“Pointless to claim there’s a battle. I’m watching it on tv.”
คือประโยคเด็ดจากภาพยนตร์ Wag the Canines (1997) เล่าเรื่องรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สร้าง “สงคราม” ปลอมๆ ขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของคนในชาติจากเรื่องอื้อฉาวทางการเมืองของรัฐบาลในขณะนั้น ภัยคุกคามปลอมๆ เหล่านี้ถูกผลิตและส่งต่อผ่านหน้าจอโทรทัศน์ จนทำให้ผู้คนเชื่อว่าประเทศกำลังเผชิญการรุกรานจริง
ฉากหนึ่งที่น่าจดจำเกิดขึ้นเมื่อ CIA ผู้รู้เบื้องหลังพยายามเปิดโปงความจริงว่าทั้งหมดเป็นเพียงการจัดฉากของรัฐ แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมาคือคำตอบสั้น ๆ ที่สะท้อนอำนาจของสื่อได้อย่างคมคาย คือ “อ๋อครับ ผมรู้ว่าสงครามมันเกิดขึ้นจริง เพราะผมดูมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันผ่านทีวี”
คำตอบข้างต้นนั้นสะท้อนว่าพวกเขารู้ว่ารัฐกำลังทำอะไร แต่ในขณะเดียวกันสงครามมันก็กำลังเกิดขึ้นจริงไม่ใช่หรือไง เพราะพวกเราทั้งหมดกำลังดูมันผ่านหน้าจอ หากถอดความจากประโยคดังกล่าวนั้นแปลความได้ว่า ในยุคที่สื่อมีอิทธิพล ความจริงของสงครามนั้นอาจไม่ได้ถูกกำหนดจากสนามรบ แต่ถูกกำหนดจากสิ่งที่ผู้คนเห็นผ่านหน้าจอ
ย้อนไปในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 จรวด BM-21 จากฝั่งกัมพูชา ถูกระดมยิvตกใส่พื้นที่พลเรือนในหลายแห่ง กลายเป็นหนึ่งในชนวนเหตุหลักของการเปิดฉากถล่มจากกองทัพไทย กัมพูชายิvก่อน เริ่มปรากฏขึ้นในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง คู่ขนานมากับ TruthFromThailand ซึ่งภายหลังทั้งสองแฮชแท็กได้กลายมาเป็นคำหลักในการขับเคลื่อนประเด็นความขัดแย้งผ่านช่องทางออนไลน์ของกองทัพ ในขณะที่น่านฟ้าไทยถูกปิดด้วยเครื่องบินรบ F-16 พลรบบนบกเข้าประจำแนวปะทะ แนวรบหน้าจอต่างก็เตรียมเปิดฉากสงครามข่าวสาร โดยมีเป้าหมายหลักคือพลเมืองในประเทศ
รายงานข่าวชิ้นนี้พาไปสำรวจปฏิบัติการบนสมรภูมิออนไลน์ของกองทัพไทยในช่วงการปะทะด้วยอาวุธหนักทั้งสองระลอก ผ่านการเก็บข้อมูลด้วยวิธี Internet Scraping การสื่อสารบนโซเชียลมีเดียและการใช้แฮชแท็กของบัญชีเฟซบุ๊กทางการของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองบัญชาการกองทัพไทย เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นสามหน่วยงานที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดในช่วงการปะทะ โดยเฉพาะกองทัพบก รวมทั้งเพจที่ไม่เป็นทางการ รวมทั้งสิ้น 6,404 โพสต์ ระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2568 ถึงเดือนมกราคม 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อหาคำตอบว่า กองทัพไทยกำหนดยุทธศาสตร์การสื่อสารในพื้นที่ออนไลน์หรือ “สมรภูมิดิจิทัล” อย่างไร บนเป้าหมายใด ผ่านเรื่องเล่าในลักษณะใดบ้าง และระบบอัลกอริทึมเข้าไปหนุนเสริมอัตราเร่งพลวัตของความขัดแย้งทางทหารอย่างไร
กระสุนนัดแรก กัมพูชายิvก่อน และการสร้างความชอบธรรมให้ปฏิบัติการตอบโต้
ในช่วงระลอกแรกของการปะทะ Hashtag กัมพูชายิvก่อน TruthFromThailand ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด คือ 3 Hashtag หลักที่ถูกใช้มากที่สุด ซึ่งตัวแสดงหลักในเวลาดังกล่าว คือ “กองทัพบก” ที่มียอดโพสต์นำทุกเพจทางการ รวมถึง ยุทธบดินทร์ ปฏิบัติการทางบกและอากาศเน้นย้ำการปกป้องอธิปไตย ไปจนถึงการสลับใช้ อาชญากรสงคราม เพื่อยกระดับความรุนแรงที่กัมพูชาทำกับพลเรือนไทย

