
“คูหาเลือกผู้ร่าง” จุดต่างร่างแก้รัฐธรรมนูญ ม. 256 ฉบับภูมิใจไทย-ประชาชน

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Position, ผู้สื่อข่าว.
- Printed
- เวลาอ่าน: 15 นาที
2 พรรคการเมืองใหญ่จาก 2 ขั้วการเมืองเปิดเผยหลักการสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน 21.6 ล้านเสียงที่แสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา
แม้แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคประชาชน (ปชน.) ต่างยืนยันในหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ 2 พรรคมีมุมมองแตกต่างต่อการจัดให้ “มีคูหาเลือกผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ”
พรรค ภท. ที่มี 192 เสียงในสภา และพรรค ปชน. ที่มี 120 เสียงในสภา เตรียมเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
นี่เป็นเพียง 2 พรรคการเมืองของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ที่สามารถเข้าชื่อ สส. ของพรรค แล้วเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาเสียงจากพรรคอื่น
รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้การเสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องมาจาก ครม., สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา (100 คน จาก 500 คน), สส. และ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสองสภา (140 คน จาก 700 คน), ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
ร่างแก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 จะเป็นตัวกำหนดกลไกของคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และกรอบเนื้อหา หากผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ก็จะนำร่างไปขอความเห็นชอบจากประชาชนในการออกเสียงประชามติครั้งที่ 2 ซึ่งอาจตั้งคำถามว่า ท่านเห็นชอบกับวิธีการและเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาส่งมาหรือไม่

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
รัฐบาล “อนุทิน 2” ถูกทวงถามหลายครั้งว่าจะผลักดันให้เกิดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อไรและอย่างไร หลังจากไม่ปรากฏนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา 9-10 เม.ย. และไม่ปรากฏว่ารัฐบาลขอให้รัฐสภายืนยันร่างแก้ไขมาตรา 256 ที่ค้างมาจากสภาชุดเดิมเมื่อ 15 พ.ค. ทว่าล่าสุดพรรค ภท. ชิงเดินเกมไว ประกาศยื่นร่างแก้ไขมาตรา 256 ต่อประธานรัฐสภาเป็นพรรคแรกในวันที่ 20 พ.ค. และคาดว่าจะได้พิจารณาในวาระที่ 1 (ขั้นรับหลักการ) ภายในสมัยประชุมนี้ (ปิดสมัยประชุม 11 ก.ค.)
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ภท. จะเป็นเจ้าของญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำทีมไปยื่นร่างต่อประธานรัฐสภาด้วยตัวเอง ซึ่งลูกพรรคของเขาอธิบายว่า “นายกฯ ได้แสดงเจตจำนงผ่านพรรคการเมืองที่มีคะแนนเสียงมากที่สุด และแสดงความจริงใจต่อ 21.6 ล้านเสียง”
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed readingได้รับความนิยมสูงสุดStop of ได้รับความนิยมสูงสุด
อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าเส้นทางการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โอกาสและอุปสรรคอยู่ตรงไหน ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าคนไทยจะได้เข้าคูหาประชามติครั้งที่ 2 .ชวนหาคำตอบจากแกนนำคนสำคัญของพรรคสีน้ำเงิน-พรรคสีส้ม
โอกาส
ประชามติ 21.6 ล้านเสียง ถูกมองว่าเป็นทั้ง “โอกาส” และ “พลัง” สำคัญในการผลักดันให้เกิดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะเป็น “มติมหาชน” ที่แสดงออกอย่างชัดแจ้งว่าต้องการยุติการอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ซึ่งบังคับใช้มา 9 ปี
