่ใช้บังคับ รวมทั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผังเมือง จึงจะขยายเวลาได้ แต่ไม่ปรากฏว่ามีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในท้องที่ที่ใช้บังคับ และไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผังเมือง ดังนั้น กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 จึงออกมาโดยไม่มีอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นอกจากนี้ เมื่อกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับด้วยเหตุผลดังกล่าวมาแล้ว แม้ต่อมาจะมีการตรา พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว จะบัญญัติให้บรรดากฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมที่ใช้บังคับอยู่ ก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปได้ หรือมีการตรา พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2562

และมาตรา 111 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว บัญญัติให้ บรรดากฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้ ใช้บังคับ ให้มีผลใช้บังคับต่อไป จนกว่าจะมีประกาศกระทรวงมหาดไทยหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น ให้ใช้บังคับผังเมืองรวมใช้บังคับในพื้นที่เดียวกันก็ตาม แต่กรณีดังกล่าว ก็ไม่มีผลทำให้กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 ซึ่งสิ้นผลไปแล้วตามเหตุผลข้างต้นกลับมามีสภาพใช้บังคับต่อไปได้อีก นั้น

เห็นว่า กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2518 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2535 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 พ.ค.2556 มีผลใช้บังคับ 5 ปี คือ มีผลใช้บังคับถึงวันที่ 16 พ.ค.2561 แต่ในระหว่างใช้บังคับตามกฎกระทรวงดังกล่าว ได้มีการตรา พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 ออกมาใช้บังคับ

โดยมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2518 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2535 และให้ใช้ความใหม่แทน และมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน ได้บัญญัติให้บรรดากฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ให้คงใช้บังคับต่อไปได้จนกว่าจะมีกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม ที่ออกตาม พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2518 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.นี้ ใช้บังคับ

กรณีจึงมีผลทำให้กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นสามารถมีผลใช้บังคับต่อไปได้ จนกว่าจะมีกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครที่ออกตามมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2518 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 ออกมาใช้บังคับแทน และหลังจากนั้นได้มีการตรา พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2562 ออกมาใช้บังคับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 พ.ค.2562 มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

โดยมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้ยกเลิก (1) พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2518 (2) พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2525 (3) พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับ 3) พ.ศ.2535 (4) พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 และมาตรา 111 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาล ได้บัญญัติให้บรรดากฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ ให้มีผลใช้บังคับได้ต่อไปจนกว่าจะมีประกาศกระทรวงมหาดไทยหรือข้อบัญญัติท้องถิ่นให้ใช้บังคับผังเมืองรวมใช้บังคับในพื้นที่เดียวกัน

กรณีจึงมีผลทำให้กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นสามารถมีผลใช้บังคับต่อไปได้ จนกว่าจะมีประกาศกระทรวงมหาดไทย หรือข้อบัญญัติท้องถิ่นให้ใช้บังคับผังเมืองรวมใช้บังคับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ออกมาใช้บังคับแทน

ดังนั้น อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี (นางสาว ส.) ที่อ้างว่ากฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 จะขยายเวลาบังคับใช้ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ 15 ก.พ.2535 อันเป็นวันใช้บังคับ พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2535 จึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของผู้ฟ้องคดีเอง
และในขณะที่ พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 ใช้บังคับ

ปรากฏว่ากฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 เพิ่งใช้บังคับได้ประมาณ 2 ปี กรณีจึงไม่จำเป็นต้องดำเนินการขยายเวลาภายใน 1 ปี ก่อนครบอายุบังคับใช้ 5 ปี และยังไม่ต้องจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมทั้งไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการผังเมืองตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีรับฟังไม่ได้

