แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/8s12ll 📋 | ดู : 10 ครั้ง
ประชาไทสำรวจความทรงจำและประสบการณ์ของคน-gen-z-(คนที่เกิดระหว

ประชาไทสำรวจความทรงจำและประสบการณ์ของคน Gen Z (คนที่เกิดระหว่าง พ.ศ. 2540–2555) ทั้งคนที่เป็นลูกหลานของ ‘คนเสื้อแดง’ – ‘คนเสื้อเหลือง’ ว่า ในวัยเด็กพวกเขารับรู้เรื่องคนเสื้อแดงอย่างไร ความรับรู้นั้นเปลี่ยนไปหรือไม่ในวันที่พวกเขาเติบโตขึ้น และพวกเขาซึ่งเป็นนักศึกษาในยุคการชุมนุม ‘ทะลุเพดาน’ ปี 2563 มีข้อสังเกตอย่างอย่างไรต่อ ‘ที่ทาง’ ของคนเสื้อแดงในระลอกการชุมนุมของกลุ่มคนรุ่นใหม่

อีกประเด็นคือ จากการสำรวจผู้ใกล้ชิดคนรุ่นใหม่พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนรุ่นใหม่รับรู้เรื่องคนเสื้อแดงน้อยถึงน้อยมาก ทั้งที่หากพิจารณาในแง่ของเวลา เหตุการณ์สังหารคนเสื้อแดงเกิดขึ้นใจกลางกรุงเทพฯ เพียงเมื่อ 16 ปีก่อน แต่เหตุใดประวัติศาสตร์ส่วนนี้จึงไม่ค่อยถูกพูดถึงในแง่ของการทำความเข้าใจ หรือกระทั่งการให้เครดิตในฐานะขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชน ในทางตรงกันข้าม เมื่อเทียบกับยุคอภิวัฒน์สยามปี 2475 หรือยุค ‘คนเดือนตุลา’ ที่เป็นอดีตยาวไกลกว่า คนทั่วไปกลับมีความรับรู้ หรือ ‘อิน’ มากกว่า ประชาไทจึงนำประเด็นนี้ไปหาคำอธิบายเพิ่มเติมจากอาจารย์มหาวิทยาลัย 2 คน นักวิจัย 1 คน

Gen Z รับรู้เรื่องคนเสื้อแดงอย่างไรในวัยเด็ก

“เราถามแม่ว่า “ทักษิณโกงจริงเปล่า” แม่ตอบว่าเขาโกงจริงไหมแม่ไม่ได้สนใจ แต่สนใจว่าเขาทำให้เรามีกินหรือเปล่า”

ก้อง วัย 25 ปี อดีตนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าย้อนไปถึงความรับรู้ที่เขามีต่อคนเสื้อแดงว่าตัวเขาเกิดและโตที่กรุงเทพฯ และเป็นคนแรกในบ้านที่เรียนจบมหาวิทยาลัย

โฆษณา – Marketing

แม่ของก้องพื้นเพเป็นคนกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เดินทางเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย จุดเปลี่ยนสำคัญคือ พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งในปี 2544 ‘รัฐบาลทักษิณ 1’ ทำนโยบายกองทุนหมู่บ้าน และ 30 บาทรักษาทุกโรค ทำให้คนที่เข้ามาสู้ชีวิตในกรุงเทพฯ เริ่มสัมผัส  ‘ประชาธิปไตยกินได้’ ชัดเจนขึ้นรวมถึงแม่เขา

“สำหรับแม่พอเทียบ (ยุคทักษิณ 1) กับรัฐบาลชวน มันเหมือนหน้ามือกับหลังเท้า”

ด้านพ่อผู้มีพื้นเพมาจาก อ.แม่สอด จ.ตาก ช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) พ่อมักเปิดโทรทัศน์ดูการชุมนุม โดยที่แม่ไม่ได้แสดงความเห็นอะไร แม้ว่าพ่อกับแม่ไม่ได้มีความคิดทางการเมืองไปในทางเดียวกัน ในความรู้สึกของก้อง บรรยากาศภายในบ้านเป็นไปอย่างปกติ ไม่อึดอัด การเมืองไม่ถึงกับเป็นเรื่องที่ห้ามพูดถึงโดยสิ้นเชิงเหมือนอย่างหลายครอบครัว

ม็อบ พธม.จบลงด้วยการรัฐประหารปี 2549 พธม.เป็นม็อบที่ขับไล่รัฐบาลสำเร็จทั้งสองช่วง โดยในปี 2549 จบที่การรัฐประหารนำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน ส่วนปี 2551 จบที่พรรคพลังประชาชนถูกยุบพรรคโดยศาลรัฐธรรมนูญ ก้องในวัยนั้นแทบไม่รู้ว่าเกิดอะไร

โฆษณา – Marketing

ช่วงปี 2552 มีคนมาชุมนุมอีก ก้องเริ่มเห็นว่ามี ‘ตีนตบ’ เข้ามาอยู่ในบ้าน ตามความเข้าใจของเขา ตีนตบนี้แม่คงได้มาจากน้าๆ ป้าๆ ในละแวกบ้าน ด้วยเงื่อนไขชีวิตและบทบาทในการดูแลลูกคงเป็นเหตุให้แม่ไม่ได้ไปร่วมชุมนุม น้าๆ ป้าๆ กลุ่มนี้แหละเป็นหนึ่งในพวกที่ต้องวิ่งหนีกระสุน เรื่องนี้เขาได้มารู้เมื่อโตขึ้น

“แม่มีลูก 2 คน เขาก็คงไม่อยากไป (ชุมนุม) หมายถึงว่าอยากอยู่กับลูกมากกว่า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ได้เป็นคนเสื้อแดง”

ปี 2553 มีการปะทะกันหว่างผู้ชุมนุมกับทหาร ทั้งเหตุการณ์ 10 เมษายนที่ราชดำเนิน เรื่อยมาจนถึงการสลายชุมนุมที่แยกราชประสงค์ในเดือนพฤษภาคม มันเป็นช่วงเวลาที่เขาจับความได้ว่าบรรยากาศของสังคมตอบสนองม็อบเสื้อแดงกับเสื้อเหลืองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างน้อยๆ ก็ทุกเช้า ขณะกินข้าวก่อนไปโรงเรียนแล้วเหลือบไปเห็นพาดหัวหนังสือพิมพ์ มีคำที่ลดทอนความเป็นมนุษย์คนเสื้อแดงอยู่เรื่อย

“ตอนนั้นผมไม่เข้าใจ คือสงสัย อ้าว ทำไมไม่รัฐประหาร  (การตอบสนองของสังคม) ทำไมมันออกมาคนละแบบ ตอนพันธมิตรฯ คุณรัฐประหาร แล้วทำไมตอนนี้คุณยิvผู้ชุมนุมวะ ทำไมมาสู้กับผู้ชุมนุมวะ มันไม่ใช่หรือเปล่า ทำไมมันต่างกัน ทำไมเลือกปฏิบัติ”

เขาเล่าว่าเดิมทีแม่เป็นคนไม่ค่อยแสดงความเห็นอะไร ทว่าความคับข้องใจของแม่ปรากฏให้เห็นชัดขึ้นในยุครัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นโยบายหลายอย่างกระทบกับแม่ของเขาที่เปิดร้านขายของชำ อาทิ นโยบาย ‘ไข่ชั่งกิโล’ รวมถึงในยุคนั้นยังมีวิกฤตน้ำมันปาล์มขาดตลาด รัฐบาลจึงจำกัดโควตาซื้อครอบครัวละ 1-2 ขวดเพื่อไม่ให้มีการกักตุน ครอบครัวของเขาต้องวนเข้าๆ ออกๆ หลายห้างสรรพสินค้าเพื่อให้ได้น้ำมันเพียงพอกับที่จะใช้ ตอนนั้นเขายังเด็กจึงยังไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้มองย้อนไปแล้วรู้สึกว่าเป็นนโยบายที่ตลก

ผลจากนโยบายในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครอบครัวเขาได้ออก ‘รถคันแรก’ รถคันนั้นพาเขานั่งไปไหนต่อไหนและพาให้ครอบครัวตั้งตัวได้ ช่วงเดียวกับที่เขาเริ่มเล่นเฟซบุ๊ก ประโยคที่ว่า ‘เสื้อแดงเป็นคนเผาบ้านเผาเมือง’ หรือ ‘โดนทักษิณลวง’ ยังมีมาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ

การรับรู้เกี่ยวกับคนเสื้อแดงในมุมมองของ ก้อง อดีตนิสิตจุฬาฯ ผู้มีแม่เป็นคนเสื้อแดงนั้นแตกต่างอย่างมากกับ เข็มหมุด วัย 25 ปี อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่จำได้ลางๆ ว่าพ่อของเธอชอบเปิดโทรทัศน์ดูเสื้อเหลืองชุมนุม

