แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/8louge 📋 | ดู : 10 ครั้ง
พรบชุมนุมสาธารณะ-พศ.-2558-หนึ่งในกฎหมายที่ผ่านในสมัย-คสช

พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 หนึ่งในกฎหมายที่ผ่านในสมัย คสช. นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ช่วงที่ผ่านมาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นกฎหมายที่สร้างอุปสรรค มากกว่าอำนวยความสะดวกให้ใช้สิทธิชุมนุม

ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่ทำให้ความปรึกษาและช่วยเหลือทางด้านกฎหมายคดีที่เกี่ยวกับการใช้เสรีภาพการออก ระบุด้วยว่า นับตั้งแต่การชุมนุมคนรุ่นใหม่เมื่อปี 2563 จนถึง เม.ย. 2569 มีผู้ถูกกล่าวหาผิด พ.ร.บ.ชุมนุม อย่างน้อย 202 คน จาก 111 คดี

ขณะที่โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) รีวิว พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ หลังมาบังคับใช้มาครบ 10 ปี พบปัญหาการบังคับใช้หลายประการ

  • ยกตัวอย่าง การไต่สวนการเลิกการชุมนุม สามารถกระทำโดยฝ่ายตำรวจฝ่ายเดียว ไม่มีการบัญญัติให้สิทธิผู้ชุมนุมคัดค้านในศาล เพื่อชี้แจงเหตุผลว่าการชุมนุมไม่ผิดกฎหมาย และไม่ควรสั่งเลิกการชุมนุม
  • การแจ้งการชุมนุม  ที่เจ้าหน้าที่มักใช้อำนาจสั่ง ‘แก้ไข’ การชุมนุม เพิ่มเงื่อนไขและตีกรอบการชุมนุมต่างๆ นานา จนทำให้ไม่มีคนแจ้งชุมนุมแต่แรก และยอมรับโทษปรับ
  • เหมาการกระทำ ผิด พ.ร.บ.ชุมนุม ของผู้ชุมนุมบางคน มาเป็นชนวนเหตุสั่งระงับการชุมนุมทั้งหมด เป็นต้น

จนกระทั่งเมื่อ 20 เม.ย. 2569 อนุสรณ์ แก้ววิเชียร สส.เขต 3 นนทบุรี และสมาชิกพรรคประชาชน ได้ยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ซึ่งตอนนี้กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็น ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ โดยใช้ระยะเวลา 1 เดือน จนถึง 20 พ.ค. 2569 นี้

ช่วงระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็น ประชาไท ชวนส่องร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มีมาตราใดบ้างที่น่าสนใจ พร้อมคุยกับ ‘ลูกเกด’ ชลธิชา แจ้งเร็ว อดีต สส.พรรคประชาชน และผู้ผลักดันร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเธอเน้นย้ำว่าร่างแก้ไขฯ จะมีบทบัญญัติที่รับรองหลักการสำคัญในการใช้เสรีภาพการชุมนุม และพยายามยกระดับความโปร่งใส การตรวจสอบ และความรับผิดรับชอบการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจดูแลการชุมนุมให้มากขึ้น

พิจารณาคำสั่งยกเลิกชุมนุม ย้ายจากศาลแพ่งไปศาลปกครอง

‘ลูกเกด’ เผยว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เธอมาผลักดันร่างแก้ไขกฎหมายนี้ เนื่องจากตลอดระยะเวลาตั้งแต่ทำงานภาคประชาสังคมจนมาถึงปัจจุบัน เธอได้ติดตามปัญหาการใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมมาโดยตลอด ทั้งในฐานะผู้จัดการชุมนุม เป็นโจทก์ฟ้องตำรวจสลายการชุมนุมหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไปจนถึงการเป็นพยานในคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้ จึงเป็นสาเหตุที่เธอเห็นปัญหาของกฎหมายหลายประการ และเมื่อได้เข้ามาทำหน้าที่เป็น สส. จึงอยากผลักดันให้เกิดการแก้ไข