ผลการออกเสียงประชามติเมื่อ 8 ก.พ. พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ “เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ด้วยคะแนนเสียง 21.6 ล้านเสียง ต่อ 11.2 ล้านเสียง (คิดเป็น 58.64% ต่อ 30.46 %) และมีผู้ไม่แสดงความคิดเห็น 3 ล้านเสียง (คิดเป็น 8.34%) จากยอดผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติทั้งสิ้น 36.8 ล้านคน (คิดเป็น 69.65% ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 52.9 ล้านคน)

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
รัฐธรรมนูญ 2560 จัดทำขึ้นในบรรยากาศหลังรัฐประหาร 2557 โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อยกร่างเสร็จ ก็ได้นำไปขอความเห็นชอบจากประชาชนผ่านคูหาประชามติ 7 ส.ค. 2559 ซึ่งปรากฏว่า ประชาชนให้ความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 16.8 ล้านเสียง ต่อ 10.5 ล้านเสียง (คิดเป็น 61.35% ต่อ 38.65%) จากยอดผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติทั้งสิ้น 29.7 ล้านคน (คิดเป็น 59.4% ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 50 ล้านคน)
ที่ผ่านมา ฝ่ายคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มักยกตัวเลข 16.8 ล้านเสียงขึ้นมาเป็นข้ออ้างในการขัดขวางกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
จึงอาจกล่าวได้ว่า ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับ คสช. มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 11 ล้านเสียง หากเทียบจากคะแนน “โหวตโน” หรือโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2559 กับคะแนน “โหวตเยส” หรือโหวตให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี 2569 ในการลงประชามติ 2 ครั้งที่ห่างกันเกือบ 10 ปี ทว่าเป็นการตั้งคำถามต่อรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน
อุปสรรค
แม้มีเสียงมหาชนเป็นหลังพิงแล้ว แต่ในสายตาของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. เห็นว่า ตัวรัฐธรรมนูญ 2560 คือ “อุปสรรคที่สำคัญที่สุด” เพราะออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดว่าการแก้ไขใด ๆ ต้องมีเสียง 1 ใน 3 ของ สว. รวมถึงการเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่สร้างอุปสรรค ทั้งเรื่องจำนวนการทำประชามติ และการเลือกผู้ร่าง
อย่างไรก็ตามนายพริษฐ์เห็นวิธีทลายอุปสรรคดังกล่าว ด้วยพลังของประชาชนซึ่งได้สะท้อนเจตจำนงชัดเจนแล้วผ่านการออกเสียงประชามติ “หากยังมีพลังของประชาชนผลักดันกระบวนการนี้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการทลายอุปสรรคเหล่านี้”
รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดเงื่อนไขไว้ว่า การผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 (รับหลักการ) และวาระที่ 3 (เห็นชอบทั้งฉบับ) ต้องอาศัยเสียงเห็นชอบจาก สว. “ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3” ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือ 67 คน จากทั้งหมด 200 คน
ย้อนกลับไปในคราวพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ในวาระที่ 2 เมื่อ ธ.ค. 2568 ปรากฏว่ามี สว. เพียง 18 คนร่วมโหวตสนับสนุนการตัดอำนาจตัวเอง ขณะที่ สว. กลุ่มใหญ่ที่ถูกขนานนามว่า “สว. สีน้ำเงิน” ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่โหวตเห็นชอบให้ตัดอำนาจ 1 ใน 3 ของวุฒิสภา
สว. กลุ่มใหญ่ระบุว่า การตัดอำนาจ สว. ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเงื่อนไขที่ “ยอมไม่ได้”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
ภายใต้ สว. ชุดเดิม นายกฯ หน้าเดิม และพรรค ภท. เป็นแกนนำรัฐบาลเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือครองเสียงข้างมากในสภา แต่พรรค ปชน. ไม่มีอำนาจต่อรองสูงเท่าตอนเซ็น MOA กับพรรค ภท. แล้วจะเอาอะไรไปโน้มน้าวให้ สว. เปลี่ยนการตัดสินใจได้?