ภาพ 1 : กราฟแสดงจำนวนการโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาในเฟซบุ๊กเพจทางการของ 3 หน่วยงาน
คือ กองทัพบก กองบัญชาการกองทัพไทย และกองทัพเรือ

ภาพ 2: กราฟแสดงจำนวนการใช้สองแฮชแท็กหลัก TruthFromThailand และ กัมพูชายิvก่อน เปรียบเทียบระหว่างเฟซบุ๊กเพจทางการของกองทัพ 3 เพจหลัก และเพจไม่เป็นทางการ จะพบการใช้แฮชแท็กดังกล่าวอย่างหนาแน่นในการปะทะช่วงแรก และลดจำนวนการใช้ลง ก่อนปรากฏอีกครั้งในการปะทะรอบสอง

ภาพ 3 กราฟแสดงจำนวนการใช้แฮชแท็ก ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด อาชญากรสงคราม ยุทธบดินทร์ และ ทำลายให้สิ้นสภาพ โดยแฮชแท็กหลังเพิ่งตรวจพบการใช้งานในช่วงการปะทะไทย-กัมพูชารอบสอง
ความตึงเครียดทั้งในและนอกโลกออนไลน์เบาบางลงหลังเวทีการเจราสงบศึกค่อยๆก่อรูป มีมาเลเซียเข้าไปเป็นกาวใจให้ไทยและกัมพูชาหยุดยิvโดยไม่มีเงื่อนไข ก่อนจะนำไปสู่การทยอยถอนอาวุธออกจากพื้นที่ของทั้งสองฝ่ายตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ความเคลื่อนไหวในแนวปะทะยังนิ่งสงบ แต่ในโลกออนไลน์ฝั่งกองทัพไทยยังคงหล่อเลี้ยงกระแสสงครามไว้อย่างต่อเนื่อง TruthFromThailand และ ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด ยังถูกติดพร้อมโพสต์เป็นระยะ ทั้งจากเพจกองทัพบก กองบัญชาการกองทัพไทย และเพจพลเรือน ที่ยังคงเคลื่อนไหวต่อเนื่องแม้เหตุการณ์จะคลี่คลาย
กระสุนนัดที่สอง ทำลายให้สิ้นสภาพ จากผู้ถูกกระทำสู่การสร้างความชอบธรรมให้ปฏิบัติการรุก
จุดเดือดปะทุขึ้นอีกครั้งในต้นเดือนธันวาคม การสู้รบเริ่มกระจายตัวในหลายพื้นที่ ว่ากันว่าชนวนเหตุมาจากกระสุนปริศนาที่ต่างฝ่ายต่างอ้างว่ามาจากฝั่งตนถูกยิvเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน เป็นสัญญาณว่าสันติภาพชั่วคราวได้ปิดฉากลง ห่ากระสุนและลูกปืนใหญ่ถูกสาดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 7 ธันวาคม การปะทะเต็มรูปแบบด้วยอาวุธหนักทุกแนวรบ บก น้ำ เรือ อากาศ เปิดฉากเต็มรูปแบบ
ในขณะที่สนามรบออนไลน์ ความถี่ต่อการโพสต์ของแต่ละเพจนั้นพุ่งทะยานอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะแฮชแท็ก กัมพูชายิvก่อน ถูกใช้มากที่สุดเกือบร้อยครั้งต่อวัน โดยเฉพาะจากฝ่ายพลเรือน รองลงมาคือ TruthFromThailand และ ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด ซึ่งฝ่ายที่ใช้สองแฮชเท็กนี้มากที่สุด กองทัพบก มากไปกว่านั้น แฮชแท็กใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในระลอกนี้คือ ทำลายให้สิ้นสภาพ และยังคงเป็นฝั่งกองทัพบกเช่นเดียวกันที่แทบจะผูกขาดการใช้คำดังกล่าวโลกออนไลน์ และยังพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญช่วงวันที่ 10-13 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันที่ฝ่ายไทยบุกเข้าไปชิงพื้นที่ในหลายแนวรบ
ในทางกลับกัน ฝั่งกองบัญชาการกองทัพไทย และกองทัพเรือ ลักษณะการโพสต์และแฮชแท็กที่ใช้กลับบรรเทาความเกรี้ยวกราดลง และพยายามเรียกร้องในเชิงการทูตมากขึ้นโดยเฉพาะการปรากฏขึ้นของ #PeaceBeginsWithTruth ที่เพิ่งปรากฏขึ้นขึ้นในการปะทะระลอกสองเช่นกัน หากพิจารณาจากความชันของกราฟควบคู่ไปกับไทม์ไลน์เหตุการณ์ปะทะจะพบว่า ความถี่และจำนวนโพสต์พร้อมแฮชแท็กค่อยๆ ลดจำนวนลง อย่างเห็นได้ชัดสอดคล้องกับความรุนแรงและยืดเยื้อของการบ
