
ที่ประชุมสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติรับคดีโกงสอบท้องถิ่นไต่สวนเป็นคดีพิเศษ กล่าวหา 6,014 คน แบ่งเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ 22 ราย และกลุ่มผู้ร่วมแก้ไขคำตอบและนายหน้า 33 ราย อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 2 รายโดนด้วย
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. ) ในฐานะโฆษกสำนักงาน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แถลงว่า ตามที่สำนักงาน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้เคยแจ้งความคืบหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบเพื่อช่วยเหลือให้สอบผ่าน โดยจะรวบรวมพยานหลักฐานและเสนอต่อคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พิจารณาดำเนินการไต่สวนและดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้น
สำนักงาน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ขอแถลงกรณีดังกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้มีการรวบรวมข้อมูล และพยานหลักฐานในเรื่องดังกล่าวแล้ว พบว่า จากข้อเท็จจริงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กับพวก ดำเนินโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบเพื่อช่วยเหลือให้สอบผ่าน ซึ่งมีพยานหลักฐาน
เพียงพอที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตต่อไปได้ อีกทั้งเรื่องดังกล่าวยังเป็นเรื่องกล่าวหา
ที่มีความสำคัญระดับประเทศที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และยังเป็นเรื่องที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ซึ่งเข้าลักษณะเป็นคดีพิเศษตามแนวทางในการพิจารณาและการบริหารคดีพิเศษ จึงได้นำเสนอคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พิจารณารับเรื่องกล่าวหาดังกล่าวไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษในวันนี้
คณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้พิจารณาแล้ว มีมติให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีดำเนินโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบเพื่อช่วยเหลือให้สอบผ่าน ไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ โดยตั้งคณะกรรมการ ไต่สวน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 51 เพื่อดำเนินการไต่สวนกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนี้
1. ผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
2. กลุ่มบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดสอบ และประกาศผลสอบ
3. กลุ่มบุคคลที่ไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้แก่ กลุ่มบุคคลที่แก้ไขคะแนนของผู้เข้าสอบ กลุ่มนายหน้าเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบ และกลุ่มบุคคลที่ได้รับการแก้ไขคะแนนในกระดาษคำตอบ
4. บุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
ทั้งนี้ ในการดำเนินการไต่สวนเรื่องกล่าวหาข้างต้น สำนักงาน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จะได้ประสานความร่วมมือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอพนักงานเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานดังกล่าว มาเป็นผู้ช่วยเหลือคณะกรรมการไต่สวน ต่อไป
จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ นอกจากมีมติเป็นเอกฉันท์ รับคำร้องคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นเป็นคดีพิเศษ และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน โดยมีนายสุชาติ ตระกูลเกษม ประธานคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นเจ้าของสำนวนแล้ว
ยังมีรายงานว่า นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ กรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ขอถอนตัวออกจากคดีนี้ เนื่องจากภรรยาเป็นกรรมการกลางการสอบแข่งขัน ถูกกล่าวหามีส่วนข้องในคดีนี้
มีรายงานว่า คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหา 6,014 คน แบ่งเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ 22 ราย และกลุ่มผู้ร่วมแก้ไขคำตอบและนายหน้า 33 ราย โดย 2 ใน 6,014 คน มี ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ระหว่าง 29 ก.ค.2568 – 11 พ.ย. 2568 และนายธีรุตม์ ศุกวิบูลย์ผล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ระหว่าง 12 พ.ย. 2568 – 24 มิ.ย. 2569