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ไม่ได้ตอบคำถามในเชิงวิธีการ แต่พูดเป็นหลักการว่า ตราบใดที่สมาชิกรัฐสภาและทุกฝ่ายคให้ความสำคัญและเคารพเจตจำนงของประชาชน และยืนยันหลักการว่าอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ก็ไม่น่าจะขัดแย้งต่อความเห็นใด ๆ ทุกภาคส่วน
“ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยคงมีสิทธิของเขา เราไม่ได้ผูกมัด” นายณัฐพงษ์กล่าว
ต่างจากนายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. ที่บอกว่า “ไม่น่าจะมี (อุปสรรค)” ในการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบใหม่ โดยให้เหตุผลว่ารูปแบบที่พรรค ภท. เสนอ “พิจารณาให้แฟร์ที่สุดแล้ว ถ้าเดินไปตามนี้จะทำให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันการเลือกตั้งในครั้งหน้าอย่างแน่นอน”
หลักการใหญ่ในร่างแก้ ม.256
พรรค ภท. ย้ำหลักการในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15/1 ของพรรค เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน 21.6 ล้านเสียง
พรรค ปชน. “ต้องการรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ไม่ใช่โดยเร็วที่สุด” นายณัฐพงษ์แถลงภายหลังหารือร่วมกับตัวแทนภาคประชาชนเมื่อ 18 พ.ค. พร้อมเปิดเผย 3 หลักการในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15/1 ในนามของพรรค ดังนี้
1. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด “รวมถึงการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ”
2. ป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดหรือกลุ่มความคิดใด “ผูกขาดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”
3. ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. กำหนดให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนมีสิทธิเท่ากันในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนจะนำเสนอต่อประชาชนในการออกเสียงประชามติ
นอกจากเร่งเสนอร่างแก้ไขมาตรา 256 ในนามพรรค นายณัฐพงษ์บอกว่าพรรค ปชน. พร้อมจัดสรร สส. ของพรรคบางส่วนร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขมาตรา 256 ของพรรคอื่นที่ต้องการเสนอร่างเข้าสู่รัฐสภา แต่มีจำนวนสมาชิกไม่เพียงพอ และพร้อมสนับสนุนภาคประชาชนในการรวบรวม 50,000 รายชื่อจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 256 ฉบับประชาชน ตราบที่ยังมีหลักการสอดคล้องกัน

ที่มาของภาพ : STR/BBC THAI
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กล่าวสนับสนุนแถลงการณ์ของพรรค ปชน. ที่ว่า ประชาชนต้องได้ร่วมเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่มีใครกินรวบกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนต้องไม่มีอิทธิพลมากกว่าคนอื่นในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะ สว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีคดีติดพันตัวเองอยู่ว่ามาอย่างถูกต้องหรือไม่
“สว. ไม่มีความชอบธรรมที่จะมีอำนาจเหนือ สส. และไม่มีความชอบธรรมที่จะมีอำนาจเหนือประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าประชาชนคนธรรมดาไม่มีสิทธิเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงตามที่ศาลบอกไว้ สว. ซึ่งมีที่มาอันไม่ชอบธรรมก็ไม่ควรมีสิทธิจะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน” นายยิ่งชีพกล่าว
ไอลอว์เป็นหนึ่งองค์กรที่ร่วมรณรงค์ “กาเห็นชอบ” ในคูหาประชามติยกแรกเมื่อ 8 ก.พ. และ “จะเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่” หลังจากนี้ นายยิ่งชีพบอกว่าหากพบว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคการเมืองเสนอ ไม่ได้มีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างเต็มที่ และโยนอำนาจให้ สว. หรือองค์กรใดมากจนเกินไป ภาคประชาชนก็ต้องใช้สิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอร่างฉบับอื่นมาแข่ง เพื่อยืนยันว่าประชาชนคนธรรมดาต้องมีสิทธิในกระบวนการที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า