ทำลายให้สิ้นสภาพ ที่โพสต์โดยกองทัพบกเป็นหลักนั้นแทบจะยุติการโพสต์ทันทีที่ทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงหยุดยิvในวันที่ 27 ธันวาคม เช่นเดียวกับ แฮทแท็กอื่นๆ ที่ลดความถี่ลงอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นเพจกองทัพทั้ง 3 เพจ ยังคงเลี้ยงกระแสไว้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะโพสต์ติดแฮชแท็ก TruthFromThailand TeamThailand และ #PeaceBeginsWithTruth เพียงแต่ลดความถี่ลงเฉลี่ยเหลือราว 20 โพสต์ต่อวัน และปัจจุบัน (เมษายน 2569) แม้ข้อตกลงหยุดยิvจะผ่านมาแล้วเข้าเดือนที่ 4 แต่ทั้ง 3 แฮชแท็กยังคงถูกใช้อย่างต่อเนื่องแม้เนื้อหาในเรื่องราวที่โพสต์นั้นจะไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งทางอธิปไตย แต่ระลอกนี้ตัวแสดงหลักคือ “ศูนย์ประสานข้อมูลข่าวสารร่วมไทย – กัมพูชา” (the Thai-Cambodian Joint Files Coordination Heart หรือ JIC) หน่วยงานที่ตั้งโดยคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อทำหน้าที่รายงานข้อมูลทางสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาโดยเฉพาะ เมื่อ 8 มกราคม 2569
หากไล่เลียงสถิติการโพสต์ของแต่ละเพจกองทัพโดยพิจารณาประกอบกับสถานการณ์จริงในแนวปะทะจะพบว่าทุกการโพสต์ ทุกแฮชแท็กนั้นถูกวางแผนอยางมียุทธศาตร์ มีการแบ่งงานกันทำอย่างเป็นระบบในแต่ละเหล่า โดยเฉพาะกองทัพบก กองกำลังหลักที่ถือความชอบธรรมในการเปิดสงครามเต็มรูปแบบ และเหนืออื่นใด สมรภูมิออนไลน์ไม่ได้มีเพียงบัญชีทางการของกองทัพเท่านั้น แต่ยังมีเพจภาคพลเรือน อินฟลูเอนเซอร์ และสื่อที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความมั่นคงจำนวนมากเข้ามามีบทบาทในการขยายการรับรู้และการไหลเวียนของข้อมูลในช่วงสงคราม ดังนั้น สิ่งที่จะช่วยยืนยันหรือหักล้างสมมติฐานดังกล่าวได้อย่างชัดเจนที่สุด คือคำอธิบายจากกองทัพเอง

ภาพ 4 ตัวอย่างการใช้แฮชแท็กและมีม รบพิเศษ ส่งด่วน เมื่อ 7 มิถุนายน 2568 ก่อนการปะทะไทย-กัมพูชารอบแรก ที่มา: Fb/กองทัพบก Royal Thai Army https://www.facebook.com/half/p/1N82d9ak2W/

ภาพ 5 เฟซบุ๊กเพจ ข่าวทหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในเพจโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับกองทัพแบบไม่เป็นทางการ อ้างถึงเพจ SMART Troopers Replace ชวนคนไทยติดแฮชแท็ก ทำลายให้สิ้นสภาพ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ในช่วงการปะทะไทย-กัมพูชา รอบที่ 2 ในเดือนธันวาคม 2568 ที่มา: Fb ข่าวทหาร https://www.facebook.com/half/p/1Je9kPrTt2/

ภาพ 6 ตัวอย่างการใช้แฮชแท็ก และการสื่อสารของกองทัพ ในช่วงการปะทะไทย-กัมพูชา รอบที่ 2 ในเดือนธันวาคม 2568 ที่มา: Fb/กองทัพภาคที่ 2 https://www.facebook.com/half/p/1Fw4PRFZRN/

ภาพ 7 ตัวอย่างการรีทวีตเนื้อหาของหน่วยงานราชการ และใช้แฮชแท็กตามกองทัพริเริ่มใช้ ในช่วงการปะทะไทย-กัมพูชา รอบที่ 2 ในเดือนธันวาคม 2568 ที่มา: Twitter PRD กรมประชาสัมพันธ์
https://x.com/prd_official/region/1999794364353282105

ภาพ 8 ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ช่อง 5) เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีคำกล่าวของเสนาธิการทหารบกที่ระบุถึง ทำลายให้สิ้นสภาพ โดยยืนยันว่าการปฏิบัติการของกองทัพไทยในขณะนี้ เป็นผลจากการที่ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เปิดฉากโจมตีก่อน ทำให้กองทัพไทยมีความจำเป็นต้องใช้สิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักสากลในจอด้านหลังจะเห็นแฮชแท็กที่กองทัพใช้ เช่น TeamThailand #PeaceBeginsWithTruth TruthFromThailand CambodiaFiredFirst ThailandSelfDefense