ชลธิชา มองว่า ร่างเดิมมีปัญหาทั้งเรื่องตัวบทบัญญัติที่ยังคลุมเครือและการขาดการรับรองหลักการสำคัญๆ การบังคับใช้กฎหมาย และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล ยกตัวอย่าง เวลาที่มีการใช้กำลังสลายการชุมนุม เราจะไม่ทราบข้อมูลเลยว่าเจ้าหน้าที่ทำอะไร อย่างไรบ้าง ไม่มีรายงานเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบ หรืออำนาจตำรวจสูงมากในการจำกัดสิทธิเสรีภาพการชุมนุม

ชลธิชา เผยถึงการยกระดับกลไกการถ่วงดุลของศาล เนื่องจากแต่เดิม พ.ร.บ.ชุมนุม ให้อำนาจศาลแพ่งในการพิจารณาสั่งยุติการชุมนุมที่เข้าข่ายรุนแรง แต่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมของพรรคประชาชน จะย้ายอำนาจนี้มาให้ศาลปกครอง เนื่องจากศาลปกครองดูแลเรื่องเจ้าหน้าที่ และคำสั่งทางปกครองอยู่แล้ว ดังนั้น การให้ศาลปกครองเข้ามาดูเรื่องนี้จะตรงจุดมากกว่า

นอกจากนี้ หากพิจารณาจากร่างแก้ไขเพิ่มเติม จะเปิดช่องให้ผู้ชุมนุมสามารถโต้แย้งประกาศคำสั่งห้ามชุมนุมผ่านศาลปกครองได้ จากเดิมที่ไม่เคยบัญญัติมาก่อน

อย่างไรก็ดี เธอมีข้อห่วงกังวลในทางปฏิบัติ จะทำยังไงให้ ‘ฟังก์ชัน’ (ได้ผล) เนื่องจากศาลปกครองไม่ได้มีทุกจังหวัดทั่วประเทศ แต่จากการหารือในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะ (ภายใต้ คณะ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26) เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เห็นตรงกันว่าควรให้ศาลปกครองเป็นผู้พิจารณา ทำให้เห็นความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ รวมถึงศาลปกครองก็พร้อมทำงานในรูปแบบออนไลน์ด้วย อย่างไรก็ดี เธอทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า ถ้าภาคส่วนต่างๆ มีข้อเสนอเพิ่มเติมที่ทำให้การตรวจสอบ ถ่วงดุล และสร้างความโปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะกลไกศาล เธอก็ยินดีที่รับฟังเพื่อนำมาปรับปรุง

ให้ความสำคัญกับหลักการตรวจสอบ 3 ขั้น

อดีต สส.พรรคประชาชน เปิดเผยอีกว่าในร่างแก้ไขเพิ่มเติมจะมีการระบุถึงหลักการที่สำคัญมากๆ คือ หลักการตรวจสอบ 3 ขั้นในการจำกัดสิทธิเสรีภาพการชุมนุม หรือที่เรียกว่า “Three-prong test” ซึ่งจะอยู่ในส่วนของมาตรา 6 ของร่างแก้ไขเพิ่มเติม

ในทางปฏิบัติ หากเจ้าหน้าที่ต้องการใช้สิทธิจำกัดเสรีภาพการชุมนุม จะต้องพิจารณาบนหลักการดังกล่าว ซึ่งมีด้วยกัน 3 องค์ประกอบ ได้แก่

  1. ต้องดูว่ามีบทบัญญัติรับรองหรือไม่
  2. วัตถุประสงค์ชอบธรรมหรือไม่
  3. มีความจำเป็น และได้สัดส่วนกับสังคมประชาธิปไตยจริงหรือไม่

ชลธิชา ระบุว่า มีการเขียนล็อกไว้ค่อนข้างชัดในระดับหนึ่งว่า “การจำกัดสิทธิต้องมีความจำเป็น และได้สัดส่วน” ซึ่งจะล้อกับเรื่องกฎการปะทะ (Rule of Engagement) และการใช้กำลังและสลายการชุมนุม

เดิมประเด็นนี้ถกเถียงกันค่อนข้างเยอะ หลายคนมองว่าไม่จำเป็นต้องเอาใส่ เพราะเวลาที่เจ้าหน้าที่หรือศาลพิจารณาเรื่องการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ต้องพิจารณาเรื่องหลักการ Three-prong Test อยู่แล้วว่ามีกฎหมายรับรองไหม ปฏิบัติตามกฎหมายจริงๆ หรือเปล่า หรือว่าได้สัดส่วนหรือไม่กับสิ่งที่เกิดขึ้น