เข็มเกิดและโตที่จังหวัดสิงห์บุรี ครอบครัวมีอาชีพตัดแก้กางเกงให้หน่วยงานราชการ อาศัยในบ้านเช่าที่มีลักษณะเป็นล็อกติดๆ กัน ในละแวกบ้านของเธอ เวลาที่เธอถามพ่อว่าที่พ่อเปิดดูอยู่ทุกวันมันเกี่ยวกับเรื่องอะไร พ่อมักบอกว่าเรื่องการเมือง อย่าไปถามคนในซอยเยอะ ส่วนแม่ เวลาที่เธอถามอะไร แม่ก็จะตอบว่าเราทำมาหากินเถอะลูก

“พอเราถามพ่อว่า (การชุมนุมที่พ่อดู) มันเกี่ยวกับอะไร พ่อก็บอกว่าเป็นเรื่องการเมือง อย่าไปถามคนในซอยเยอะ เพราะว่าคนในซอยเป็นคนเสื้อแดงเยอะ แล้วเราก็ถามว่าแล้วมันไม่ดียังไง เขา (คนเสื้อแดง) ทำไมเหรอ พ่อก็บอกว่าเขาก็หาตังค์เพิ่มน่ะลูก อะไรประมาณนั้น พ่อเราบอกว่าคนข้างบ้านคนในซอยเราก็รับเงินไปม็อบ อะไรประมาณนี้”

“ตอนนั้นพอเรารับสารมาข้างเดียว เราก็เริ่มแบบว่า จริงเหรอเนี่ย ไม่อยากจะเชื่อว่าคนข้างบ้านที่เขาจิตใจดี เป็นคนมีน้ำใจต่อเรา เอ็นดูเรา จะไปสนับสนุนคนที่คอร์รัปชันหรือว่าคนไม่ดีในตอนนั้น แต่พ่อก็ไม่น่าจะโกหกเราหรอกมั้ง มันเริ่มมีอคตินิดนึงว่า เฮ้ย ทำไมคนชื่อทักษิณทำแบบนั้นกับประเทศ”

ราวปี 2560 ยุคเฟื่องฟูของเพจล้อเลียนการเมืองรัฐบาลทหาร เข็มอยู่ ม.6 กำลังติวสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอเริ่มติดตามอ่านและแชร์โพสต์ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ที่ลี้ภัยทางการเมืองไปตั้งแต่รัฐประหาร ครูที่สถาบันกวดวิชาเห็นว่าเธอแชร์โพสต์ดังกล่าวจึงโทรศัพท์มาที่บ้าน เข็มหมุดเป็นคนรับสาย ครูถามว่าทำไมแชร์โพสต์แบบนี้ รีบลบดีกว่าไหม มันดูไม่ดี ไม่อย่างนั้นครูจะไปแจ้งความ ครูบอกด้วยว่าไม่น่าสนับสนุนเด็กอย่างเข็มเลย ครูคนนั้นเรียกพ่อกับแม่เข็มเข้าไปพบ พ่อกับแม่ต้องขอโทษครูคนนั้นและขอร้องไม่ให้เอาเรื่องลูกสาว แล้วเข็มหมุดก็ไม่ได้เรียนพิเศษกับครูคนนั้นอีก

การสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเข็ม เธอหลุดจากสังคมเดิมที่อนุรักษนิยมเข้มข้นมาสู่สังคม มธ. ที่เปิดกว้างขึ้นมาก เข็มได้รู้จักและสนิทสนมกับเพื่อนที่เป็น ‘เด็กทุนช้างเผือก’ (เด็กเรียนเก่งแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ที่ มธ.สนับสนุนค่าเทอม ค่าหอ และมีเงินเดือนให้)

เพื่อนกลุ่มนี้มักชวนเธอไปงานเสวนาทางวิชาการ และไปชุมนุมทางการเมือง เนื้อหาจากงานเสวนาและคำปราศรัยกลายมาเป็นคำอธิบายในสิ่งที่เธอสงสัยมาตลอด ทำไมพ่อแม่ของเธอทำงานหนักมาก แต่ครอบครัวยังไม่พ้นไปจากความลำบากเสียที ไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่าความคิดเชิงอุดมการณ์ของเธอตั้งต้นมาจากความไม่ยุติธรรมทางเศรษฐกิจที่พ่อกับแม่เผชิญอยู่ในทุกวัน

แม้ในตอนนั้นเธอเริ่มเข้าใจเรื่องขบวนการต่อสู้และปัญหาเชิงโครงสร้างหลายอย่าง แต่นั่นไม่รวมถึงเรื่องคนเสื้อแดง ผลจากการรับข้อมูลในวัยเด็ก เข็มหมุดเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่มีทัศนคติต่อคนเสื้อแดงในทางลบ จนกระทั่งปี 2563 ที่มีการชุมนุมของม็อบราษฎร พ่อพาเข็มหมุดกลับไปเยี่ยมญาติที่อยู่ จ.อุทัยธานี นั่นทำให้เธอได้รับรู้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งจากน้าที่เป็นคนเสื้อแดงผู้มีทักษะงานช่าง

“เขาถามว่าเราได้ไปร่วมม็อบไหม เราก็บอกว่าเราก็ไปนะ แต่ว่าไม่ได้เป็นแกนนำอะไร ไปแค่นั่งฟังคนอื่นเขาปราศรัย ไปหาของกิน อะไรประมาณนี้ น้าคนนี้ไม่ได้อยากเล่าให้ญาติคนอื่นฟัง เขาก็หาที่สงบๆ คุยกับหนู เขาบอกว่าเขาก็เคยเป็นเสื้อแดงนะ เราตกใจว่า จริงเหรอ เขาเล่าว่าเข้า กรุงเทพมหานครไปอัดกรอบพระ ไปหาอาชีพทำนั่นแหละ แล้วก็เป็นช่างซ่อมรถ ช่างซ่อมเครื่องจักรเครื่องยนต์ ทำก๊อกๆ แก๊กๆ ไป ห้องเช่าก็อัดกันอยู่กับพี่น้อง 5-6 คนที่มาจากอุทัยธานี ช่วงนั้นเขาเห็นถึงความไม่เป็นธรรม เขาก็เลยออกมาฟัง มาร่วมด้วย เขาบอกว่าเขายังเก็บเสื้อที่เปื้อนเลืoด (เพื่อนจากเหตุสลายชุมนุม) อยู่เลย

“พอกลับไปอีกที น้าให้เสื้ออีกตัวหนึ่งที่ไม่ได้เปื้อนเลืoดมาให้หนูเก็บไว้ แล้วเขาก็เล่าว่าตอนที่สลายการชุมนุม มีรถถังมา คนเสื้อแดงเขาก็ไปหยุดรถถัง ไปทุบ เขาก็ไปช่วยถอด (ชิ้นส่วนของรถถัง) เหมือนกัน เขาอยากเก็บไว้เป็นอนุสรณ์ให้ลูกหลานรู้ว่ามันเป็นความภูมิใจของเขา เขาเลยไปแงะไฟเลี้ยวของรถถังมา แล้วก็เอามาทำเป็นหัวเข็มขัด เขาโชว์ให้หนูดู ยังเก็บไว้อยู่เลย หนูก็ขอถ่ายรูปไว้”

“น้าอีกคนเป็นผู้หญิง เขาก็ไม่อยากพูดถึง ไม่อยากอะไร เขาให้หนูดูรูปภาพตอนไปม็อบเฉยๆ รูปที่ยังหลงเหลืออยู่ ส่วนที่เหลือเขาบอกว่าเขาเผาทิ้งไปหมดแล้ว เหมือนมันเป็นบาดแผลสำหรับเขา เผาทิ้งหมดเสื้อ บัตร ของทุกอย่างที่เกี่ยวกับเสื้อแดง หลังจากที่เขารู้สึกว่าการต่อสู้นี้เหมือนว่ามันจะไม่ชนะแล้ว เขาคิดว่ามันมีการสลายการชุมนุม เราจะโดนล่าหรือเปล่า มีคนเสื้อแดงหลายคนโดนจับแล้วเขากลัวภัยมาถึงตัวเอง”

(สองรูปแถวบน) เสื้อสีแดงของน้าเข็มหมุดที่เปื้อนคราบเลืoดของเพื่อนน้าจากเหตุสลายชุมนุม ลายด้านหน้าเสื้อสกรีนรูป ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งเป็นรูปเดียวกับหน้าปกหนังสือ “ชกข้ามรุ่น” ที่บันทึกคำให้สัมภาษณ์ของณัฐวุฒิตั้งแต่เด็กจนโต

(สองรูปแถวล่าง) ชิ้นส่วนไฟเลี้ยวของรถถังที่น้าของเข็มหมุดแงะออกมาเก็บเป็นที่ระลึก

มองจากมุมอาจารย์ คนรุ่นใหม่รับรู้เรื่องคนเสื้อแดงแค่ไหน ?

