
‘ศาลฎีกาฯ’ พิพากษา อดีตรองนายกเทศมนตรี ‘เกาะยาวใหญ่’ จังหวัดพังงา จงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ‘ตลอดไป’ ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุก 1 เดือน ให้รอลงอาญา 1 ปี
……………………………
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 เม.ย. เว็บไซต์ศาลฎีกา เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 30/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม 7/2569 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. ) ผู้ร้อง และนายสุเมธ สืบพงษ์ อดีตรองนายกเทศมนตรี ต.เกาะยาวใหญ่ อ.เกาะยาว จังหวัดพังงา ผู้ถูกกล่าวหา เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
โดยศาลฯพิพากษาว่า นายสุเมธ ผู้ถูกกล่าวหา จงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น กรณีพ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีตำบลเกาะยาวใหญ่ อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1) ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม
กับมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 167 จำคุก 2 เดือน และ ปรับ 4,000 บาท ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กิ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30
“ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ถูกกล่าวหา (นายสุเมธ สืบพงษ์) จงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้อง ( ป.ป.ช. ) ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีตำบลเกาะยาวใหญ่ อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา หรือไม่
เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐโดยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งรองผู้บริหารท้อถิ่น ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อผู้ร้อง พร้อมหลักฐานที่พิสูจน์ความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 102 (4) และมาตรา 105
ประกอบประกาศคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหาร ท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องยื่นบัญชี ทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 (9) พ.ศ.2561
ผู้ถูกกล่าวหาเคยยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่งต่อผู้ร้องมาก่อนแล้ว ทั้งตามสำนวนการไต่สวนของผู้ร้องยังได้ความด้วยว่า ก่อนที่ผู้ถูกกล่าวหาจะพ้นจากตำแหน่ง ปลัดเทศบาลตำบลเกาะยาวใหญ่ มีหนังสือแจ้งให้นายกเทศมนตรีและ รองนายกเทศมนตรีทราบ เพื่อเตรียมการในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามกฎหมาย ผู้ถูกกล่าวหา ย่อมทราบดีว่าตนมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องอีกครั้งเมื่อพ้นจากตำแหน่ง
แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แม้จะได้รับหนังสือแจ้งให้ทราบ โดยผู้ร้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาดำเนินการอีกครั้ง ผู้ถูกกล่าวหายังเพิกเฉยไม่ดำเนินการ จนกระทั่งเมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้วจึงยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน อันเป็นระยะเวลาภายหลังถึงกว่าหนึ่งปี ทั้งยังไม่ครบถ้วนถูกต้อง คำชี้แจงที่อ้างถึงเหตุสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 นั้น ไม่ปรากฏการแพร่ระบาดรุนแรงถึงขนาดที่จะเป็นเหตุให้ผู้ถูกกล่าวหาไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดได้อย่างสิ้นเชิง
ส่วนที่อ้างถึงเหตุปัญหาภายในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ถูกกล่าวหาที่ง่ายต่อการกล่าวอ้าง แต่ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังอันมีผลเป็นการลบล้างหน้าที่ตามกฎหมายได้ ข้อเท็จจริงตามสำนวนการไต่สวนไม่ได้ความว่า ผู้ถูกกล่าวหาขวนขวายแจ้งให้ผู้ร้องทราบแต่อย่างใด พฤติการณ์แห่งคดีจึงบ่งชี้ว่า ผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้ร้องสามารถ ตรวจสอบความมีอยู่จริงและความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินหรือหนี้สิน หรือทำให้ผลการตรวจสอบนั้น ไม่ตรงตามความเป็นจริง
ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้อง ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สิน หรือหนี้สินนั้น อันเป็นการกระทำความผิดตามคำร้อง
พิพากษาว่า นายสุเมธ สืบพงษ์ ผู้ถูกกล่าวหา จงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น กรณีพ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีตำบลเกาะยาวใหญ่ อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1) ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม
กับมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 167 จำคุก 2 เดือน และ ปรับ 4,000 บาท ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กิ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท
ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30” พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 30/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม 7/2569 ลงวันที่ 7 เม.ย.2569 ระบุ