ที่มา: MCOT https://tna.mcot.decide up/tna/th/news/listing/137020
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
แนวรบออนไลน์ และระบบอัลกอริทึม สมรภูมิหลักของกองทัพไทย

ภาพ 9 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ที่มา: แฟ้มภาพ
“หลักการสื่อสารของกองทัพมีสองอย่าง คือ นำเสนอสิ่งที่กองทัพอยากบอก กับ ตอบสนองสิ่งที่สังคมอยากรู้ ทำอย่างไรให้สังคมคลายความสงสัยได้มากที่สุด และกองทัพเองก็ได้นำเสนอสิ่งที่้ต้องการบอกกับประชาชน ที่เหลือเป็นเรื่องของเทคนิคและวิธีการเล่าเรื่อง ซึ่งสนามรบใหญ่ของเราคือออนไลน์แพลทฟอร์ม ไม่ใช่สมรภูมิในสนามรบ”
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อเดือนพฤษภาคม อธิบายถึงแนวทางการสื่อสารของกองทัพบกว่า เขายอมรับว่าในทุกวันนี้ช่องทางออนไลน์คือสนามหลักของการใช้สื่อในสภาวะสงคราม กลยุทธ์หลักที่ฝ่ายสื่อสารใช้ในช่วงการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาที่ผ่านมาคือ “ความรวดเร็วและไม่เป็นทางการ” ซึ่งทุกอย่างวางอยู่บนข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด โฆษกกองทัพบกขยายความต่อว่า ในสภาวะความขัดแย้งสิ่งที่กองทัพต้องทำเป็นอย่างแรกคือ การหาคำอธิบายให้สังคมได้อย่างรวดเร็วที่สุด ดังนั้นต้องมีทีมทำงานที่พร้อมให้ข่าวสารตลอดเวลา ทำงานในลักษณะของหน่วยปฏิบัติการแยกย่อยลงไป มีเครือข่ายสื่อในมือที่พร้อมจะช่วยกระจายข่าวสารในวงกว้าง เพื่อดับความร้อนใจของสังคม มีการวางแผนการทำงานอย่างชัดเจนว่า ในสถานการณ์ไหนต้องโพสต์เรื่องอะไร การเล่าเรื่องควรเป็นแบบไหน ใครคือผู้รับสาร เรื่องนี้ควรส่งต่อให้ใครช่วยขยายผลต่อในเชิงการรับรู้ และเมื่อมีข้อมูลสมบูรณ์ครบถ้วนหรือต้องการความเป็นทางการสื่อสารในระดับรัฐ ฝ่ายสื่อสารของกองทัพจะเป็นรับหน้าที่แถลงข่าว ซึ่งระดับของความเป็นทางการจะเข้มข้นขึ้น
พลตรี วินธัยขยายความต่อว่า ในโลกออนไลน์เป้าหมายของการสื่อสารคือ “คนในชาติ” เพราะในระดับรัฐฯ กองทัพและรัฐบาลมีกลไกลความร่วมมือและการเจรจาระหว่างประเทศอยู่แล้ว แต่การสื่อสารกับคนในชาตินั้นต้องอาศัยกลวิธีอีกขั้น โดยเฉพาะการเข้าไปเล่นกับระบบอัลกอริทึมของสังคมออนไลน์ หากเราสร้างกระแสสร้างได้จนเป็นเทรนด์ ก็เท่ากับมีชัยในสนามรบดิจิทัล
เจ้าหน้าที่ทหารรายหนึ่ง ซึ่งเป็นทีมงานของโฆษกกองทัพบก ปฏิเสธประเด็นการทำสงครามข่าวสาร หรือ IO (Files Operation) ว่า สิ่งที่กองทัพทำอยู่ไม่ใช่สงครามข่าวสาร เพราะเป้าหมายคือคนในชาติ ซึ่งในบริบทความขัดแย้งนี้คนในชาติไม่ใช่ “ศัตรู” แต่คือพลเมืองในประเทศที่ต้องการคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นในแนวหน้า จะรบชนะไหม ทหารแนวหน้ามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร จึงต้องตอบทุกความสงสัยให้ได้ด้วยข้อเท็จจริง
“กระแสสังคมในช่วงนั้นต่างต้องการให้เกิดการสู้รบ ต้องการให้เราบุกยึด ทำลายให้สิ้นสภาพ แต่เราต้องไม่ลืมว่าสงครามนั้นไม่มีอะไรดี โดยเฉพาะครอบครัวของทหารที่อยู่ในแนวหน้า ไม่มีใครอยากให้พ่อเสียชีวิตในสนามรบ ดังนั้นกองทัพจำเป็นต้องมีคำอธิบายให้กับสังคมทุกวันเพื่อบรรเทาความโกรธแค้น”
หากวิเคราะห์จากถ้อยแถลงของโฆษกกองทัพบกจะพบว่าการวางกลยุทธ์ของกองทัพในการสื่อสารนั้นไม่ต่างจากการสร้างแบรนด์ให้กับองค์กรหรือสินค้า ซึ่งหากเทียบกองทัพเป็นองค์กรธุรกิจที่กำลังขายสินค้าในนามของความชอบธรรมเพื่อดำเนินกิจการบางอย่าง ไวยากรณ์ที่กองทัพใช้นั้นแทบจะไม่ต่างไปจากภาคเอกชน โดยเฉพาะการเข้าไปเล่นกับกระแสสังคมผ่านการสร้างมีม (meme), แฮชแท็ก (hastag) ต่างๆ รวมถึงการใช้ภาษาที่ง่ายต่อการเข้าถึง