เห็นได้ว่า ก้อง ที่มีแม่เป็นคนเสื้อแดง และเข็มหมุดที่มีน้าเป็นผู้ส่งต่อความทรงจำจนทำให้เริ่มหาข้อมูลต่อด้วยตัวเอง จึงทำให้มีความรับรู้เรื่องคนเสื้อแดงค่อนข้างมาก ทว่าทั้งสองเป็นส่วนน้อยของคน Gen Z โดยเฉลี่ย

“นักศึกษาในปัจจุบันโดยเฉลี่ยไม่รู้จักคนเสื้อแดงเท่าไร”

คำยืนยันจาก ดร.อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. บอกถึงนักศึกษาชุดปัจจุบันในชั้นเรียนของเขาว่า ระดับของการรับรู้เรื่องของคนเสื้อแดงขึ้นอยู่กับระดับความสนใจทางการเมือง

  • นักศึกษากลุ่มที่สนใจการเมืองจะรู้จักแบบคร่าวๆ และเห็นอกเห็นใจ มองว่าคนเสื้อแดงเป็นคนระดับล่างที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เมื่อลุกขึ้นมาต่อสู้ก็ถูกปราบอย่างอำมหิต
  • ขณะที่นักศึกษากลุ่มที่สนใจการเมืองอย่างเข้มข้นมองคนเสื้อแดงว่าเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจที่ไม่เป็นธรรมที่สู้มาก่อนคนรุ่นตัวเอง

อนุสรณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาจารย์ที่เขียนหนังสือ ‘ให้มันจบที่รุ่นเรา: ขบวนการเยาวชนไทยในบริบทสังคมและการเมืองร่วมสมัย’ ยกตัวอย่างบรรดาแกนนำม็อบเยาวชนปี 2563 บางคนว่ามีจุดเกาะเกี่ยวกับคนเสื้อแดงด้วย เช่น รุ้ง-ปนัสยา ที่เคยไปชุมนุมคนเสื้อแดงกับพ่อแม่ หรือ เพนกวิน พริษฐ์ ที่พ่อแม่เป็นคนเสื้อแดง

ขณะที่ ธีระพล อันมัย อาจารย์สาขานิเทศศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เล่าย้อนไปว่านักศึกษาที่เขาได้สอนรู้จักคนเสื้อแดงน้อยมากมาตั้งแต่ในยุคการเมืองเหลือง-แดงแล้ว

“เด็กนิเทศยิ่ง (สนใจ) น้อย เพราะสนใจแต่เรื่องของความบันเทิง” โดยส่วนใหญ่รับรู้เพียงผิวเผินว่า “เสื้อแดงคือฝั่งตรงข้ามของเสื้อเหลือง”

ธีระพลเล่าต่อไปว่าในยุคการเมืองสีเสื้อ นักศึกษาที่สนใจทางการเมืองส่วนมากเป็นคนที่มีพื้นเพครอบครัวเป็นคนเสื้อแดงหรือมีญาติที่ร่วมชุมนุม ก็จะทำให้ได้ข้อมูลมาจากการฟังประสบการณ์และการอ่านหนังสือ ด้วยความเป็นเสื้อแดงถูกผูกไว้กับชาวบ้าน นักศึกษาที่มีความเข้าใจให้พวกเขาจึงมักเป็นคนที่ serious (ชอบคิดวิเคราะห์) หน่อย

อาจารย์นิเทศศาสตร์ ม.อุบลฯ เล่าต่อไปว่าช่วงปี 2553 มีนักศึกษา ม.อุบลฯ ประมาณ 4-5 คนมาชุมนุมกับคนเสื้อแดง เป็นสไตล์นักกิจกรรมที่สนใจเรื่องความเป็นธรรม ซึ่งพวกอาจมองตัวเองว่าเป็นคนเสื้อแดงหรือไม่ก็ได้ แต่อย่างน้อยๆ พวกเขามีความเข้าใจให้คนเสื้อแดง ต่างจากชนชั้นกลางทั่วไปในเวลานั้นที่มองคนเสื้อแดงอย่างดูถูกเหยียดหยามไปจนถึงเกลียดชัง

เขาเล่าต่อไปว่านับแต่ปี 2562 เป็นต้นมาการรับรู้เรื่องคนเสื้อแดงของคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะนักศึกษาที่เขาคลุกคลีและร่วมทำกิจกรรมด้วยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่มีพ่อแม่เป็น ‘แดง’ ก็จะมองคนเสื้อแดงอย่างเข้าอกเข้าใจ ส่วนอีกกลุ่มก็จะรู้บ้าง แต่จะลงรายละเอียดลึกๆ ไม่ได้

หลังจากเลือกตั้ง 2566 เป็นต้นมา เขาพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่เลือกเป็น ‘ส้ม’ มากกว่า ‘แดง’ แต่เวลาสนทนาเข้มๆ ก็จะพบว่านักศึกษาที่เป็น ‘แดง’ มีความคิดลึกซึ้งกว่า มีความเป็นนักคิดวิเคราะห์และมองการเมืองอย่างเข้าใจมากกว่า ไม่ตีโพยตีพาย ไม่กะโตกกะตาก ไม่จำขี้ปากใครมาพูดต่อง่ายๆ เป็นพวกเรียนเก่ง ค่อนข้างแม่นหลักการ แต่พวกเขาไม่ใช่คนส่วนใหญ่ ซึ่งมันก็เหมือนช่วงเริ่มต้นของการเป็นคนเสื้อแดงที่นักวิชาการ นักศึกษา หรือปัญญาชนจำนวนน้อยมากที่จะเป็น ‘แดง’

ผลการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลได้อันดับหนึ่ง ตามมาด้วยพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย (ถ้ามองเฉพาะจังหวัดอุบลฯ พรรคภูมิใจไทยได้ สส. เขต 3 คนจากทั้งหมด 11 เขต) ธีระพลเล่าว่าในช่วงนั้นมีนักศึกษาที่คณะทำบอร์ดให้คนมาเขียนโพสต์อิทแสดงความคิดเห็น ต่อมาพบว่ามีคนเขียนด่าชาวบ้านที่เลือกพรรคภูมิใจไทย ตัวเขาก็ได้พูดคุยกับนักศึกษาหลายคนในเรื่องนี้ มีคนหนึ่งบอกเขาว่า การที่คนรุ่นใหม่มีทัศนคติดูถูกชาวบ้านเป็นเรื่อง “น่าเสียใจ” คำพูดนี้มาจากปากของนักศึกษาที่เป็นโหวตเตอร์พรรคแดง

สำหรับการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา เขาเห็นว่านักศึกษาที่เป็นโหวตเตอร์พรรคสีแดงมีเพิ่มขึ้น แต่ยังถือว่าเป็นกลุ่มน้อยเมื่อเทียบกับภาพรวม เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มเชื่อมั่นในการเลือกตั้ง แม้ผลเลือกตั้งออกมาไม่ถูกใจหรือถูกมองว่าเลวร้าย แต่พวกเขาก็ดูยอมรับในผลนั้นเพื่อปล่อยให้ระบบการเลือกตั้งดำเนินไป

‘ที่ทาง’ ของคนเสื้อแดงในม็อบราษฎร

“(หลังรัฐประหาร 2557) กลุ่มของเสื้อแดงซึ่งถูกสลายไปอย่างกระจัดกระจาย แกนนำถูกจับกุมคุมขังหรือลี้ภัย มวลชนแตกฉานซ่านเซ็น ทีนี้พอมันมีการชุมนุมของเยาวชนขึ้นมาซึ่งข้อเรียกร้องมันใกล้เคียงกันในแง่ของการต่อต้านเผด็จการ ตัวของคนเสื้อแดงก็มาเป็นองค์ประกอบ (ในม็อบเยาวชน) ”

“เขามาเป็นองค์ประกอบ เป็นผู้สนับสนุนหลักรายใหญ่ในการชุมนุมเยาวชน ไม่ได้เอาตัวเองมาแถวหน้า…ฉะนั้นสัญลักษณ์ของเสื้อแดงมันจึงไม่ได้ขึ้นไปบนเวทีของเยาวชนแต่ว่าเป็นการหนุนเสริมอยู่”

อนุสรณ์วิเคราะห์ว่าม็อบเยาวชนที่มีการหยิบเอาสัญลักษณ์ของคณะราษฎรมาใช้นั้น มาจากความรู้สึกเชื่อมโยงกับขบวนการที่เป็นคนมีการศึกษา ในทางตรงกันข้าม สาเหตุที่คนเสื้อแดงดูเหมือนมีที่ทางที่ไม่ชัดเจนในม็อบเยาวชนปี 2563 นั้น อาจเป็นเพราะ ‘เสื้อแดงไม่ใช่ปัญญาชน’ เมื่อเทียบกับกับเสียงของนักเรียน-นักศึกษาที่มีทักษะในการนำเสนอความคิดของตัวเองในที่สาธารณะ