ชลธิชา ยืนยันว่า อย่างที่ทราบกันว่า พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มักถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองค่อนข้างสูง เราก็รู้สึกว่าถ้าไม่ใส่ลงไปเลย ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีปัญหาในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ไหม จึงใส่ไว้ในมาตรา 6 เพื่อบอกว่ากฎการปะทะต่างๆ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่จะใช้กำลังปะทะได้เลย การสลายการชุมนุมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามคู่มือหรือไม่ หรืออุปกรณ์ สารเคมีที่จะใช้อยู่ในลิสต์รายการที่ได้รับการรับรองและตรวจสอบตามมาตรฐานสากลหรือยัง และถ้าจะสลายการชุมนุม ต้องได้สัดส่วนกับการกระทำผิดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การหว่านแห ซึ่งหลักการนี้จะมีการระบุย้ำในหลายมาตราอีกด้วย

ชุมนุมโดยพลัน-ขนาดเล็ก ไม่ต้องแจ้งชุมนุม

ในประเด็นการแจ้งชุมนุม ชลธิชา กล่าวว่า ของเดิมมักถูกตั้งข้อกังขาว่ามักจะสร้างอุปสรรคให้ผู้จัดชุมนุม จนหลายคนเลือกไม่แจ้งชุมนุม และยอมรับโทษค่าปรับ ในร่างกฎหมายนี้จะมีการปรับให้การชุมนุมขนาดเล็ก และการชุมนุมโดยพลันที่ไม่กระทบจราจร หรือทางสัญจรไป-มา ไม่ต้องแจ้งการชุมนุม

ก่อนหน้านี้ iLaw เคยตั้งข้อสังเกตถึง พ.ร.บ.ฉบับเดิมไว้ด้วยว่า ไม่เท่าทันกับรูปแบบการชุมนุมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการชุมนุมขนาดเล็ก หรือแบบออแกนิก ซึ่งแพร่หลายในช่วงปี 2563-2564 ซึ่งการชุมนุมรูปแบบนี้มักเป็นการชักชวนกันผ่านออนไลน์ และรวมตัวชุมนุมอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองต่อประเด็นที่พวกเขาไม่พอใจ รูปแบบการทำกิจกรรมอาจไม่ได้มีการปราศรัยจากผู้จัด ไม่มีการประกาศข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการ เป็นการทำกิจกรรมตามอัธยาศัย

การชุมนุมแบบออแกนิกอาจไม่ได้มีการแจ้งชุมนุมล่วงหน้า ส่งผลให้การชุมนุมถูกตีความว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และนำมาสู่การสั่งให้ยกเลิก หรือการสลายการชุมนุม

ชลธิชา แจ้งเร็ว ในฐานะสมาชิกคณะอนุกรรมาธิการศึกษากฎหมายชุมนุมสาธารณะ เมื่อปี 2567 ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นจุดตั้งต้นของการยกร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ที่กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็น (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก Lookkate Chonthicha – ลูกเกด ชลธิชา แจ้งเร็ว)

ลดรัศมีเขตห้ามชุมนุมรอบวัง – รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาล

มาตรา 8  ร่างกฎหมายฉบับแก้ไข (แก้ไขข้อความมาตรา 7 ในร่างเดิม) จะมีการปรับลดรัศมีพื้นที่ห้ามชุมนุม โดยแบ่งเป็น 2 พื้นที่ คือ

  1. พื้นที่วัง ที่พำนักแขกราชวงศ์ และผู้สำเร็จราชการ จากเดิมตำรวจสามารถประกาศห้ามชุมนุมรัศมีภายในไม่เกิน 150 เมตรรอบสถานที่ดังกล่าว ร่างแก้ไขเพิ่มเติมจะลดลงเหลือ 100 เมตร
  2. พื้นที่ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา และศาล จากเดิมสามารถประกาศห้ามชุมนุมอย่างเด็ดขาด รัศมีภายในไม่เกิน 50 เมตร แต่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมจะปรับลงลดเหลือ 20 เมตรเท่านั้น
  • มีการเปลี่ยนบทบัญญัติจากของเดิมที่ห้ามอย่างเด็ดขาด มาเป็นให้อำนาจตำรวจหรือผู้ดูแลการชุมนุมพิจารณาเป็นรายกรณี หากการชุมนุมเข้าข่ายมีพฤติกรรมรุนแรง และอาจจะเป็นอันตรายแก่ประชาชน หรือทรัพย์สิน รวมถึงการสั่งห้ามชุมนุมต้องให้เหตุผลที่ชัดเจน
  • ในกฎหมายจะมีการเพิ่มการถ่วงดุล โดยผู้ชุมนุมมีสิทธิโต้แย้งประกาศคำสั่งห้ามชุมนุมรอบพื้นที่ ‘วัง’ หรือพื้นที่รัฐสภา ทำเนียบฯ และศาล ผ่านศาลปกครองได้ (จากเดิมที่ไม่มีบทบัญญัติดังกล่าว)