งานศึกษาจำนวนมากบ่งชี้ว่ากองทัพสมัยใหม่ทั่วโลกปรับยุทธวิธีในสงครามข้อมูล (Files Battle) ด้วยการใช้เทคนิคเดียวดับการทำแบรนด์การตลาดของสินค้า โดยเฉพาะกับการสร้างคอนเทนต์ในลักษณะของการสร้างความวางไว้วางใจ สร้างความผูกพันกับประชาชนในแนวหลัง รวมถึงทำงานกับ Influencers เพื่อย้ำเตือนเรื่องความน่าเชื่อถือของกองทัพ (Pysarenko, N. V., 2025)
อนาลโย กอสกุล ทีมบรรณาธิการ เว็บไซต์และเพจ ThaiArmedForce.com หนึ่งในอินฟลูเอ็นเซอร์ด้านสงครามและความมั่นคง อธิบายว่า ในช่วงการปะทะกันทั้งสองระลอก ยอดเข้าชมของเพจนั้นพุ่งสูงเป็นปรากฏการณ์ สถิติคนเข้าชมไลฟ์เคยมากที่สุดหลักแสนคนต่อครั้ง อนาลโยยอมรับว่าตัวเขาเองและเพจต่างมีจุดยืนฝั่งเดียวกับกองทัพไทยคือ ไทยต้องไม่เสียดินแดนให้ฝั่งตรงข้ามแม้แต่ตารางนิ้วเดียว เขาและทีมงานยินดีเป็นกระบอกเสียงให้กับกองทัพ และบ่อยครั้งก็ได้รับการฝากข่าว หรือขอความช่วยเหลือในการอธิบายเรื่องราวบางประเด็นที่สังคมกำลังสงสัย โดยอาศัยฐานแฟน และความน่าเชื่อถือของเพจ ซึ่งทุกครั้งทางทีมบรรณาธิการก็จะลงความเห็นกันก่อนว่า เรื่องใดบ้างที่ทางเพจจะ “งับเหยื่อ” ที่กองทัพส่งมา เพราะท้ายที่สุดแล้วต่างฝ่ายต่างก็สมประโยชน์กันทั้งคู่
“ผมและทีมมีจุดยืน คือ เราจะไม่ข้ามเส้นความเป็นมนุษย์ของฝั่งตรงข้าม ไม่ด่าว่า ลดทอนศักดิ์ศรีของคนที่เราไม่เห็นด้วย ถึงแม้จะเป็นศัตรูก็ตาม เหยื่อที่เราเลือกงับ คือ เหยื่อที่เรางับแล้ว คนดูได้ประโยชน์จริงๆ เป็นข้อมูลที่เขาคลายความสงสัย เราเอามาเล่นต่อเราก็ได้ยอด”
เขาตั้งข้อสังเกตว่าโดยปกติแล้วกองทัพจะมีช่องทางเฉพาะในการสื่อสารกับสื่อเป็นการเฉพาะ ทั้งสื่อที่เป็นทางการและอินฟลูฯ เพจต่างๆ แต่การปะทะทั้งสองระลอกที่ผ่านมามีภาพและคลิปจำนวนมากที่หลุดออกมาโดยที่ยังไม่ผ่านการคัดกรองจากกองทัพ เขาเชื่อว่าภาพเหล่านี้มาจากกลุ่มไลน์ของทหารที่ส่งต่อกันเอง ไม่ว่าจะเป็นการรายงานสถานการณ์ต่อเพื่อนฝูง หรือบอกข่าวกันเอง หากพิจารณาตามหลัก OPSEC (Operational Security) การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดหลักความมั่นคงปลอดภัยทางปฏิบัติการอย่างมหาศาล เพราะเสี่ยงต่อการที่ฝั่งตรงข้ามจะระบุจุดยุทศาสตร์ของฝั่งเราได้ แต่ในแง่การสร้างยอดและการรรับรู้ ถือว่าสร้างผลตอบรับได้ดีอย่างยิ่งยวด และเขาเองเชื่อว่ากองทัพก็รับรู้สถานการณ์เหล่านี้ แต่หากผลที่เกิดขึ้นสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้หน่วยงาน กองทัพก็อาจจะเลือกหลับตาข้างหนึ่งเพื่อปล่อยผ่าน จนกว่าสิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นภัยคุกคามเกินกว่าการควบคุม
อัลกอริทึมสร้างอินฟลูสงคราม โกยเอ็นเกจ สร้างรายได้ผ่านแพลทฟอร์ม
“ครีเอเตอร์จากแนวหน้า” คือหนึ่งในปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากสนามรบ เมื่อชีวิตประจำวันและปฏิบัติการภาคสนามของทหารถูกถ่ายทอดผ่านสื่อสังคมออนไลน์แทบทุกแพลตฟอร์ม นอกจากอุปกรณ์สื่อสารแล้ว หลายหน่วยยังได้รับกล้อง Action Camera เพื่อใช้บันทึกเหตุการณ์สำคัญระหว่างการปะทะ ขณะเดียวกัน ทหารแนวหน้าจำนวนไม่น้อยก็ต้องการเก็บบันทึกช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของตนเองและถ่ายทอดประสบการณ์จากแนวรบให้สังคมได้รับรู้ ในช่วงแรกของการสู้รบ มาตรการควบคุมข้อมูลออนไลน์หรือความมั่นคงปลอดภัยทางปฏิบัติการ (OPSEC) ยังไม่ได้เข้มงวดมากนัก ประกอบกับทหารหลายคนมีบัญชีโซเชียลมีเดียอยู่แล้ว จึงเริ่มเผยแพร่ภาพและเรื่องราวจากแนวหน้าออกสู่สาธารณะ