อนุสรณ์เล่าต่อไปว่า เดิมทีภาพจำชัดที่สุดคือผู้สนับสนุนทักษิณ โดยในขบวนการก็มีหลากหลายกลุ่มย่อย เช่น แดงสังคมนิยม, แดงนักกิจกรรม ความพลิกผันทางการเมืองทำให้คนเสื้อแดงแตกตัว พอมีความพลิกผันทางการเมือง คนเสื้อแดงในกลุ่มปัญญาชนก็หันเหมาสนับสนุนพรรคประชาชน หรืออดีตพรรคอนาคตใหม่ กลุ่มนี้มีเสียงดังในทางสาธารณะมากกว่า ทำให้เสียงคนเสื้อแดงที่ยังสนับสนุนพรรคเพื่อไทยลดน้อยถอยลงไปอีก

เขากล่าวต่อไปว่า คนเสื้อแดงมาร่วมเคลื่อนไหวอยู่ตลอด ทั้งจากที่เห็นได้ในคาร์ม็อบช่วงปี 2564 และเงินที่โอนเข้ากองทุนราษฎรประสงค์ ซึ่งมีบทบาทในการช่วยเหลือเงินประกันตัวผู้ต้องหาคดีทางการเมือง ยอดเงินมากบ้าง น้อยบ้าง เหล่านี้ส่วนหนึ่งก็มาจากคนเสื้อแดงที่เป็นผู้หนุนเสริม

หลังการสลายชุมนุมม็อบ 16 ตุลาคม 2563 ขบวนการเยาวชนอยู่ในช่วงบอบช้ำ แกนนำถูกจับเข้าคุก-ถูกดำเนินคดีจนไม่สามารถจัดการชุมนุมขนาดใหญ่ ต่อมาในช่วงปี 2564 ‘หนูหริ่ง’ สมบัติ บุญงามอนงค์ จัดคาร์ม็อบ สิ่งที่น่าสนใจคือคนเสื้อแดงออกมาเป็นตัวแสดงหลัก เช่นเดียวกันกับคาร์ม็อบที่จัดโดย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

“รถมอเตอร์ไซค์เอย รถปิคอัพเอย รถเก๋งเอย ซึ่งถ้าว่าเราไปดูบรรดาสัญลักษณ์ที่ใช้ในการรณรงค์ครั้งนี้ เราจะเห็นว่าคู่กันไป ก็คือมีทั้งธงของ นปช. รถที่ติดสติกเกอร์ นปช. มีธงของม็อบราษฎร เคียงคู่กันไป”

ณัฐวุฒิคือแกนนำระดับแม่เหล็ก ส่วนหนูหริ่งคือคนที่เคยเรียกตัวเองว่า ‘แกนนอน’ ผู้ชวนคนเสื้อแดงออกมาทำกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ อาทิ สวมเสื้อแดงในวันอาทิตย์, กินแมคโดนัลด์ที่ราชประสงค์ หลังจากเหตุการณ์สลายชุมนุมปี 2553

ธีระพล อาจารย์ ม.อุบลฯ กล่าวถึงที่ทางของคนเสื้อแดงไปในทางเดียวกันกับ อนุสรณ์

“ตอนการชุมนุม 2020 เป็นต้นมา เริ่มมีการพูดถึงคนเสื้อแดงที่จุฬาฯ นั่นเป็นเหตุการณ์ที่คนเสื้อแดงบ้านๆ ได้ถูกพูดถึงอีกครั้ง และมันก็ส่งต่อพลังให้คนเสื้อแดงได้มากทีเดียว แม้จะไม่ได้เป็นแกนกลางของการเคลื่อนไหวซึ่งตอนนั้นแกนกลางคือ เยาวชนปลดแอก แต่คนเสื้อแดงก็ไม่เคยหายไปไหนนะ เข้าร่วมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ (แฟลชม็อบ) ปี 2562 แล้ว เป็นกองหนุน เป็นมวลชน เป็นนายประกัน แต่ไม่ได้เป็นแกนนำ เหมือนบทกวี ‘กบฏ’ ของ ‘ไม้หนึ่ง ก.กุนที’ ที่ว่า …เราอยู่ที่นี่ ซุ่มซ่อนตัวอย่างเปิดเผย โดยไม่เคยจากไปไหน ในบึ้งใจของผู้ถูกกดขี่…”

“เท่าที่คุยกับคนเสื้อแดงแถวอุบลฯ ก็จะได้คำตอบว่า มีคนรุ่นใหม่มารับไม้ต่อแล้วก็ดีใจ มีโอกาสก็เข้าร่วม ส่งข้าวส่งน้ำส่งกำลังใจให้ลูกหลานที่ต่อต้านเผด็จการ ตัวเองไม่ออกหน้าไม่เป็นไร ขอให้แนวทางการต่อสู้เหมือนกันคือ ต่อต้านเผด็จการหรือคณะรัฐประหาร”

ในช่วงปี 2563-2564 มีปรากฏการณ์ ‘ขอโทษคนเสื้อแดง’ จากคนรุ่นใหม่ที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง อินฟลูเอนเซอร์ และอดีตผู้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ และ กปปส. ตัวอย่างเช่น คณาธิป สุนทรรักษ์ หรือ ‘พี่ลูกกอล์ฟ’ ครูสอนภาษาอังกฤษชื่อดัง, ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ ‘ไฮโซลูกนัท’ และ ธิษะณา ชุณหะวัณ

หมุดหมายสำคัญที่อาจพูดได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นให้ปรากฏการณ์นี้เป็นที่รับรู้ คือเหตุการณ์ที่นิสิตจุฬาฯ อ่านถ้อยคำปราศรัย ‘เสียงจากดินถึงฟ้า’ ของ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ในกิจกรรมแฟลชม็อบที่อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2563 ข่าวของการเอ่ยคำปราศรัยวรรคทองดังกล่าวถูกรายงานในหลายเพจทั้งในรูปแบบข้อความและคลิปวิดีโอ

“กรณีนิสิตอ่านบทกวีของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และขอโทษคนเสื้อแดงนั้นดีนะ ในความรู้สึกของผมมันต้องมีจังหวะแบบนั้นเพื่อให้เกียรติการต่อสู้แบบบ้านๆ บ้าง ส่วนกรณีช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่จุฬาฯ เชิญอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาพูด เด็กจุฬาฯ ก็ไปชูป้ายประท้วงอภิสิทธิ์ สะท้อนว่าเยาวชนยังจำได้ว่าใครคือตัวแสดงในเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง แน่นอน อภิสิทธิ์ ที่เป็นนายกรัฐมนตรีในตอนนั้นก็เป็นตัวละครหลักในฐานะฝ่ายรัฐที่มีอำนาจสั่งใช้กำลังสลายการชุมนุมจนมีคนเสียชีวิตจำนวนมากกลางใจเมืองหลวง มันเป็นตราประทับที่ติดตัวเขาไปตลอด สำหรับคนเสื้อแดงหรือคนที่รักความเป็นธรรมจะมองอภิสิทธิ์ด้วยสายตาแบบนั้น ไม่มีวันพ้นมลทินนี้ไปได้” ธีระพลกล่าว

ทางด้าน อนุสรณ์ มองเหตุการณ์นิสิตจุฬาอ่านคำปราศรัยดังกล่าวว่าเป็น ‘ข้อต่อ’ ของคนต่างรุ่น การหยิบยกคำปราศรัยนี้ขึ้นมาพูดอีกครั้งแสดงให้เห็นถึงการสานต่อของการตั้งคำถามต่อสิ่งที่เรียกว่า บทบาทการนำของสถาบันกษัตริย์

“เพราะใน (คำปราศรัย) เสียงจากดินถึงฟ้า (เมื่อปี 2551) เป็นครั้งแรกๆ ที่อาจเรียกได้ว่าขบวนการคนเสื้อแดงเริ่มตั้งคำถาม โดยมีน้ำเสียงของความการตัดพ้อด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ อันนี้มันเป็นผลพวงมาจากการที่ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ เสียชีวิต ซึ่งจะว่าไปก็อาจจะความผิดพลาดของตัวเองก็ได้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่เห็นชัดก็คือว่าราชินีและ (ฟ้าหญิงฯ) องค์เล็กในตอนนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปพิธีพระราชทานเพลิงศw”

“ก็เป็นครั้งแรกที่เกิดคำจำพวก ‘ตาสว่าง’ แต่เรื่องของสถาบันฯ ยังไม่ได้ถูกนำเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของมวลชนเสื้อแดง ถึงแม้ว่าในช่วงเวลานั้นตัวคนเสื้อแดงจะเรียกตัวเองว่าเป็นไพร่ เรียกการต่อสู้ว่าเป็นสงครามระหว่างชนชั้น ระหว่างไพร่กับอำมาตย์ แต่ว่าตัวอำมาตย์กินความแต่หัวหน้าอำมาตย์คือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์”

นลินรัตน์ ผู้ทำวิจัยเรื่องแดงไหนฯ  บอกว่าคนเสื้อแดงที่ตนได้พูดคุยต่างรู้สึกดีใจ

“มันเหมือนอารมณ์ลูกหลานกลับมาหาที่บ้านอะไร ฟินไปหมดแล้ว ให้ไปทำอะไรเขาทำหมดตอนนั้น ก็เลยเฮโลกันออกไปเต็มไปหมด ไปสนับสนุน ไปซื้อน้ำ ซื้ออะไรไปให้เต็มไปหมด”