“ระบอบสีน้ำเงิน” กับปัญหา รธน. 2560
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. วิจารณ์รัฐธรรมนูญ 2560 ว่าได้นำพาประเทศมาสู่ “ระบบการเมืองที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน โดยเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถฮั้วกับองค์กรอิสระได้ โดยใช้วุฒิสภาเป็นเครื่องมือ” จากการที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ สว. มาจากการเลือกกันเอง เป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมืองสามารถเข้ามาแทรกแซงและควบคุมเสียงของวุฒิสภาได้แทบจะเบ็ดเสร็จ และวุฒิสภามีอำนาจชี้ขาดว่าใครจะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ทำให้กลไกในการตรวจสอบการทุจริตและการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบถูกบีบให้อ่อนแอลง จนเกิดปรากฏการณ์ “งูกินหาง” หรือ “ผลัดกันเกาหลัง” ระหว่างฝ่ายการเมืองกับองค์กรอิสระ
“รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นปุ๋ยชั้นดีของ ‘ระบอบตั๋วสีน้ำเงิน' ที่พยายามรุกคืบและกินรวบประเทศ โดยพยายามควบคุมสถาบันทางการเมืองทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล รัฐสภา หรือองค์กรอิสระ” สส. จากพรรคสีส้มกล่าว
นายพริษฐ์ ซึ่งเป็นเจ้าของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญค้างสภาที่รัฐบาล “อนุทิน 2” ไม่ยืนยัน ยังแสดงความกังวลใจด้วยว่า ระบอบสีน้ำเงินจะพยายามทำทุกวิถีทางให้กระบวนการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือหากเดินไปได้ก็จะพยายามทำให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ระบอบสีน้ำเงินสามารถผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่าง และผูกขาดการกำหนดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้

ที่มาของภาพ : กองโฆษก พรรคประชาชน
นักการเมืองจากพรรคที่มีสีน้ำเงินเป็นสีประจำพรรคปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่าง-การกำหนดเนื้อหา โดยนายนิกรบอกว่า การเลือก สสร. เป็นไปตามสัดส่วนของสมาชิกรัฐสภา 700 คน ถือว่าแฟร์ที่สุดแล้ว
เมื่อ.แย้งว่า หากนำเสียง สส. พรรค ภท. 190 เสียง กับ สว. กลุ่มใหญ่ประมาณ 150 เสียงมารวมกันอย่างไรก็เป็นเสียงส่วนใหญ่ อาจทำให้การเลือก สสร. ถูกครอบงำหรือไม่ นายนิกรตอบว่า “ไม่สามารถมารวมกันได้ เพราะอยู่คนละสภา ใครจะเชื่ออย่างไรก็เชื่อ เพราะเป็นสัดส่วนของรัฐสภา สว. ก็ส่วนหนึ่ง สส. ก็ของ สส. เป็นไปตามหลักการเสียงข้างมาก”
เนื้อหาต้องมี-ต้องห้าม
แต่ละพรรคการเมืองได้เปิดเผยเค้าโครงของร่างแก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ที่เตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยยึดแนวทางตามร่างเดิมที่พรรคเคยจัดทำเอาไว้ แต่นำมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทใหม่
.ขอนำสาระสำคัญที่ปรากฏในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิมเมื่อปี 2568 ซึ่งผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในวาระที่ 1 ไป 2 ฉบับจากทั้งหมด 3 ฉบับคือ “ร่างอนุทิน 1” กับ “ร่างพริษฐ์ 1” และอยู่ระหว่างการพิจารณาในวาระที่ 2 มาเปรียบเทียบกับโครงร่างฉบับใหม่ที่ทั้ง 2 พรรคเตรียมเสนอต่อรัฐสภาในปี 2569
1. ล็อกเนื้อหา 2 หมวดแรก
พรรคภูมิใจไทย
- ฉบับเดิม: การเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญ 2560 จะกระทำมิได้
- ฉบับใหม่: ยืนยันตามเนื้อหาเดิม
พรรคประชาชน
- ฉบับเดิม: กำหนดให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีเนื้อหาสำคัญ 9 ข้อ ในจำนวนนี้คือ การรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ และการให้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