“ตำรวจหลายคนมองเรื่องนี้ ถ้าไม่มีเลยมันจะกระทบความมั่นคงหรือเปล่า แต่เรายืนยันว่า ให้ใส่ไว้ว่าคุณสามารถประกาศ แต่ต้องเป็นรายกรณี” ชลธิชา ระบุ

  • เพิ่มบทบัญญัติคุ้มครองเด็ก กลุ่มเปราะบาง ผู้สังเกตการณ์ชุมนุม และผู้สื่อข่าวในที่ชุมนุม (มาตรา 19 ของร่างแก้ไข)
  • เพิ่มบทบัญญัติให้เจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจต้องเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ชุมนุม และห้ามติดตาม หรือสอดแนม ทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการชุมนุม ทั้งพื้นที่ทางกายภาพ และโลกออนไลน์ (มาตรา 21 ของร่างแก้ไข)

เปิดเผยแผนการดูแลชุมนุมต่อสาธารณะ รายงานปฏิบัติการต่อสภาทุกปี

เมื่อสอบถามว่าจะมีบทบัญญัติที่บังคับให้เจ้าหน้าที่ต้องเปิดเผยรายชื่ออุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมฝูงชนหรือไม่ อดีต สส.พรรคประชาชน เผยว่า เรื่องนี้เป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการคุยกันมาก และเราระบุไว้ในร่างแก้ไขว่าต้องมีการเปิดเผยรายงานทั้งก่อน ระหว่าง และหลังปฏิบัติการดูแลการชุมนุม รวมถึงปฏิบัติการสลายการชุมนุม และเรื่องการใช้อุปกรณ์ควบคุมฝูงชน ต้องมีการส่งรายงานให้สภาฯ ทุกปี

เหตุที่ต้องใส่ไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน ชลธิชา ระบุว่า เพราะว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจไม่เคยถูกเปิดเผยต่อประชาชน และเมื่อเกิดเหตุที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ประชาชนไปแจ้งความ แต่เราไม่ทราบเลยว่าตำรวจคนไหนบ้างที่มาปฏิบัติหน้าที่ เราทราบแต่เพียงว่าผู้รับผิดชอบการชุมนุมคือใคร หรืออุปกรณ์ที่ใช้มีอะไรบ้างเท่านั้น

ในมาตรา 23 ของร่างแก้ไขเพิ่มเติมระบุไว้ว่า การจัดทำแผนและแนวทางการดูแลการชุมนุมสาธารณะต้องจัดให้มีการเปิดรับฟังความเห็นผู้ที่เกี่ยวข้อง และต้องเปิดเผยผลรับฟังความเห็นต่อสาธารณชน

ภายในแผนต้องมีหมวดที่ว่าด้วยการดูแลคุ้มครองเด็กในที่ชุมนุม ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่ทำงานเรื่องสิทธิเด็ก เพื่อให้กฎหมายเกิดประโยชน์สูงสุด และต้องมีการทบทวนแผนและแนวทางดูแลการชุมนุมฯ ทุก 5 ปีนับตั้งแต่ประกาศใช้แผน ซึ่งกำหนดว่าต้องรับฟังความเห็นผู้ที่เกี่ยวข้อง และเปิดเผยผลรับฟังความเห็นต่อประชาชน

มาตรา 27 ของร่างแก้ไขเพิ่มเติม มีการระบุด้วยว่า หากมีการสลายการชุมนุม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานสถานการณ์การชุนนุมสาธารณะ โดยเฉพาะการใช้กำลังและสลายการชุมนุม ต่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นรายปี