“(ลูกหลาน) มาอวยนิดเดียว หรือแบบรู้แล้วว่าสิ่งที่ฉันทำมันไม่ได้สูญเปล่า มันยังมีคนให้ค่า”

ผู้สื่อข่าวถามด้วยว่ามีคนเสื้อแดงที่รู้สึกไม่เชื่อในการขอโทษนั้นบ้างหรือไม่ นลินรัตน์เล่าว่า ช่วงที่เธอต้องสัมภาษณ์คนเสื้อแดงเพื่อทำธีสิส มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ได้ยินคนเสื้อแดงเขาพูดเล่นพูดล้อในทำนองแซวกันเองว่า “เป็นไงล่ะลูกหลานมันมาอวย เสร็จแล้วมันก็วกกลับมาด่า”

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์ปริญญาโท เรื่อง “วาทกรรมคนเสื้อแดง ฉบับรื้อสร้างใหม่ : กรณีศึกษา กลุ่มผู้ชุมนุมคนรุ่นใหม่ ปี พ.ศ.2563-2565” โดย ชนกานต์ วงศ์กิตติขจร ระบุไว้ตอนหนึ่งถึงเหตุการณ์นิสิตจุฬาอ่านบทกวีจากดินถึงฟ้า ว่า

“อันที่จริง ในการชุมนุมวันนั้นผู้ชุมนุมได้ให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่าไม่ได้เจตนาจะกล่าวถึงคนเสื้อแดงโดยตรง เพียงแต่ต้องการเปรียบเทียบกรณีของพวกเขาที่ทางมหาวิทยาลัยเกือบจะไม่อนุญาตให้จัดการชุมนุม ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเขาเป็นคนตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียง เหมือนกับคนเสื้อแดงในอดีต ผู้ชุมนุมแค่ต้องการเชื่อมโยงการเป็นนักศึกษาที่ถูกผู้บริหารมหาวิทยาลัยกดดันกับการเป็นประชาชนของประเทศนี้ที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงเหมือนที่คนเสื้อแดงโดนกระทำ”

การชุมนุมของม็อบ 2563 นั้นส่งผลให้มีการ destigmatize (ลดการตีตรา) คนเสื้อแดงไปบ้าง แต่ ก้อง อดีตนิสิตจุฬาฯ มีข้อสังเกตว่าที่ทางและเรื่องราวของคนเสื้อแดงในยุคม็อบราษฎรยังมีลักษณะเป็นชายขอบ

ข้อสังเกตนี้มาจากประสบการณ์ส่วนตัวของเขาที่เห็นบทสนทนาในหัวข้อทำนองว่า “ควรโอบรับคนเสื้อแดงเข้ามาในม็อบหรือเปล่า” ผ่านหูผ่านตาอยู่บ้างทั้งในโลกออฟไลน์และออนไลน์ เท่าที่เขารู้มาความเห็นในเรื่องนี้แบ่งออกเป็นหลายแนว มีทั้งจากฝั่ง ‘ผู้ใหญ่’ ที่ไม่ได้ผูกโยงตัวเองกับคนเสื้อแดงที่ออกอาการ ‘กลัวแทน’ ว่า “ม็อบจะแปดเปื้อน” ขณะที่คนเสื้อแดงบางคนก็ไม่ได้ต้องการถูกโยงเข้ากับม็อบเยาวชน จากความกังวลว่าเด็กๆ อาจถูกปราบปรามหนักเหมือนที่พวกเขาเคยเจอ

“ตลอดระยะเวลารัฐประหาร 2557 มาจนกระทั่งมีเลือกตั้ง (ปี 2562) มันมีการผลิตภาพจำซ้ำๆ ว่าคนเสื้อแดงคือความรุนแรง คนเสื้อแดงคือพวกไม่มีการศึกษา คนเสื้อแดงคือความโง่ คนเสื้อแดงคือนู่นนี่นั่นแบบที่มันไม่ดี แล้วมันก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการ withhold (รักษา) ความบริสุทธิ์ของม็อบ เพื่อให้คนที่มีอำนาจเห็นว่าเรา (ม็อบ) ไม่ได้มี hidden agenda”

วิเคราะห์เหตุปัจจัย ทำไมคนรุ่นใหม่ ‘ไม่อิน’

จากการพูดคุยกับคนเจนซี 2 คน และผู้ใกล้ชิดหรือศึกษาเกี่ยวกับคนรุ่นใหม่ทั้ง 3 คน ผู้สื่อข่าวสรุปแนวการวิเคราะห์ว่าเหตุใดคนรุ่นใหม่จึงสนใจหรือรับรู้ในประเด็นคนเสื้อแดงน้อยมาก โดยแยกเป็นประเด็น ดังนี้

  • สำนึกทางชนชั้น-ความเกลียดนักการเมือง

เข็มหมุด อดีตนักศึกษา มธ. และก้อง อดีตนิสิตจุฬาฯ ซึ่งเป็นคนยุคม็อบ 2563 มีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ‘สำนึกทางชนชั้น’ มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมาก

“ม็อบ 2563 หยิบคนเสื้อแดงมาพูดถึงในแง่ว่าเราไม่ลืมอดีต…เวลาที่หยิบสัญลักษณ์ คีย์เวิร์ด ไม่ได้หยิบของคนเสื้อแดงมาเลย ก็รู้สึกว่าอาจเป็นเพราะคนรุ่นใหม่ไม่รู้สึกรีเลทกับคนเสื้อแดงหรือเปล่า อันนี้มองในมุมที่ที่เรารู้สึกนะ เขารีเลทกับแบบม็อบ 6 ตุลา ม็อบ 14 ตุลา เพราะว่าเขารู้สึกว่าเป็นม็อบคนรุ่นใหม่เหมือนกันเลย เป็นพลังบริสุทธิ์ เป็นความหวัง ส่วนม็อบคณะราษฎรก็รู้สึกรีเลทมากกว่า แล้วอย่างเช่นสัญลักษณ์สามนิ้วเขาก็เอามาจาก (ภาพยนตร์) ฮังเกอร์เกม เพลงแฮมทาโร่ (แต่) ในความเป็นคนเสื้อแดง เขาก็จะมีกิจกรรมอย่างเช่น ดูดเลืoดตัวเอง (ไปเทหน้าทำเนียบรัฐบาล) ที่เราก็ไม่ได้หยิบ (วิธีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์แบบนั้น) มาใช้เท่าไหร่ เขาก็มีความแบบว่า…กินข้าวเหนียวส้มตำ มีความหมอลำด้วย ถึงการเกิดม็อบมันคล้ายๆ กันแต่รู้สึกว่าคนรุ่นใหม่ยังไม่หยิบมา เพราะเขาอาจจะไม่รู้สึกรีเลทตรงนี้” เข็มหมุดบอก

ทางด้าน ธีระพล อาจารย์ ม.อุบลฯ ก็บอกว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องสำนึกทางชนชั้น เฉพาะในอุบลฯ ก็เป็นแบบนั้น

“ตอนนั้นในยุคการเมืองสีเสื้อ ชาวบ้านที่อยู่รอบมหา’ลัยก็เป็นแดง แต่ในมหา’ลัยมันออกไปทางเหลือง มันก็เป็นเรื่องของชนชั้น”

อาจารย์ ม.อุบลฯ บอกด้วยว่าเหตุปัจจัยทำให้เรื่องราวของคนเสื้อแดงมักไม่ถูกหยิบยกมาทำความเข้าใจ หรือการให้เครดิตเหมือนกับขบวนการต่อสู้ในอดีตอื่นๆ เป็นเพราะภาพจำที่ว่าม็อบเสื้อแดงเป็น “มวลชนที่รับใช้นักการเมือง”

“คนเสื้อแดงไม่ค่อยถูกยกขึ้นมา (พูดถึงหรือให้เครดิต) ไม่ต้องเทียบกับ 2475 หรอก เอาแค่พฤษภาคม 2535 ก็ได้ เวลาจัดรำลึกเหตุการณ์ทางการเมืองเดือนพฤษภาคม เราก็จะเห็นว่า พวกคนเสียงดังทั้งนักวิชาการ เอ็นจีโอ สื่อมวลชน ซึ่งก็เป็นเสื้อเหลืองและกลายเป็น กปปส.กันซะส่วนใหญ่นั้นก็เลือกจะพูดถึงแต่พฤษภาคม 2535 แต่ไม่พูดถึงพฤษภาคม 2553 กันเลย จึงมีแต่คนเสื้อแดงนี่แหละที่เห็นคุณค่าและให้ค่ากับมัน เรื่องนี้หากจะให้มองก็คือ สังคมประเทศนี้รังเกียจการเมืองแบบพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองบ้านๆ ที่ชาวบ้านเป็นผู้เลือกอย่างไทยรักไทยหรือเพื่อไทยตอนนี้ พวกอิลีททั้งนักวิชาการ สื่อมวลชนและเอ็นจีโอจะมองการเมืองแบบคนเสื้อแดงว่ารับใช้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่ไม่ใช่การเมืองในอุดมคติของชนชั้นกลางที่มีนักการเมืองแบบพระเอกเป็นพ่อยอดขมองอิ่ม รูปหล่อ การศึกษาดี ฝีปากกล้าและมาจากการเลือกของคนชั้นกลางค่อนข้างสูงในเมือง”

