
“เหตุใดฉันขอสามี ให้เรามีชีวิตสมรสแบบเปิดกว้าง หลังจากอยู่กินกันมากว่า 10 ปี” นักเพศวิทยามีคำอธิบาย

ที่มาของภาพ : Ilana Eleá – Private Archive
- Author, มารีนา รอสซี
- Position, บีบีซีแผนกภาษาบราซิล,
- Reporting from, รายงานจากนครเซาเปาโล
ในวันครบรอบแต่งงานปีที่ 10 อิลานา เอเลอา ซึ่งเป็นนักเขียน นักการศึกษา และนักเพศวิทยา ได้หยิบยกข้อเสนอหนึ่งขึ้นมาคุยกับสามี ซึ่งมันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตสมรสของทั้งคู่ไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือการก้าวออกจากความสัมพันธ์แบบคู่เดียว และก้าวไปสู่ความสัมพันธ์แบบเปิด
เอเลอาเป็นชาวบราซิล เธอจบการศึกษาด้านบำบัดทางเพศจากสถาบันเพศวิทยาคลินิกร่วมสมัย (Up-to-the-minute Institute of Medical Sexology) และอาศัยอยู่ในสวีเดนมาตั้งแต่ปี 2011
เธอศึกษาเรื่องความสัมพันธ์แบบเปิด (birth relationship) มาระยะหนึ่งแล้ว ระหว่างที่เขียนหนังสืออีโรติกเรื่อง เอ็มมากับเรื่องเพศ (Emma and Intercourse) ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกในนิยายชุดที่มีตัวละครหลักชื่อว่า เอ็มมา โดยเอเลอาอาศัยการสำรวจแนวคิดต่าง ๆ ที่เธอค้นคว้ามาอย่างยาวนาน
สามีของเธอตอบรับข้อเสนอนั้น และทั้งคู่ฉลองด้วยการชนแก้วแชมเปญ 5 ปีผ่านไป ทั้งสองอธิบายความสัมพันธ์ของตนเองในปัจจุบันว่าเป็นแบบ “ผสมผสาน” และมองว่ารูปแบบความสัมพันธ์ดังกล่าวค่อนข้างประสบความสำเร็จ
ทว่า เอเลอาไม่ได้มองเรื่องนี้อย่างโรแมนติกนัก
“1 ใน 3 ของความสัมพันธ์แบบเปิด มักจบลงด้วยการยุติความสัมพันธ์” เธอกล่าว “แต่ตัวเลขนี้ก็เป็นค่าเฉลี่ยเดียวกันกับความสัมพันธ์แบบคู่เดียว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือมันไม่ได้สำคัญมากนัก ดังนั้นจึงควรเลือกรูปแบบความสัมพันธ์ที่คุณรู้สึกว่าเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด”
ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกขาดและด้วยความยินยอมของทุกฝ่าย