การเกิดขึ้นของ “ครีเอเตอร์จากแนวหน้า” กลายเป็นปัจจัยที่เปลี่ยนเกมการควบคุมสื่อของกองทัพ ทหารจำนวนหนึ่งใช้ช่องทางที่แพลตฟอร์มเปิดโอกาสให้สร้างรายได้จากเนื้อหาที่ผลิตขึ้นเองกอบโดยเม็ดเงินผ่านยอดเข้าชม โดยเฉพาะภาพชีวิตประจำวันและเหตุการณ์จากแนวรบ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้คนจำนวนมากโหยหาและต้องการเห็นภาพปฏิบัติการรบที่สมจริง ยิ่งมีการเผยแพร่เนื้อหาถี่ขึ้นและมียอดผู้ชมเพิ่มขึ้น ครีเอเตอร์บางรายที่เปิดสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มก็ได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ สื่อจากต้นทางเหล่านี้ยังถูกเพจพลเรือนจำนวนมากนำไปดัดแปลงและเผยแพร่ต่อเพื่อสร้างยอดเข้าชมของตนเอง ส่งผลให้การไหลเวียนของข้อมูลขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีข้อสังเกตว่ายอดโพสต์จากเพจที่ไม่เป็นทางการจะเพิ่มสูงกว่าเพจทางการระหว่างหยุดยิvในการปะทะรอบแรก และพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงการปะทะระลอกที่สองเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2568

ภาพ 10 ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กซึ่งถูกระบุว่าเป็นทหารสังกัดกรมทหารพรานที่ 26 ค่ายปักธงชัย โพสต์คลิปวิดีโอสั้น มุมกล้องคล้ายกล้องแอ็กชันแคม มุมมองแบบบุคคลที่หนึ่ง โพสต์เมื่อ 10 ธันวาคม 2568 ตรงกับช่วงสถานการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา รอบสอง เป็นตัวอย่างหนึ่งของ “ครีเอเตอร์จากแนวหน้า” ที่มา: Fb/Kanchit Kaewpikul https://www.facebook.com/reel/872470268566254

ภาพ 11 ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กรายหนึ่งซึ่งถูกระบุว่าเป็นทหารสังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 13 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 3 โพสต์คลิปวิดีโอสั้นเล่าถึงเหตุการณ์ที่ระบบยิvจรวดหลายลำกล้อง BM-21 Grad จากฝั่งกัมพูชายิvโจมตีใกล้พื้นที่ตั้งปืนใหญ่ โดยคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 หรือราว 5 เดือนหลังการปะทะระลอกที่สอง ที่มา: Fb/วโรดม ฝอยทอง https://www.facebook.com/reel/2143435639789763

ภาพ 12 ผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก “ครัวโวยวาย” ซึ่งจากการตรวจสอบเนื้อหาที่เผยแพร่ของเพจ พบว่าปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ได้นำคลิปที่บันทึกไว้ระหว่างการปะทะไทย-กัมพูชารอบที่สอง เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 มาเผยแพร่ใหม่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 กรณีดังกล่าวสะท้อนปรากฏการณ์ “ครีเอเตอร์จากแนวหน้า” ที่นำภาพในช่วงปฏิบัติการทางทหารมาสื่อสารต่อสาธารณะผ่านโซเชียลมีเดีย ที่มา: Fb/ครัวโวยวาย https://www.facebook.com/reel/3368577753302310

ภาพ 13 กัน จอมพลัง หรือ กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ (นั่งหันหลัง) โพสต์ภาพเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ขณะอยู่บนแนวตู้คอนเทนเนอร์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ใกล้บ้านทมอดา (Thmar Da Commune) อำเภอเวียลเวง จังหวัดโพธิสัตว์ ฝั่งกัมพูชา และช่องทางธรรมชาติบ้านท่าเส้น ตำบลแหลมกลัด อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างสองประเทศ ปัจจุบันกองทัพไทยเข้าควบคุมพื้นที่กาสิโนและบริเวณโดยรอบ พร้อมจัดสร้างแนวป้องกันเพิ่มเติม โดยทีมงานของกัน จอมพลัง มีส่วนสนับสนุนการก่อสร้างรั้วและแนวป้องกันในหลายจุดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