“ที่สำคัญคือ การต่อสู้ของคนเสื้อแดงถูกด้อยค่าหรือลดทอนคุณค่าเจตจำนงทางการเมือง ซึ่งข้อเรียกร้องของพวกเขาก็ค่อนข้างสามัญมาก แต่มันสำคัญ คือเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ยุบสภาแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เท่านั้น ไม่ได้มีอุดมการณ์สูงส่งถึงการเมืองขาวสะอาดหรือประชาธิปไตยสุจริตดัดจริตอะไรพวกนั้น พอมันถูกด้อยค่าว่าเป็นม็อบรับใช้การเมือง มันก็ไม่ถูกนับ แม้จำนวนคนเสียชีวิตและบาดเจ็บจะมากกว่าเหตุการณ์ทางการเมืองร่วมสมัยอื่นๆ ก็ตาม”

  • บทบาทสื่อ-สถานะความเป็น ‘ผู้แพ้’ ในประวัติศาสตร์

“สื่อไม่โรแมนติกกับเรื่องคนเสื้อแดง” คืออีกหนึ่งประเด็นที่อาจารย์นิเทศศาสตร์ ม.อุบลฯ กล่าวถึง

เขาเล่าว่าบทบาทของสื่อในยุคการเมืองเหลือง-แดง สื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐ จนกระทั่งยุคม็อบ 2563 ที่ได้เห็นสื่อออนไลน์นำเสนอข้อมูลคนเสื้อแดงในอีกด้านมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การผลิตสื่อที่เกี่ยวกับคนเสื้อแดงยังคงมีความเฉพาะกลุ่ม หรือเป็นไปในลักษณะที่ “ซัพพอร์ตผู้ได้รับผลกระทบ” มากกว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป็อป

ข้อมูลจากเท่าที่พบ สื่อในรูปแบบภาพยนตร์ที่กล่าวถึงคนเสื้อแดงและใช้เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในปี 2553 เป็นฉากหลังของเรื่อง ได้แก่ ตั้งวง และ สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย  In April the Following one year, There Change into as soon as a Fireplace ส่วนสื่อในรูปแบบหนังสือ ได้แก่ นิยายภาพ “ตาสว่าง” (Il Re di Bangkok หรือ The King of Bangkok) และ “กระสุนตกนอกหน้าต่าง:กลางท้องถนนในฤดูร้อน”

เขาบอกด้วยว่าสถานะความเป็น ‘ผู้แพ้’ ในประวัติศาสตร์ ก็ส่งผลต่อการถูกเล่า-ถูกจำเช่นกัน เห็นได้ว่าเรื่องราวในช่วงอภิวัฒน์สยาม 2475, การเข้าป่าของกลุ่มคนเดือนตุลาซึ่งมีตัวละครหลักเป็น ‘คนมีการศึกษา’ ถูกนำมาเล่า-ตีความใหม่ หรืออย่างน้อยก็ถูกใช้เป็นพื้นหลังของเรื่อง มากกว่าเหตุการณ์คนเสื้อแดงอย่างเห็นได้ชัด

“เรื่องของคนเสื้อแดง มันก็เหมือนการปราบกบฏผีบุญนั่นแหละ ผ่านไปร้อยกว่าปีถึงมีคนพูดถึงว่ากบฏผีบุญคืออะไร เป็นประวัติศาสตร์ของผู้แพ้ ประวัติศาสตร์ของคนที่ถูกทำให้เป็นผู้ร้ายแล้ว มันก็สมควรต้องเสียชีวิต ก็แบบนั้นแหละ คุณเห็นเขาเคลียร์ประวัติศาสตร์ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ลงสักทีไหม เป็นร้อยปีแล้ว มันคือการถูกทำให้เป็นคนอื่นและเป็นคนร้ายด้วย มันยังมีอะไรที่ปิดกั้นไม่ให้ความจริงเหล่านั้นเปิดเผยได้ ทั้งด้วยกลไก ทั้งด้วยระบบคิด ทั้งด้วยวัฒนธรรมของคนนั่นแหละ”

เข็มหมุด อดีตนักศึกษา มธ.ให้ความเห็นตอนหนึ่งด้วยถึงอิทธิพลของสื่อในการให้ภาพจำ

“สื่อด้วยแหละที่แบบ…ม็อบ 2563 นี่บริสุทธิ์ที่สุดแล้ว นู่นนี่นั่น แต่ภาพจำคนเสื้อแดงคือชายชุดดำเผาบ้านเผาเมือง แต่ว่าพอมาปัจจุบัน เขาก็ถูกยกฟ้องไปแล้ว ก็เหมือนแบบ เออ ที่ผ่านมา (คนรุ่นเรา) โดนผู้ใหญ่ลวงนี่หว่า”

นักวิจัยเผยมุมมองคนรุ่นใหม่ใน ‘กลุ่มนางแบก’ ต่อ ‘ทักษิณ’

เรื่องเล่าจากน้าที่เข็มหมุดได้ฟังคือหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนว่าคนเสื้อแดงมีการส่งต่อความทรงจำสู่คนต่างรุ่นอย่างเงียบๆ

ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับข้อค้นพบที่ นลินรัตน์ เลิศลีลาวิราม ผู้ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเรื่อง แดงไหน”: คนเสื้อแดงรุ่นใหม่ในยุคการเมืองที่พลิกผัน คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ.พบจากการลงสนามพูดคุยกับทั้งกลุ่มคนเสื้อแดง และคนรุ่นใหม่ที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘นางแบก’

นลินรัตน์อธิบายให้ฟังว่า คำถามที่ต้องถามผู้ให้ข้อมูลทุกคนตอนทำธีสิสคือ “คิดยังไงกับทักษิณ” ทำให้พบว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนับสนุนพรรคสีแดง หรือ ‘นางแบก’ มีทั้งกลุ่มที่เป็นลูกหลานคนเสื้อแดง และลูกหลานของกลุ่มอนุรักษนิยมที่ไม่ได้ชอบทักษิณ เมื่อลูกหลานของคนทั้งสองกลุ่มเข้ามาอยู่ในชุมชน ‘นางแบก’ แล้วก็เกิดการแชร์ข้อมูลกันในเรื่องการต่อสู้ของคนเสื้อแดง เมื่อลูกหลานของกลุ่มอนุรักษนิยมได้รับข้อมูลอีกด้านจากลูกหลานคนเสื้อแดงก็ส่งผลให้ ‘นางแบก’ มี perception (ความรับรู้) ต่อทักษิณดีขึ้น จากเดิมที่เคยมองว่าเขาเป็น ‘คนไม่ดี’ สู่การมองเป็น ‘คนเก่งคนหนึ่งที่เป็นเหยื่อทางการเมือง’ แต่พวกเขาไม่ได้เป็นแฟนคลับทักษิณในเซนส์ของ ‘แม่ยก’ แบบเดียวกับคนเสื้อแดงในสมัยก่อน

การรับรู้เรื่องคนเสื้อแดงของ ‘นางแบก’ นลินรัตน์อธิบายว่าแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ หนึ่ง – มองคนเสื้อแดงเป็นวีรบุรุษโดยที่ไม่ได้ผูกโยงกับพรรคการเมืองเครือข่ายของทักษิณ สอง – เป็นวีรบุรุษที่แยกไม่ขาดกับพรรคเครือข่ายของทักษิณ

นลินรัตน์เล่าว่า ตนเคยถามคนเสื้อแดงคนหนึ่งที่เป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยว่า “เราสามารถแยกคนเสื้อแดง, นางแบก และผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ออกจากกันได้หรือไม่”

คนเสื้อแดงคนนั้นตอบว่า ความเป็นคนเสื้อแดงไม่สามารถแยกออกจากการเป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยได้ แต่ว่าคนเสื้อแดงกับนางแบกอาจจะแยกกันได้จากการอยู่คนละเจเนอเรชัน ฉะนั้น คนเสื้อแดงที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยจึงมีมุมมองว่าคนเสื้อแดงที่เปลี่ยนไปเลือกพรรคส้ม ไม่ใช่คนเสื้อแดงแล้ว

นลินรัตน์บอกว่าการชุมนุมปี 2563 เป็นจุดที่ทำให้คนรุ่นใหม่แอคทีฟทางการเมืองมากขึ้น และมีมุมมองเชิงบวกต่อคนเสื้อแดงมากขึ้นในฐานะ ‘เหยื่อที่ไม่รับความเป็นธรรม’ อย่างไรก็ตาม ภาพจำของ ‘คนที่ออกมาดีเฟนต์ให้ทักษิณ’ ก็ถูกย้ายไปผูกโยงกับ ‘นางแบก’ แทน จึงอาจพูดได้ว่า ความคิดการเมืองของคนรุ่นใหม่นั้นผูกโยงกับทัศนคติที่พวกเขามีต่อทักษิณ