หากเลี่ยงการใช้กำลังไม่ได้ ต้องใช้กำลังเท่าที่จำเป็น ได้สัดส่วน

ร่างแก้ไขกฎหมายมีการะบุถึงแนวทางและขั้นตอนการรับมือการชุมนุมไว้ด้วย หากเกิดกรณีที่ผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยไล่จากเบาไปหาหนัก ดังนี้

  1. ให้ใช้การเจรจากับผู้จัดการชุมนุม ให้การชุมนุมเป็นไปตามกฎหมาย แต่หากไม่เป็นผลให้ประกาศให้แก้ไขการชุมนุมตามเวลาที่กำหนด
  2. หากผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่สามารถร้องต่อศาลแพ่ง หรือศาลจังหวัด เพื่อให้ยุติการชุมนุม หากการชุมนุมนั้นไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ

การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ชุมนุมบางคน ต้องไม่ใช่เหตุให้การชุมนุมทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่ต้องระงับเหตุแค่เฉพาะผู้ก่อเหตุเท่านั้น

หากไม่สามารถเลี่ยงการใช้กำลังและอุปกรณ์ควบคุมฝูงชน “ต้องใช้เท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วนกับภัยคุกคาม หรือการกระทำผิดนั้น”

“ต้องใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็นและก็กับบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่การสลายการชุมนุมแบบหว่านแห เราเขียนไว้ในร่างกฎหมายคือให้จำกัดเป้าหมายในการใช้กำลัง ซึ่งอันนี้คือเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีการหว่านแหยิvกระสุนยาง หรือว่าแก๊สน้ำตา ไปทั่วพื้นที่การชุมนุม” ชลธิชา ระบุ

แฟ้มภาพ อลงกต สงพัฒน์แก้ว ที่ได้รับบาดเจ็บจากการยิvกระสุนยางของเจ้าหน้าที่ เจ้าตัวเคยไปร้องทุกข์กล่าวโทษที่ สน.ปทุมวัน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดได้

เพิ่มความรับผิดรับชอบให้เจ้าหน้าที่ดูแลชุมนุม

น่าสังเกตว่าในร่างแก้ไขกฎหมายจะมีมาตรา 20 กำหนดว่าเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการชุมนุม ต้องแต่งเครื่องแบบเพื่อแสดงตน ระบุอัตลักษณ์ที่ชัดเจน และสังเกตง่าย

ชลธิชา เล่าให้ฟังถึงการใส่บทบัญญัตินี้ในกฎหมายว่า ก่อนหน้านี้เธอเคยประชุมกับ ผบ.ตำรวจว่าเป็นไปได้ไหมที่ชุดของ คฝ. (ตำรวจควบคุมฝูงชน) จะติดสัญลักษณ์เป็นตัวเลขให้โดดเด่นเป็นสง่า เพื่อสร้างความรับผิดรับชอบให้กับตำรวจ สมมติเวลาตำรวจปฏิบัติหน้าที่ในที่ชุมนุม ทุกคนจะแต่งเครื่องแบบเหมือนกันหมด และเวลาที่เจ้าหน้าที่ทำปฏิบัติหน้าที่มิชอบ อย่างการเอาปืนจ่อหัวผู้ชุมนุม มันผิดกฎหมาย แต่เราไม่สามารถเอาใครมาลงโทษได้เลย เพราะทุกคนแต่งกายเหมือนกันหมด

“เชื่อจริงๆ ว่ามันทำให้ระบุอัตลักษณ์ของเจ้าหน้าที่ได้ชัดเจนมากขึ้น ความยับยั้งชั่งใจคิดก่อนทำอะไรสักอย่างของเจ้าหน้าที่มันจะสูงขึ้น เพราะเขาจะรู้แล้วว่า ถ้าเขาไม่ควบคุมอารมณ์ตัวเอง ไม่อยู่ในร่องในรอยที่ควรเป็น มีโอกาสที่จะถูกดำเนินคดีได้ เพราะสัญลักษณ์มันเห็นมันระบุตัวตนได้ ณ วันนี้พอมันไม่สามารถจับมือใครดมได้ เขามีอิสระมากในการที่จะทำอะไรก็ได้ในเรื่องของการชุมนุม มันกลายเป็นเหมือนอารมณ์เข้ามาชี้นำการปฏิบัติหน้าที่” ชลธิชา ระบุ