กัน จอมพลัง ซึ่งผู้ติดตามในเฟซบุ๊กกว่า 10 ล้านคน หนึ่งในอินฟลูเอนเซอร์ที่เผยแพร่ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ และรายงานสถานการณ์จากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชามาตั้งแต่ก่อนการปะทะ เนื้อหาของเขามักถูกเผยแพร่ต่ออย่างกว้างขวางข้ามแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และได้รับการนำเสนอซ้ำโดยสื่อมวลชนกระแสหลัก เป็นตัวอย่างของ “ครีเอเตอร์จากแนวหน้า” ที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของสาธารณะต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง
เขาแนะนำตัว (Bio) บนเฟซบุ๊ก โดยระบุช่องทางสนับสนุนมูลนิธิ “กันจอมพลัง ช่วยสู้” ซึ่งดำเนินงานช่วยเหลือเด็ก สตรี ผู้ยากไร้ ผู้ประสบภัยพิบัติ และผู้ที่เข้าไม่ถึงความช่วยเหลือหรือกระบวนการยุติธรรม ผ่านบัญชีธนาคารกสิกรไทย และติดต่อซื้อข้าวจอมพลังผ่าน LINE “@gun1” สะท้อนให้เห็นบทบาทของอินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถระดมทรัพยากรและความช่วยเหลือผ่านเครือข่ายผู้ติดตามจำนวนมากได้ด้วย
ที่มา: Fb/กันจอมพลัง https://www.facebook.com/half/p/1BF5SDFCNZ/
ในทางวิชาการปรากฏการณ์ดังกล่าวถูกอธิบายผ่านสิ่งที่เรียกว่า “Battle Influencers” คือการที่ทั้งทหารและพลเรือนออกมาเล่าเรื่องสงคราม ทั้งใช้ภาพเหตุการณ์จริงจากสนามรบ หรือข้อมูลมือสองที่นำมาผลิตซ้ำ แต่จุดที่มีร่วมกันคือ นำมาเล่าด้วยท่าทีที่ใส่ความบันเทิง และเน้นรูปแบบการนำเสนอเพื่อสร้างการเข้าถึงมากกว่าความหนักแน่นของเนื้อหา และปรับการนำเสนอของตนเองไปตามทิศทางของอัลกอริทึมของแพลทฟอร์ม (Divon, T., & Eriksson Krutrök, M., 2025) โดยเฉพาะการติดแฮชแท็ก และบ่อยครั้งอินฟลูเอนเซอร์กลุ่มดังกล่าวก็เข้ามามีบทบาทนำในการก่อทิศทางกระแสสังคมที่มีต่อสงคราม
แน่นอนว่ากองทัพเองก็รับรู้ในประเด็นดังกล่าว พลตรี.วินธัย โฆษกกองทัพบกอธิบายในประเด็นดังกล่าวว่า การที่ทหารจากแนวหน้าอยากเล่าเรื่องราวในสนามรบย่อมเป็นผลดีต่อกองทัพ เพราะประชาชนจะได้เห็นความเป็นไปของสงคราม ได้รู้ว่ากองทัพทำอะไรอยู่ รวมถึงยังเป็นการช่วยสร้างกระแสผ่านแฮชแท็ก และประเด็นที่กองทัพอยากผลักดัน ซึ่งกองทัพเองก็ไม่ได้เข้าไปห้ามหรือบังคับไม่ให้ทหารเผยแพร่ แต่จะเข้าไปในลักษณะของการสร้างคำแนะนำว่า หากจะนำเสนอเรื่องราวของแนวหน้าผ่านช่องทางส่วนตัวก็อาจจะต้องเข้มงวดเรื่องการแต่งกายหรือภาพลักษณ์ในนามกองทัพเพิ่มขึ้น
ความสำเร็จของสนามรบออนไลน์นั้นแทบจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกมุมโลก พลเมืองในแนวหลังสามารถรู้ทุกความเคลื่อนไหวแทบจะรายนาทีของแนวปะทะ จนแทบจะหลายเป็นอีกหนึ่งความบันเทิงที่สามารถเสพได้รายวัน ความอันตรายนี้มีแนวโน้มที่ความรุนแรงของสงครามและเรื่องทางการทหารกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน เพราะสงครามและความโหดร้ายถูกย่อส่วนให้เสพได้ผ่านหน้าจอ
แนวปะทะออนไลน์สงบ แต่สงครามในชีวิตจริงไม่มีวันจบ
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี สื่อมวลชนอาวุโส อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร วิเคราะห์ปฏิบัติการทางทหารของแต่ละเหล่าทัพบนโลกออนไลน์ในการปะทะทั้งสองระลอกที่ผ่านมาว่า สิ่งที่กองทัพกำลังทำอยู่นั้นไม่ต่างจากการทำสงครามจิตวิทยาในอดีต “ประชาชน” ยังคงเป็นเป้าหมายหลักของการสื่อสารในภาวะสงครามมาโดยตลอด เพราะกองทัพจำเป็นที่จะต้องอาศัยฉันทามติร่วมในการทำสงครามจากพลเรือน และธำรงความชอบธรรมของกองทัพเอาไว้