ผู้สื่อข่าวประชาไทถามต่อไปอีกประเด็นด้วยว่า ในบริบทที่การเมืองแบ่งขั้วกลายเป็น ‘แดงกับส้ม’ บางครั้งบางคราวที่มีการปะทะกันระหว่างโหวตเตอร์สองพรรคในโลกออนไลน์ เราอาจเห็นประโยคที่ว่า “ยกย่องการต่อสู้ของคนเสื้อแดงนะ แต่เกลียดพวกนางแบก” ออกมาจากแอคเคานต์ของโหวตเตอร์พรรคส้มบางคน ประโยคดังกล่าวสะท้อนมุมมองที่มีต่อคนเสื้อแดงอย่างไร

นลินรัตน์มองว่า ประโยค ‘ยกย่องคนเสื้อแดง แต่เกลียดนางแบก’ ดังกล่าวนั้น สะท้อนมุมมองของผู้สนับสนุนพรรคส้มที่มองว่า “นางแบกไม่ได้เป็นคนเสื้อแดงในความคิดเขา” แต่ว่านางแบกเป็นลูกหาบของ คำ ผกา ซึ่งเป็นการมองแบบตีคลุมเชื่อมโยงไปเองจากความเสียงดังของคำ ผกา ซึ่งมี persona (บุคลิก) ที่เหมาะแก่การเล่นข่าว เวลาที่เธอแสดงความเห็นอะไรก็ตาม สื่อก็ชอบจับไปเป็นประเด็นเป็นคลิกเบต แล้วมันก็ขยายไปได้กว้างกว่า

นลินรัตน์กล่าวอีกด้วยว่า เพราะนางแบกเป็นกลุ่มที่ยึดโยงกับตัวทักษิณเยอะจึงถูกด้อยค่า หมายความว่า สมมติว่าทักษิณยังเป็นจุดศูนย์กลางของคนเสื้อแดง คนเสื้อแดงก็จะโดนด้อยค่าว่าสู้เพื่อทักษิณ แต่ว่าถ้าทักษิณเหมือนหลบฉากไปแล้ว คนเสื้อแดงก็จะถูกยกขึ้นมาว่าเป็นคนที่สู้เพื่ออุดมการณ์ใดๆ

ทางด้าน ก้อง อดีตนิสิตจุฬาฯ ที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย มองประโยค ‘ยกย่องคนเสื้อแดง แต่เกลียดนางแบก’ ดังกล่าวว่า เป็นการมองอย่างเหมารวมเพื่อมุ่งลดทอนเสียงของนางแบก

“(ประโยคนี้) มันไม่โอเค ถ้าคุณบอกว่าคุณเข้าใจการต่อสู้ของคนเสื้อแดงจริงๆ คุณจะไม่ลดทอน

คนแล้วมองข้ามไปเพราะเพียงเขาเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่คุณไม่ชอบ คุณไม่ชอบนางแบก เขาเป็นนางแบกคุณเลยไม่ฟัง แต่บางทีนางแบกหลายๆ คนเขาพูดเชิงวิชาการนะเว้ย เขาพูดเนื้อหาในเชิงวิชาการ พูดแบบมีสาระ แต่คุณตีไปแล้วว่าเขาเป็นนางแบกคุณเลยไม่ฟังเขา”

นลินรัตน์บอกด้วยว่าเท่าที่ได้พูดคุยกับ ‘นางแบก’ คนกลุ่มนี้ก็มองตัวเองว่าเป็น ‘นางแบก’ ไม่ได้มองตัวเองเป็นคนเสื้อแดง เพราะว่ามันเป็นคนละยุคสมัย คนละบริบทกัน แต่เขาก็อยากที่จะให้เกียรติคนเสื้อแดงที่สู้มาก่อน ซึ่งมุมมองเช่นนี้ก็เป็นไปในทางเดียวกับ ก้อง อดีตนิสิตจุฬาฯ ที่บอกกับผู้สื่อข่าวเช่นกันว่าเขาไม่ต้องการ ‘เคลม’ ประวัติศาสตร์ในยุคนั้นเพื่อมาสร้างความชอบธรรมเวลาที่จะแสดงความเห็นอะไร

ก้อง อดีตนิสิตจุฬาฯ มองว่าความรับรู้เกี่ยวกับคนเสื้อแดงมีส่วนหล่อหลอมวิธีที่เขามองการเมืองอย่างมาก อาทิ คนเสื้อแดงทำให้เขาเชื่อในประชาธิปไตยแบบการเลือกตั้ง, เขามีมุมมองต่อการคอร์รัปชันในแบบที่ต่างจากกระแสหลัก ไม่ใช่ว่าเขาไม่สนใจ แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกเหมือนคนบางกลุ่มที่มักอ้างเรื่องนี้ในการขัดขวางการทำนโยบาย และเขาเชื่อว่าทุกคนมีเอเจนซี (Company) ของตัวเอง หมายความว่าทุกคนมีอำนาจและเสรีภาพในการตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองอย่างอิสระ ไม่ว่าจะมีสถานะทางชนชั้นหรือการศึกษาอยู่ในระดับไหน การบอกว่า “เสื้อแดงโดนจ้าง” แล้วลดทอนด้วยประเด็นเรื่องชนชั้น-การศึกษา เพื่อสร้างความชอบธรรมในการกดปราบ จึงเป็นการลดทอนเอเจนซีของคนอื่น

“ในบริบทของมุมมองต่อคนเสื้อแดง ถ้าเราเชื่อว่าทุกคนต่างมี company เป็นของตัวเอง เราจะเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น คือการมีเสื้อแดงเป็นร่มใหญ่ มีเป้าหมายว่าฉันไม่ต้องการให้ใครมาตัดสินใจแทนว่าใครควรได้เป็นรัฐบาล เพราะฉันได้เลือกมาเองแล้ว” ก้องอธิบาย

เขาระบุต่อไปว่าเรื่องอำนาจการตัดสินใจผ่านการเลือกตั้งเป็นเรื่องที่คนเสื้อแดงในทุกกลุ่มย่อยมองเห็นร่วมกัน แต่ว่าคนแต่ละคนก็มีเอเจนซีย่อยๆ ของตัวเองต่างกันไป คนเสื้อแดงจึงมีหลายเฉด มีความเห็นในเรื่องย่อยๆ แตกต่างกันไป กระทั่งความนิยมชมชอบในตัวทักษิณที่มาก-น้อยบ้างต่างกัน

‘มิติทางเพศ-จริต’ จุดแข็งของ ‘นางแบก’ รุ่นใหม่

ในประเด็นว่าด้วยเหตุปัจจัยที่คนรุ่นใหม่อิน/ไม่อิน กับเรื่องราวการต่อสู้ของขบวนการใดนั้น อนุสรณ์ และนลินรัตน์ ยังวิเคราะห์เชื่อมโยงมาที่การเมืองร่วมสมัยด้วย โดยดูเหตุปัจจัยของความ ‘เป็นส้ม’ ‘เป็นแดง’ ในบริบทที่ทั้งสองพรรคในซีกเสรีประชาธิปไตยต้องมาช่วงชิงฐานเสียงกลุ่มเดียวกัน

อนุสรณ์ ตั้งข้อสังเกตถึงมิติที่เกี่ยวกับเพศสภาพและความสัมพันธ์ระหว่างชาย-หญิง ว่าเป็นประเด็นที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญมากในระดับที่มีผลต่อความโน้มเอียงทางการเมือง

เขายกตัวอย่าง 2 เรื่อง ดังนี้

  • การที่พรรคส้มถูกมองว่าเป็น ‘พรรคชายแท้’ นั้นส่งผลกระทบต่อฐานเสียงคนรุ่นใหม่อยู่เหมือนกัน นักศึกษาในชั้นเรียนของเขาเริ่ม “ออกห่างจากส้ม” จากปัญหาการบริหารจัดการภายในพรรค รวมถึงหลายกรณีที่เกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ
  • เหตุการณ์ที่นิสิตจุฬาฯ ชูป้ายคัดค้านกรณีเชิญ อภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นที่สั่งสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงมาเป็นวิทยากร ซึ่งจากข้อมูลที่เขาทราบมา นิสิตจุฬาฯ กลุ่มดังกล่าวผูกโยงตัวเองกับสีแดงมากกว่าส้ม และมีระดับความสนใจการเมืองเข้มข้น และก็อยู่ในกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วย

การเลือกตั้งที่ผ่านมา เข็มหมุด อดีตนักศึกษา มธ. เป็นหนึ่งในคนที่ ‘ถอยห่าง’ จากพรรคส้มที่เธอเคยสนับสนุนในการเลือกตั้งปี 2566 โดยเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา เปลี่ยนใจมาเลือกพรรคสีแดงเพราะ “ชอบอาจารย์เชน” และชื่นชอบแนวคิดในประเด็นแรงงานของ ดร.เอกพร รักความสุข นักวิชาการที่เข้าไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย

เธออธิบายว่า ระยะหลังๆ มานี้ สส.ระดับนำของพรรคส้ม “ทำตัวเป็นนักการเมืองมากเกินไป” และมีจุดยืนที่ไม่สอดคล้องกับคุณค่าในประเด็นสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมทางเศรษฐกิจที่เธอให้ความสำคัญ อาทิ ในบางมุมพรรคนำเสนอตัวเองว่าซ้าย แต่กลับโหนกระแสชาตินิยมในช่วงเหตุปะทะชายแดน รวมถึงการคัดค้านนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเธอมองว่าหากทำสำเร็จ คนที่จะได้ประโยชน์ก็คือชนชั้นแรงงาน

อย่างไรก็ตาม คาแรกเตอร์ของเหล่า ‘นางแบก’ นั้นมีความเฉพาะตัวอย่างยิ่ง ในวิทยานิพนธ์เรื่องแดงไหนฯ นิยามยุทธวิธีทางการสื่อสารของกลุ่มนางแบกในโลกออนไลน์ที่ผู้วิจัยใช้เป็นวัตถุในการศึกษาว่า เป็นการใช้จริตภาษาแบบเควียร์ การเล่นใหญ่ มุกตลก หรือการเสียดสีอย่างมีชั้นเชิง หากคนเสื้อแดงเคยสร้างพื้นทางการเมืองด้วยความเจ็บปวดและการเรียกร้องความยุติธรรม นางแบกก็พยายามสร้างพื้นที่การเมืองด้วยการใช้วัฒนธรรมสมัยนิยม (popular culture) การใช้ภาษาท้าทายขนบ และความสนุกสนาน เพื่อทําให้การเมืองเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ในชีวิตประจําวัน

“(จริตที่นางแบกชอบคือ) หมวดที่เขาคิดว่ามันดูติดดินน่ะ ต่อให้มีนักวิชาการนะ แต่นักวิชาการนั้นก็ยังถูกเอามายึดโยงให้มีความติดดินอยู่ดี มันจะมีความแบบ (เป็นคน) กล้าลงพื้นที่ กล้าลุยเป็นแบบเพื่อไทยสไตล์ คาแรกเตอร์แบบ อดิศร เพียงเกษ, จาตุรนต์ ฉายแสง หรือเป็นคนที่ดูบ้านๆ แบบ สุทิน คลังแสง”

“(ถ้าเป็น) คนรุ่นใหม่ก็จะเป็นคนที่มีความเป็นคนลุยๆ บ้านๆ หรือถ้าไม่ใช่คนที่ดูบ้านๆ มันก็จะต้องเป็นแบบ พี่อิ่ม (ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์) พี่น้ำ (จิราพร สินธุไพร) หรือ สส. แจม (จิรัชยา สัพโส) คือคาแรคเตอร์ผู้หญิงแบบสวยๆ สับๆ…เป็นเหมือนแพทองธารใส่ส้นสูงแหลมๆ เดินสับๆ Christian Louboutin พื้นสีแดงอันนั้นน่ะ”

อย่างไรก็ดี แม้นางแบกจะมีลักษณะเป็นคนเมือง ชนชั้นกลางที่มีการศึกษา ไม่เหมือนกับภาพจำคนเสื้อแดง ทว่าประชาไทสังเกตเห็นว่าผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยรุ่นใหม่โดยเฉพาะผู้หญิงและ LGBTQ+ ออกมาบอกเล่าในโซเชียลหลายต่อหลายครั้งว่าตนเองรู้สึกว่าถูกเหยียด

หนึ่งในเรื่องที่นางแบก Gen Z เผชิญตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 และยิ่งมากขึ้นในการเลือกตั้งรอบล่าสุดก็คือ เมื่อเปิดตัวว่าเชียร์เพื่อไทยในอินสตาแกรมก็ถูกเพื่อนส้มรีพลายสตอรี่ มีตั้งแต่ระดับเล็กๆ อย่างการตั้งคำถามว่าทำไมถึงชอบ ไปจนถึงการ “เอดดูเขต” (สั่งสอน) หรือ “ขายพ่วง”

ในการหาเสียงช่วงท้ายๆ ของการเลือกตั้งรอบล่าสุดที่ผ่านมา ปรากฏการณ์หนึ่งที่โดดเด่นอย่างมากคือวัยรุ่น Gen Z และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก (First Voter) เปิดตัวว่าสนับสนุนพรรคเพื่อไทย-ขายนโยบายที่ตัวเองชอบผ่านการติดแฮชแท็ก #genzforpheuthai ในสื่อออนไลน์อย่างติกตอก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม

“เห็นแฮชแท็กเจนซีฟอเพื่อใคร ก็รู้แล้วว่ารับงานมา”

“พท ทั้งใจ พี่ทอน พี่ทิม พี่เท้ง”

“ถ้าเพื่อไทยดีจริงทำไมสื่อต่างชาติไม่เคยยกย่องเลย”

“อีสานชัวร์”

เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของคอมเมนต์ที่คนเปิดตัวเชียร์พรรคสีแดงได้รับ กรณีหนึ่งที่เจ้าของคลิปเป็นนักศึกษาหญิงหน้าตาดี ผู้สื่อข่าวยังพบคอมเมนต์ด้วยว่า “ทรงนี้บ้านน้อยนักการเมือง”

มิติเรื่องเพศสภาพมีผลต่อชุดประสบการณ์ส่วนนี้ด้วย ก้อง อดีตนิสิตจุฬาฯ นิยามตัวเองว่าเป็น ‘แดงกลางดงส้ม’ แต่เขากลับไม่เคยพบกับการถูกบูลลี่ใดๆ โดยเขายอมรับว่าตัวเองมี Male Privilege (ความได้เปรียบทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ที่เพศชายได้รับโดยอัตโนมัติจากโครงสร้างสังคมแบบชายเป็นใหญ่) ที่ทำให้คนไม่กล้าหือ

“ขอบคุณน้องๆ Gen Z โดยเฉพาะวันที่ปราศรัยใหญ่ที่พารากอน สายตาและพลังในวันนั้น ทำให้ผมรู้ว่า การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนจริงๆ เพื่อไทยกำลังถูกได้ยินจากกลุ่ม Gen Z”  เป็นวรรคหนึ่งจากโพสต์ของ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย หลังจากได้เห็น #genzforpheuthai เขาโพสต์แสดงความขอบคุณคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเปิดใจให้พรรค และอธิบายว่าพรรคเพื่อไทยอยู่ตรงไหนในการเมืองร่วมสมัย โพสต์ดังกล่าวเฉพาะในเอกซ์มียอดวิวกว่า 1 ล้านครั้ง

ก้อง อดีตนิสิตจุฬาฯ บอกว่าตั้งแต่ที่ไปม็อบปี 2563 เขาชอบบรรยากาศที่มีผู้ใหญ่มาร่วมแล้วเล่าประสบการณ์การต่อสู้ให้ฟังเสมอ งานปราศรัยที่สนามเทพหัสดินก็ให้ความรู้สึกเช่นเดียวกัน วันศุกร์นั้นกว่าเขาจะเลิกงานกว่าจะขับรถไปถึงก็ไม่ทันแล้ว จึงติดตามดูไลฟ์แทน มันให้ความรู้สึกว่างานปราศรัยนี้เป็นพื้นที่เชื่อมคนรุ่นหลังทั้งกลุ่มเป็นลูกๆ หลานๆ ของคนเสื้อแดง รวมถึงกลุ่มที่อาจไม่ได้มีจุดเกาะเกี่ยวให้เข้าใกล้กับคนเสื้อแดงมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น

เห็นได้ว่าพรรคเพื่อไทยมีการหยิบจริตของนางแบกไปใช้สื่อสารทางการเมืองในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งล่าสุด

(ซ้าย) กราฟิกพรรคเพื่อไทยชวนคนไปงานปราศรัยครั้งสุดท้ายที่สนามเทพหัสดินด้วยคำว่า “แดงไหน? จะแดงไหน ก็แดงเดียวกัน”

(ขวา) กราฟิก Pheuthai For Gen Z รวมนโยบายพรรคเพื่อไทยที่ให้ประโยชน์กับคน Gen Z ปล่อยออกมาหลังจากที่คนรุ่นใหม่เล่นแฮชแท็ก#genzforpheuthai

ที่มา ประชาไท ( prachatai.com )

ผู้เรียบเรียง

ให้คะแนนความพอใจของคุณ :

0 / 5 คะแนน 0

คุณให้คะแนน:

แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/8s12ll 📋 | ดู : 10 ครั้ง

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


    Share via
    Click to Hide Advanced Floating Content
    ×

    มีแจกคูปองส่วนลด จุกๆ

    ให้เราแนะนำสินค้าไหม มีจ่ายเงินปลายทางด้วยนะ

    ไปกันเล้ยยย
    Send this to a friend
    ล่าสุด
    ×