อดีต สส.พรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้เคยเสนอให้มีการใช้กล้อง “บอดี้แคม” ติดที่ตัวเจ้าหน้าที่เหมือน พ.ร.บ.ป้องกันการซ้อมทรมานและบังคับสูญหายฯ เรื่องนี้สำคัญเนื่องจากเคยมีการควบคุมตัวในลักษณะที่จับไปตอนไหนก็ไม่ทราบ ตอนที่คุยกับ สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตำรวจ มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาคุยด้วย เพราะจะดีกับทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งผู้ชุมนุม และตำรวจเวลาที่โดนกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องก็จะมีหลักฐานด้วย แต่ทางตำรวจมักอ้างว่าขาดงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ดังกล่าว

  • นอกจากนี้ มาตรา 20 ของร่างแก้ไขฯ กำหนดให้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการชุมนุมสาธารณะ ต้องได้รับการอบรมทักษะ และความอดทนต่อสถานการณ์การชุมนุมสาธารณะ
  • การใช้เครื่องมือควบคุมฝูงชนของเจ้าหน้าที่ต้องเป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และกำหนดให้หลักเกณฑ์การใช้กำลัง และการใช้เครื่องมือควบคุมฝูงชน ต้องเป็นตามพันธกรณีต่างประเทศที่ไทยเป็นรัฐภาคี และให้ทบทวนแนวทางการปฏิบัติหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ
  • ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่ผ่านการฝึกอบรมการควบคุมฝูงชน มาดูแลการชุมนุมสาธารณะ “โดยเด็ดขาด”

แฟ้มภาพ การสลายการชุมนุมที่ถนนดินสอ เมื่อปี 2565

ยินดีรับฟังข้อเสนอ เพื่อพัฒนากฎหมาย

ตัวร่างแก้ไขกฎหมายชุมนุมสาธารณะ ณ ปัจจุบัน ยังอยู่ในต้นทางของการรับฟังความคิดเห็น หากร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เข้าสภาฯ ผ่านวาระที่ 1 แล้ว ก็ต้องมีการแก้ไขในชั้นคณะกรรมาธิการฯ ลูกเกด คิดว่าร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ในมุมมองของเธอค่อนข้างรัดกุมระดับหนึ่ง และในการยกร่างแก้ไขก็พยายามใส่หลักการสำคัญๆ เข้ามาให้ได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม หากหลายๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นักวิชาการ หรือสื่อมวลชน ถ้าข้อเสนอให้ร่างกฎหมายดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับการตรวจสอบ การสร้างความโปร่งใส การถ่วงดุล หรือการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ยินดีรับฟังเพื่อทำให้ตัวกฎหมายดีขึ้น

ชวนพลิกมุมมอง ชุมนุมไม่ใช่ภัยความมั่นคง แต่สร้างความเปลี่ยนแปลง

ต่อประเด็นที่สื่อถามว่า ทำไมเธอคิดว่าเสรีภาพการชุมนุมถึงสำคัญ และตำรวจควรอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิดังกล่าว ชลธิชา เผยว่า เธออยากเชิญชวนไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือคนทั่วไป ที่กำลังตั้งข้อรังเกียจกลัวการชุมนุม ไม่อยากให้มองว่าการชุมนุมเป็นภัยความมั่นคงของรัฐ แต่ขณะเดียวกัน หลายเรื่องในประเทศ เราพัฒนาเรื่องสิทธิเสรีภาพ และเรื่องของประชาชนมิติต่างๆ มาไกลขนาดนี้ เพราะว่าการลุกขึ้นสู้และชุมนุมเรียกร้องของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิลาคลอด สิทธิแรงงาน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ มาจากการรวมตัวของประชาชนทั้งสิ้น กฎหมายสมรสเท่าเทียม ไม่ได้ผ่านได้เพราะ สส.ในสภาฯ เกิดตรัสรู้หัวก้าวหน้ากว่าใคร และยกมือผ่านกฎหมายเท่านั้น ต้องบอกว่าทั้งหมดทั้งมวลมันมาจากประชาชนทุกคนจริงๆ ที่ลุกขึ้นมาเปล่งเสียง และบอกว่าเราอยากได้กฎหมายสมรสเท่าเทียม