สิ่งที่จะทำให้ประชาชนในประเทศยอมรับการกระทำของกองทัพ หนึ่งในนั้นคือการทำเสมือนว่าการรบนี้โปร่งใสที่สุด รวมถึงการนำเสนอภาพจริงจากสนามรบโดยเฉพาะเรื่องราวความทุกข์ยาก อดทน และไม่ย่อท้อของทหารในแนวหน้า ซึ่งกลวิธีไม่ต่างจากครั้งที่สหรัฐฯ ใช้สื่อมวลชนถ่ายทอดเรื่องราวของทหารในสงครามเวียดนาม หน้าหนังสือพิมพ์เต็มไปด้วยเรื่องราวแร้นแค้นของพลทหาร ก่อนเรื่องจะแดงในภายหลังเมื่อสื่อเริ่มนำเสนอภาพความเลวร้ายอีกด้านที่เกิดขึ้นกับพลเรือนบริสุทธิ์ที่ถูกทหารสหรัฐสังหาร
เช่นเดียวกับกองทัพไทย สุภลักษณ์มองว่าปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทว่าเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้เรื่องราวเดินทางไปเร็วขึ้นโดยที่ไวยากรณ์การรบไม่ต่างกัน แต่ในครั้งนี้กองทัพวางตัวเป็นผู้กำหนดอัลกอริทึมผ่านแฮชแท็กในแต่ละช่วงตามที่ปรากฏและแม้ว่าการรบพุ่งจะสงบลงแล้ว กองทัพก็ยังคงรักษาสถานะความตึงเครียดเอาไว้ไม่ขาด เพราะตราบใดที่ยังมีความไม่สงบเกิดขึ้น ความรู้สึกว่ากองทัพยังเป็นสิ่งจำเป็นและการรบเป็นสิ่งอันควรก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
สื่อมวลชนอาวุโสยังเน้นย้ำว่าสิ่งที่น่าเป็นกังวลและยังคงไม่ถูกพูดถึงคือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะกระแสความเกลียดชังฝั่งตรงข้ามที่ซึมลึกลงไปในหมู่พลเรือนด้วยกันที่ค่อยๆ ชาชินกับภาพความรุนแรงของสงครามผ่านหน้าจอมือถือ ยังไม่รวมถึงเรื่องราวของผู้คนที่ได้รับผลกระทบทางตรงจากสงครามในพื้นที่ชายแดน ที่แทบจะไม่เคยได้รับการเอ่ยถึงในหน้าสื่อ ไปจนถึงชีวิตของทหารที่พิการหลังการปะทะ ในฐานะของคนทำงานสื่อสาร สุภลักษณ์เสนอว่า สื่อมวลชนควรหันมานำเสนอเรื่องเหล่านี้แทนเพราะมันคือชีวิตของประชาชนจริงๆ ที่ต้องอยู่กับสงครามชีวิตที่ไม่มีวันจบ
หากประเมินเรื่องความสำเร็จของสมรภูมิดิจิทัล แทบจะเรียกได้ว่ากองทัพไทยประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด ยุทธศาสตร์การสื่อสารที่ไม่ต่างการจากการทำแบรนด์สินค้านั้นติดตลาดอย่างรวดเร็ว สามารถนำกระแสสังคมไปในทางที่กองทัพอยากให้เป็นได้จนแทบจะปราศจากข้อคัดค้านในทางการรบ มากไปกว่านั้น ระบบการสร้างรายได้และอัลกอริทึมของแพลทฟอร์มยังเป็นแรงส่งให้พลเรือนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้เกิดสงคราม ที่แม้ปัจจุบันแนวปะทะบนผืนดินจะสงบลงไปแล้วหากแต่ผลตกค้างที่ยังไม่มีใครประเมินคือ ความสูญเสียในทางการทูตต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา และความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับคนในพื้นที่
อ้างอิง
1. Pysarenko, N. V. (2025). Protection power branding: Shaping the image of the navy and the grunt via digital advertising. Bulletin of the Academy of Labor, Social Household members and Tourism. Sequence: Economics, Psychology and Management, (3), 1–8. https://doi.org/10.54929/3041-2390-2025-03-01-06
2. Divon, T., & Eriksson Krutrök, M. (2025). The upward push of battle influencers: Creators, platforms, and the visibility of war zones. Platforms & Society, 2, 1–18. Scheme online publication. https://doi.org/10.1177/29768624251325721