ที่มาของภาพ : Erdark thru Getty Photos
เอเลอายึดถือแนวคิดเรื่องความสัมพันธ์แบบไม่ผูกขาดและได้รับความยินยอมจากทุกฝ่าย ซึ่งเป็นคำครอบคลุมที่หมายถึงผู้ที่มีคู่สัมพันธ์หรือคู่นอนหลากหลายรูปแบบ
ลักษณะเด่นของความสัมพันธ์ลักษณะนี้ คือ “การเปิดเผยต่อทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา”
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed readingได้รับความนิยมสูงสุดof ได้รับความนิยมสูงสุด
ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญบางคนจึงเรียกแนวคิดดังกล่าวว่า “ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกขาดอย่างมีจริยธรรม หรืออย่างมีความรับผิดชอบ” เพื่อแยกรูปแบบความสัมพันธ์ดังกล่าวออกจากการนอกใจ
“แนวคิดนี้หมายถึงความสัมพันธ์ทุกรูปแบบที่เกิดขึ้น ต้องได้รับความยินยอมจากทุกฝ่าย และทำให้มันมีความยืดหยุ่นในบางกรณีหรือในระดับใดระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางอารมณ์ ความรู้สึกรักใคร่ ความโรแมนติก หรือเรื่องทางเพศ” เอเลอา อธิบาย
อย่างไรก็ตาม เธอแยกความแตกต่างระหว่างความสัมพันธ์แบบเปิดกับสิ่งที่เรียกว่าความสัมพันธ์แบบมีคนรักหลายคน หรือ โพลีแอมอรี (polyamory)
“ความสัมพันธ์แบบเปิดมักเอื้อให้มีอิสระทางเพศโดยไม่รวมความโรแมนติก เป็นการพบกันแบบไม่ผูกพัน ไม่ตกหลุมรัก ขณะที่โพลีแอมอรีโอบรับทั้งความรักและแรงปรารถนา รวมถึงสิ่งที่เรียกว่าพลังงานของความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ซึ่งคือความตื่นเต้นของการตกหลุมรักอีกครั้ง”
ตัวเอเลอาเองปฏิบัติตามสิ่งที่เธอเรียกว่า “ข้อตกลงแบบผสมผสาน ที่เน้นความรู้สึก ความรัก และความเห็นอกเห็นใจ”
“ขาของฉันก้าวเข้าไปอยู่ในโพลีแอมอรีข้างหนึ่ง” เธอกล่าว “ไม่ถึงกับเต็มตัว แต่ด้วยแนวคิดที่ว่ามนุษย์สามารถรักและมีความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกกับคนมากกว่า 1 คนได้ สามีของฉันชอบความสัมพันธ์แบบพบกันชั่วคราว และเราพูดคุยเรื่องเหล่านี้กัน”
คิดถึงความสัมพันธ์ของคุณ

ที่มาของภาพ : Getty Photos
จากประสบการณ์ของเอเลอา จุดเริ่มต้นที่พบบ่อยที่สุดของคู่รักที่มีความสัมพันธ์แบบเปิด คือ แนวทางที่เรียกว่า “ไม่ถาม ไม่บอก”
“ประมาณว่า ‘ฉันคิดว่าข้อยกเว้นอาจเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้หรือไม่ใช่เรื่องที่เราสองคนปรารถนา แต่ฉันไม่อยากรู้หรอก อย่าบอกฉัน และฉันก็จะไม่ถาม'” เอเลอาอธิบาย
เธอเตือนว่ารูปแบบเช่นนี้มักจบด้วยความล้มเหลว เพราะขาดความซื่อสัตย์และการสื่อสารที่ดี
“สิ่งที่ตั้งใจจะทำให้คนใกล้ชิดกันมากขึ้น กลับกลายเป็นการสร้างระยะห่าง” เธอกล่าว
ก่อนจะพูดคุยกับคู่ของตนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเปิดความสัมพันธ์ เอเลอาแนะนำให้ “สำรวจอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง” เสียก่อน
“ลองคิดทบทวนความสัมพันธ์ของคุณว่ามีอะไรที่ขาดหายไป ความปรารถนาและขอบเขตของคุณคืออะไร เขียนจินตนาการของคุณออกมาอย่างซื่อสัตย์ มันไม่มีใครล่วงรู้ได้หรอก มันเป็นสิ่งที่มีแต่คุณเท่านั้นที่รู้” เธอกล่าว
ความสัมพันธ์แบบเปิดยังต้องอาศัยการสนทนาและความเห็นอกเห็นใจด้วย
“มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่เติบโตมากับแนวคิดที่บอกว่าความสัมพันธ์แบบคู่เดียวคือวิธีรักที่สูงส่งที่สุด และเป็นสัญลักษณ์ของความเคารพและความซื่อสัตย์ระหว่างคนที่รักกัน” เอเลอา กล่าว
“ข้อตกลงต่าง ๆ เกิดขึ้นจากการพูดคุยตกลงกันว่าพวกเราจะดำเนินความสัมพันธ์เช่นนี้ไปได้สุดแค่ไหน กับใคร และสิ่งสำคัญคือพวกเราไม่ควรเยาะเย้ยถากถางขอบเขตของกันและกัน แต่ควรพยายามทำความเข้าใจมัน” เธอกล่าว
เธอยังบอกด้วยว่าเครือข่ายการสนับสนุนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญเช่นกัน
“ลองไปอ่านเรื่องนี้เพิ่มเติม ฟังพอดแคสต์ มองหากลุ่มที่ตรงกับความสนใจของคุณ” ดร.เอเลอากล่าว
“อคติมีอยู่จริง ดังนั้นจึงควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจว่านี่คือวิธีหนึ่งที่ถูกต้องในการมีประสบการณ์ความรัก” เธอแนะนำ
เอเลอากล่าวเสริมว่า ความสัมพันธ์แบบเปิดไม่สามารถซ่อมแซมสิ่งที่พังทลายไปแล้วได้
“ลืมไปได้เลย” เธอกล่าว “มันไม่ใช่การบำบัดหรือทางเลือกสุดท้าย การเปิดความสัมพันธ์มักเกิดขึ้นอย่างมีสติและเป็นไปตามธรรมชาติ ในช่วงที่ความสัมพันธ์กำลังไปได้ดี และทั้งสองฝ่ายต้องการพัฒนามันไปด้วยกัน”
ความเกลียดชังและความหวัง