ส่วนอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีที่อ้างว่า ศาลปกครองชั้นต้นมิได้วินิจฉัยประเด็นที่ ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ กท 6103/5699 ลงวันที่ 29 ก.ค.2563 และคำสั่งเลขที่ กท 6013/5700 ลงวันที่29 ก.ค.2563 ระบุข้อกฎหมายเฉพาะตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แต่มิได้ระบุ กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 และ พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2535 รวมทั้ง พ.ร.บ.ฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมอื่น จึงถือว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่อาจกล่าวอ้างข้อกฎหมายดังกล่าวในภายหลัง รวมทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แม้จะอ้างถึงกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2566 ประกอบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ก็ตาม แต่ไม่อาจทำให้คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 กลับมาเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

อีกทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ก็ไม่ได้ระบุถึง พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2535 รวมทั้ง พ.ร.บ.ฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมอื่น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่สามารถกล่าวอ้างถึง พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2535 รวมทั้ง พ.ร.บ.ฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมอื่นในชั้นศาล เพื่อให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น

เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า การที่ผู้ฟ้องคดี (นางสาว ส.) ก่อสร้างติดตั้งโครงเหล็กบุฝาผนังด้วยไม้เทียม (ไม้สังเคราะห์) บนรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กที่กั้นแนวเขตที่ดิน ด้านหลังอาคาร และบริเวณด้านข้างของอาคารได้ก่อผนังด้วยอิฐ ฉาบปูน ทาสีและติดตั้งบล็อกแก้ว รวมทั้งติดตั้งโครงหลังคาเมทัลชีท (Steel Sheet) และใช้สอยอาคารดังกล่าวเป็นห้องครัว ขนาดกว้าง 2.03 เมตร ยาว 11.05 เมตร สูง 3.30 เมตร จำนวน 1 หลัง

มีลักษณะเป็นการ เปลี่ยนแปลง ต่อเติม เพิ่มหรือขยายซึ่งลักษณะแบบ รูปทรง เนื้อที่ของอาคารที่ก่อสร้างไว้แล้ว ผิดไปจากเดิม ซึ่งเป็นการดัดแปลงอาคารตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว เจ้าพนักงานท้องถิ่น จึงมีอำนาจตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน ในการออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีระงับการดัดแปลงอาคาร และห้ามใช้ หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคารดังกล่าวได้

ดังนั้น คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปฏิบัติราชการ แทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ กท 6103/5699 ลงวันที่ 29 ก.ค.2563 และคำสั่งเลขที่ กท 6107/5700 ลงวันที่ 29 ก.ค.2563 ที่กล่าวอ้างเฉพาะมาตรา 40 (1) และ (2) แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่จำเป็นต้องระบุข้อกฎหมายเกี่ยวกับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 รวมทั้ง พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.การผังเมืองฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมอื่นแต่ประการใด

ส่วนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่อ้างถึงกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 ก็เนื่องมาจาก ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 โดยยกกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวขึ้นมา แต่ในชั้นพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มิได้มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับการที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวได้สิ้นผลบังคับใช้ไปแล้วหรือไม่ ประการใด

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่จำเป็นต้องยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับ พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 ที่มีผลทำให้กฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ยังไม่สิ้นผลบังคับใช้ขึ้นมากล่าวอ้าง แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องโดยอ้างว่า กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 สิ้นผลบังคับใช้ไปแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงสามารถยื่นคำให้การโดยยกข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นมาได้ อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น

การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน” คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ อ.2334/2556 คดีหมายเลขแดงที่ อ.196/2569 ระบุ

ที่มา สำนักข่าวอิศรา ( isranews.org )

ผู้เรียบเรียง

ให้คะแนนความพอใจของคุณ :

0 / 5 คะแนน 0

คุณให้คะแนน:

แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/44gmeg 📋 | ดู : 10 ครั้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


Share via
Click to Hide Advanced Floating Content
×

มีแจกคูปองส่วนลด จุกๆ

ให้เราแนะนำสินค้าไหม มีจ่ายเงินปลายทางด้วยนะ

ไปกันเล้ยยย
Send this to a friend
ล่าสุด
×