- ฉบับใหม่: ยืนยันตามเนื้อหาเดิม และอาจเพิ่มข้อความตามที่ผ่านความเห็นชอบจาก กมธ.เสียงข้างมากชุดก่อนคือ “ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้นำบทบัญญัติในหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาบัญญัติไว้โดยมิให้มีการแก้ไข”
2. กลไกร่างรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 10 ก.ย. 2568 ระบุว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ทำให้แต่ละพรรคไม่กล้าเสนอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้ แต่เลือกนำเสนอรูปแบบผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับประชาชนทางอ้อมในคราวเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปีก่อน มาครั้งนี้การกำหนดให้ “มีคูหาให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ” ได้กลับมาเป็นข้อถกเถียงอีกครั้ง
ในระหว่างตอบกระทู้ถามสดของวุฒิสมาชิกเมื่อ 18 พ.ค. นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ใช่แค่ผ่านคูหาเท่านั้น แต่ทำให้เขามีโอกาสแสดงความเห็นมากกว่า 3 วินาทีที่เข้าคูหาและกากบาท ดังนั้นจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ ต้องเป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อระมัดระวังและประคับประคองไม่ให้ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
“หากไปตั้งคูหาอย่างที่ว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัยศาล การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะล่าช้าออกไปอีก นี่เป็นเหตุผลที่ กมธ. และรัฐสภาชุดที่แล้ว ไม่ให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง” นายภราดรกล่าว
ขณะที่นายพริษฐ์ตีความไปในทางตรงกันข้าม โดยยืนยันว่าการมีคูหาที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งร่างที่พรรค ปชน. เคยเสนอในวาระ 1 เมื่อปลายปี 2568 ก็มีคูหาให้ประชาชนเลือกสภาที่ปรึกษาโดยตรง และเลือก กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญโดยอ้อม ซึ่งเวลานั้นสมาชิกรัฐสภา รวมถึง สว. เกิน 1 ใน 3 ก็รับหลักการร่างของพรรค ปชน. จึงยืนยันได้ว่าร่างดังกล่าวไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
“ไม่อยากให้ฝ่ายใดนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นเกราะกำบังความพยายามในการลดการมีส่วนร่วมของประชาชน” นายพริษฐ์กล่าว

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
พรรคภูมิใจไทย
- ฉบับเดิม: ให้มี สสร. Ninety nine คน แบ่งเป็น 1) สสร. จังหวัด 77 คน โดยให้ กกต. เปิดรับสมัครผู้ประสงค์จะเป็น สสร. จากนั้นให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน 2) สสร. ผู้เชี่ยวชาญ 22 คน ให้รัฐสภาคัดเลือกจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน, รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์, ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นให้มี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ Forty five คน โดย 2 ใน 3 เลือกจาก สสร. ส่วนที่เหลืออาจตั้งจากผู้เชี่ยวชาญที่มิได้เป็น สสร.
- ฉบับใหม่: ให้มี สสร. 100 คน แบ่งเป็น 1) สสร. จังหวัด 77 คน และ 2. สส. ผู้เชี่ยวชาญ 23 คน และมีบัญชี สสร. สำรอง 3 เท่า หรือ 300 คน ทั้งนี้ให้ กกต. เปิดรับสมัครผู้ประสงค์จะเป็น สสร. ตามจังหวัดต่าง ๆ จากนั้นรัฐสภาจะเป็นคัดเลือกให้เหลือจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน
จากนั้นให้มี กมธ. อีก 2 ชุด ชุดแรก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ Forty five คน โดย 2 ใน 3 เลือกจาก สสร. (30 คน) และอีก 1 ส่วน (15 คน) มาจาก สสร. สำรอง และชุดที่สอง กมธ.รับฟังความคิดเห็น Forty five คน แบ่งเป็น 15 คนมาจาก สสร., 15 คนมาจาก สสร.สำรอง, 15 คนมาจากประชาชนทั่วไปที่ สสร. เป็นผู้กำหนด
นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. อธิบายว่า สสร. จะไม่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเพื่อไม่ให้ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่จะใช้กลไกตัวแทน โดยให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกจากรายชื่อผู้สมัครภายใต้ระบบ “ตัวจริง 1 ตัวสำรอง 3”
“การจัดสรรโควตาจะยึดตามสัดส่วนของรัฐสภาคือ วุฒิสภามี 200 คน ก็เอาไป 200 ส่วน และสภาผู้แทนราษฎรมี 500 คน ก็เอาไป 500 ส่วน (สว. เลือก สสร. ได้ 29 คน และ สส. เลือก สสร. ได้ 71 คน) ถือว่าเป็นกลไกที่แฟร์ เหมือนการจัดสัดส่วน กมธ.” นายนิกรกล่าว พร้อมยืนยันว่าพรรค ภท. ไม่มีการชี้นำหรือเอาเปรียบทางการเมืองอย่างแน่นอน

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
พรรคประชาชน
- ฉบับเดิม: ใช้คณะบุคคล 2 ชุด 1) กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 70 คน โดยใช้ระบบบัญชีรายชื่อและใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง จากนั้นให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 35 คน แบ่งสัดส่วนตาม สส., สว. และพรรคการเมือง ซึ่งถูกเรียกขานว่าสูตร “2 หยิบ 1” คือหาก สส. และ สว. รวมกลุ่มกันให้ได้ 20 คน จะมีโอกาสเสนอชื่อ กมธ.ยกร่างฯ ได้ 1 คน 2) สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ 100 คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยใช้ระบบแบ่งเขตที่ให้ผู้สมัครสมัครเป็นรายบุคคล และใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง
- ฉบับใหม่: นายพริษฐ์กล่าวว่า “ยืนยันได้ว่ามีคูหาให้ประชาชนเลือกผู้ร่าง” ส่วนรูปแบบของคูหาจะเป็นเช่นไร ขอรอสรุปอีกครั้งในที่ประชุม สส. ของพรรค
สส. พรรคสีส้มอีกรายเปิดเผยกับ.ว่า หนึ่งในรูปแบบที่พรรคพูดคุยกันและมองว่า “เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ” คือ การเปิดรับสมัครผู้ประสงค์จะเป็น สสร. แล้วให้ประชาชนแต่ละจังหวัดเป็นผู้เลือกขั้นต้น 200 คน จากนั้นนำรายชื่อที่ได้มาให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 100 คน
3. อำนาจ สว.
อำนาจ 1 ใน 3 ของ สว. ในการโหวตเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนมีผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประเด็นหลักที่ทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับก่อนถูกปัดตกไป พร้อมกับการ “ฉีก MOA” และการ “ยุบสภา” เมื่อ ธ.ค. 2568
มายกใหม่นี้ พรรค ปชน. ยืนกราน “ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว.” ขณะที่พรรค ภท. บอกว่าพยายามหา “จุดตรงกลาง” เพื่อให้ร่างผ่านไปได้

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
พรรคภูมิใจไทย
- ฉบับเดิม: หลังจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จให้เสนอต่อรัฐสภา แบ่งการพิจารณาเป็น 3 วาระ ในการผ่านความเห็นชอบวาระที่ 1 ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบ “ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง” ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ 2 สภา (350 เสียง จากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 700 คน) และต้องมี สว. เห็นชอบด้วย “ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5” ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา (40 เสียง จาก สว. ทั้งหมด 200 คน) วาระที่ 2 ให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ วาระที่ 3 ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบ “มากกว่ากึ่งหนึ่ง” ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ 2 สภา (351 เสียง) ในจำนวนนี้ต้องมี สส. จากพรรคที่สมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่ง รมต. ประธานและรองประธานสภา เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 20% และมี สว. เห็นชอบด้วย “ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5” ของวุฒิสภา (40 เสียง)