ที่มาของภาพ : Erik Thor/Private archive
เมื่อเอเลอาออกมาพูดถึงการเปลี่ยนแปลงในชีวิตสมรสของเธอต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก เธอได้รับความคิดเห็นที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังนับพันข้อความ
“บางข้อความก็ไร้สาระมาก เช่น ‘คุณทำแบบนี้เพราะไม่อยากเสียผู้ชายของคุณไป'” เธอเล่าย้อนความทรงจำ
ทว่าในขณะเดียวกัน เธอก็ได้รับการสนับสนุนเช่นกัน รวมถึงจดหมายจากคู่รักที่รู้สึกว่าตนเองได้รับพลังใจให้กล้าเปิดบทสนทนาเหล่านี้
“ไม่มีใครเกิดมาเป็นคนรักเดียวใจเดียวโดยธรรมชาติ” เอเลอาโต้แย้ง
“ไม่มีใครถูกถามด้วยซ้ำว่าอยากเป็นหรือไม่ แต่กฎหมาย ความเชื่อ นิทาน เทพนิยาย ความคาดหวังของครอบครัว ทุกอย่างล้วนชี้นำให้มองว่าความรักต้องมีคนรักได้ทีละคนเท่านั้น ในเชิงประวัติศาสตร์ ผู้ชายมีอิสระ ขณะที่ผู้หญิงกลับถูกตีตรา” เธออธิบาย
เธอกล่าวว่าระบบนี้ผูกโยงอยู่กับเรื่องการสืบทอดมรดก ศาสนา และวงศ์ตระกูล
“ระบบคู่รักเดียว เสมือนเป็นสิ่งที่ถูกบังคับกลาย ๆ บนสมมติฐานว่าความสัมพันธ์แบบคู่เดียวเป็นสิ่งที่ดีงาม บริสุทธิ์ มีคุณธรรม และตีตราผู้ที่เบี่ยงเบนออกไปจากกรอบความคิดนั้น”

ที่มาของภาพ : Getty Photos
แล้วเอเลอามีความสุขมากขึ้นหรือไม่ในตอนนี้ ?
“แน่นอน ไม่ต้องสงสัยเลย” เธอกล่าว
“แต่ก็เกี่ยวข้องกับตัวตนของฉันในวันนี้ด้วย เมื่อ 15 ปีก่อน หลังจากเผชิญบาดแผลทางใจและการถูกทรยศ ฉันคงไม่พร้อมกับความสัมพันธ์รูปแบบนี้แน่ ๆ การผูกขาดคนรักอยู่ที่คนใดคนหนึ่งเคยทำให้ฉันรู้สึกมั่นคง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความปรารถนาเช่นนั้นก็ค่อย ๆ จางหาย ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป เพราะความสัมพันธ์ระยะยาวราว 40% กลายเป็นการแต่งงานที่ไร้ชีวิตชีวาในเรื่องทางเพศ”
ความสัมพันธ์แบบเปิดยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับความซื่อสัตย์และอิสรภาพในความเห็นของเธอด้วย
“ทำไมความรักจะต้องจบลง เพียงเพราะผู้คนคิดว่ามีวิธีรักได้แค่วิธีเดียว” เธอตั้งคำถาม