“อยากให้มองว่าการชุมนุมสาธารณะมันคือเครื่องมือของการสร้างความเปลี่ยนแปลง มันเป็นเครื่องมือของรัฐที่ดีมากๆ ถ้ารัฐใช้ให้เป็นประโยชน์ ถ้ารัฐรับฟังว่าปัญหาของประชาชนคืออะไร และเมื่อรัฐรับฟังอย่างด้วยใจที่เปิดกว้าง ไม่ได้ตั้งแง่ว่าถ้ามาชุมนุม ต้องเป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง เป็นภัยความมั่นคงแน่นอน ปัญหาหลายๆ อย่างของประชาชนควรจะหาทางแก้ไขได้ดีขึ้น” เธอทิ้งท้าย

ที่มา ประชาไท ( prachatai.com )

ผู้เรียบเรียง

ให้คะแนนความพอใจของคุณ :

0 / 5 คะแนน 0

คุณให้คะแนน:

แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/8louge 📋 | ดู : 10 ครั้ง
  1. ตำรวจ-แถลงคืบหน้าคดี-‘หมิงเฉิน-ซัน’-ชี้ปมซุกคลังแสงโยงขัดแย้งแ-|-2026-05-12-05:15:00 ตำรวจ แถลงคืบหน้าคดี ‘หมิงเฉิน ซัน’ ชี้ปมซุกคลังแสงโยงขัดแย้งแ 2026-05-12 05:15:00
  2. ด่วน ค้อนสู้มีดไม่ได้ ไรเดอร์กะซวกหนุ่มรถเก๋งเสียชีวิตคาที่ | ข่าวเที่ยงอมรินทร์ 13 พ.ค. 69 ด่วน ค้อนสู้มีดไม่ได้ ไรเดอร์กะซวกหนุ่มรถเก๋งเสียชีวิตคาที่ | ข่าวเที่ยงอมรินทร์ 13 พ.ค. 69
  3. แผ่นดินไหวขนาด-33-ประเทศลาว-2026-05-12-13:57:31-ตามเวลาประเทศไทย-|-วันพุธที่-13-พฤษภาคม-พศ.-2569 แผ่นดินไหวขนาด 3.3 ประเทศลาว 2026-05-12 13:57:31 ตามเวลาประเทศไทย | วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
  4. พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 13 พ.ค. 69 พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 13 พ.ค. 69
  5. อุทยานแห่งชาติภูเรือ-เสนอผลงานการจัดการแหล่งท่องเที่ยว-ส่งเข อุทยานแห่งชาติภูเรือ เสนอผลงานการจัดการแหล่งท่องเที่ยว ส่งเข
  6. ล็อกเขมรโหด-ขวานจามหัวคนไทยดับ-|-ลุยชนข่าว-|-12-พ.ค ล็อกเขมรโหด ขวานจามหัวคนไทยดับ 12 พ.ค
  7. ครม.เคาะร่างกฎกระทรวงฯกำหนด-8-ธุรกิจ-คนต่างด้าวประกอบกิจการได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ครม.เคาะร่างกฎกระทรวงฯกำหนด 8 ธุรกิจ คนต่างด้าวประกอบกิจการได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
  8. ปตท.-บางจากประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน-โซฮอล์-90-สตางค์ต่อลิต ปตท.-บางจากประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน-โซฮอล์ 90 สตางค์ต่อลิต
  9. ควรรู้เกี่ยวกับการประชุมสุดยอด-สีกับการค้าไต้หวัน-และระบบควบคุมในวาระการประชุม ควรรู้เกี่ยวกับการประชุมสุดยอด-สีกับการค้าไต้หวัน และระบบควบคุมในวาระการประชุม
  10. live-fm91-เที่ยงวันเดินทาง-:-12-พฤษภาคม-2569-fm91-เที่ยงวันเ-|-2026-05-12-05:29:00 เที่ยงวันเดินทาง : 12 พฤษภาคม 2569 FM91 เที่ยงวันเ 2026-05-12 05:29:00

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


    Share via
    Click to Hide Advanced Floating Content
    ×

    มีแจกคูปองส่วนลด จุกๆ

    ให้เราแนะนำสินค้าไหม มีจ่ายเงินปลายทางด้วยนะ

    ไปกันเล้ยยย
    Send this to a friend
    ล่าสุด
    ×