- ฉบับใหม่: หลังจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จให้เสนอต่อรัฐสภา แบ่งการพิจารณาเป็น 3 วาระ หลักการเหมือนร่างเดิม แต่เปลี่ยนสัดส่วนของ สว. ว่า ในการผ่านความเห็นชอบวาระที่ 1 และวาระที่ 3 ต้องมี สว. เห็นชอบด้วย “ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4” ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา (50 เสียง จาก สว. ทั้งหมด 200 คน)
ส่วนรายการ “คุณขอมา” อื่น ๆ ตามที่ สว. “สีน้ำเงิน” เคยโยนหินถามทางไว้ เช่น การเขียนบทเฉพาะกาลรับรองสมาชิกภาพของ สว. ชุดปัจจุบันให้อยู่ทำหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ นายนิกรยอมรับว่าเป็นประเด็น แต่จะยังไม่ปรากฏเนื้อหาส่วนนี้ในร่างของพรรค ภท. ต้องไปพูดคุยในชั้น กมธ. ว่ามีความเห็นอย่างไร
พรรคประชาชน
- ฉบับเดิม: หลังจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จให้เสนอต่อรัฐสภา ในการผ่านความเห็นชอบ ต้องได้คะแนนเสียงเห็นชอบ “เกินกึ่งหนึ่ง” ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ 2 สภา (351 เสียง จากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 700 คน)
- ฉบับใหม่: นายพริษฐ์ยืนยันว่า ไม่ได้ตัดอำนาจของ สว. แต่ต้องการยืนยันหลักการที่ สส. และ สว. ควรมี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่ากัน พร้อมยอมรับว่า “เป็นไปได้” ที่จะใช้เกณฑ์เสียงเห็นชอบ “เกินกึ่งหนึ่ง” ของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเคยได้รับเสียงเห็นชอบจาก กมธ. เสียงข้างมากชุดก่อนมาแล้ว
ไทม์ไลน์ได้ รธน. ฉบับที่ 21

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
นายนิกรได้เปิดเผยปฏิทินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเขาบอกว่าเป็นการคาดการณ์และทดลองคำนวณในนามส่วนตัว หากไม่มีอะไรผิดพลาด คาดว่าประชาชนจะได้เข้าคูหาประชามติครั้งที่ 2 ราวเดือน ม.ค. 2570 และถ้า สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จตามกรอบที่กำหนด 360 วัน ก็จะนำไปทำประชามติครั้งที่ 3 ในเดือน ก.พ. 2572 และได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จัดการเลือกตั้งต่อไป
สำหรับไทม์ไลนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับที่ 21 ฉบับนายนิกร ดังนี้
- 20 พ.ค. พรรค ภท. เสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 ต่อประธานรัฐสภา
- มิ.ย. ประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระที่ 1 (รับหลักการ)
- ก.ค.-ส.ค. กมธ.พิจารณาร่าง
- ก.ย. ประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระที่ 2 (พิจารณาเป็นรายมาตรา)
- ปลายเดือน ก. ย. ประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระที่ 3 (ให้ความเห็นชอบทั้งฉบับ)
- ต.ค. ประธานรัฐสภาแจ้งนายกฯ ให้ออกคำถามประชามติครั้งที่ 2 (พ.ร.บ.ประชามติ กำหนดให้จัดประชามติใน 90-120 วันหลังจากนั้น)
- ม.ค.-ก.พ. 2570 จัดให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อถามว่าเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ที่รัฐสภาส่งมาหรือไม่ หรือที่เรียกว่า “ประชามติครั้งที่ 2”
- มี.ค. 2570 คาดประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1
- มิ.ย.-ก.ค. 2570 เปิดรับสมัคร สสร. แบ่งเป็น สสร.จังหวัด 77 คน และ สสร.ผู้เชี่ยวชาญ 23 คน
- ส.ค. 2570 รัฐสภาเลือก สสร. ตัวจริง 100 คน และตัวสำรอง 300 คน
- ส.ค. 2570 ประชุม สสร. นัดแรก ก่อนลงมือยกร่างรัฐธรรมนูญภายใน 360 วัน
- ก.พ. 2572 จัดให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อถามว่าเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่ สสร. ยกร่างหรือไม่ หรือที่เรียกว่า “ประชามติครั้งที่ 3”
- ก.พ. 2573 รัฐบาล “อนุทิน 2” ครบวาระ












