เหตุใดรัสเซียจึงไม่อยู่ในบัญชีกำแพงภาษีของทรัมป์ ?

ที่มาของภาพ : Reuters

สื่อท้องถิ่นในรัสเซียรายงานว่า การที่ไม่ปรากฏชื่อของรัสเซีย ในบัญชีกำแพงภาษีของทรัมป์ ได้สร้างความผิดหวังใหักับหลายชาติในโลกตะวันตก

Article data

  • Creator, วิตาลี เชฟเชนโก
  • Role, บรรณาธิการข่าวรัสเซีย แผนกบีบีซี มอนิเตอริง

มีหนึ่งประเทศที่ไม่ได้ถูกบรรจุลงในบัญชีประเทศคู่ค้าของสหรัฐอเมริกาที่ถูกตั้งกำแพงภาษีนำเข้าโดยประธานาธิบดีทรัมป์ นั่นคือ “รัสเซีย”

เว็บไซต์ Axios ในสหรัฐฯ อ้างคำกล่าวของ แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ที่ว่า นี่เป็นเพราะมาตรการคว่ำบาตรที่ยังคงดำเนินอยู่ต่อรัสเซีย “ขัดขวางการค้าที่มีความหมายใด ๆ” และระบุด้วยว่า คิวบา เบลารุส และเกาหลีเหนือ ก็ไม่ได้อยู่ในบัญชีดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม มีหลายชาติที่แม้จะมีการค้ากับสหรัฐฯ น้อยกว่าประเทศเหล่านี้ อย่าง ซีเรีย แต่กลับอยู่ในบัญชีดังกล่าว ทั้งนี้ ซีเรียมีมูลค่าการส่งออกเพียง 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีที่แล้ว ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ ที่อ้างอิงโดย Trading Economics

สหรัฐฯ เริ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียครั้งใหญ่หลังจากรัสเซียบุกยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 ทั้งนี้ ทรัมป์มีทัศนคติที่เป็นมิตรต่อรัสเซียมากกว่าไบเดนนับตั้งแต่กลับเข้าทำเนียบขาว

ทรัมป์ให้ความสำคัญกับการยุติสงครามในยูเครนเป็นอันดับแรก ๆ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียอยู่ในกรุงวอชิงตันในสัปดาห์นี้ เพื่อรอการประชุมกับคณะผู้บริหารของทรัมป์ เนื่องจากการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวยังคงดำเนินไป

เรื่องแนะนำ

เดือนที่แล้ว ทรัมป์ขู่ว่าจะออกมาตรการภาษีด้วยการขึ้นภาษีนำเข้า 50% ต่อประเทศที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย หากว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียยังไม่ยอมรับข้อตกลงหยุดยิv

ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สื่อรัสเซียชี้ว่าประเทศของพวกเขาไม่อยู่ในรายชื่อประเทศที่ถูกตั้งกำแพงภาษีดังกล่าว เนื่องจากยังมีมาตรการคว่ำบาตรอื่น ๆ อยู่

“ไม่มีมาตรการกำแพงภาษีใดต่อรัสเซีย แต่ไม่ได้เป็นเพราะรัสเซียได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ เพียงแต่เป็นเพราะชาติตะวันตกได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อประเทศของเราอยู่แล้ว” สถานีโทรทัศน์ Rossiya 24 ของรัฐบาลรัสเซียระบุ

สถานีโทรทัศน์ Rossiya 1 ซึ่งเป็นช่องในเครือเดียวกัน รายงานว่า รัสเซียไม่ได้อยู่ในบัญชีดังกล่าว “ได้สร้างความผิดหวังให้กับหลายประเทศในโลกตะวันตก”

สื่อมวลชนที่ทางการรัสเซียควบคุมหลายแห่งได้อ้างอิงถึง สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐเป็นพิเศษ โดยเขาให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ (Fox Recordsdata) ว่า “รัสเซีย และเบลารุส พวกเราไม่ได้ค้าขายด้วย พวกเขากำลังถูกคว่ำบาตร”

จากข้อมูลของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา ระบุว่า การนำเข้าสินค้าจากรัสเซียมีมูลค่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 119,000 ล้านบาท) ในปี 2024 สินค้าส่วนใหญ่ ประกอบด้วย ปุ๋ยเคมี เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ และโลหะบางชนิด ตามการรายงานของสื่อรัสเซียและ Trading Economics

ขณะที่การรายงานข่าวของสื่อรัสเซียบางแห่งก็มีสุ้มเสียงเยาะเย้ย อย่างสถานีโทรทัศน์ NTV ซึ่งสนับสนุนทางการรัสเซียรายงานว่า ทรัมป์ปฏิบัติตัวต่อชาติพันธมิตรในยุโรปราวกับ “ข้าทาส” ที่ตอบโต้ได้เพียงส่งเสียง “ครวญครางออกมา”

และยังมีสื่อมวลชนอีกหลายแห่ง อย่างเช่น สถานีโทรทัศน์ Zvezda TV ซึ่งดำเนินการโดยกระทรวงกลาโหมของรัสเซีย ตั้งข้อสังเกตว่า เกาะเฮิร์ดและหมู่เกาะแมคโดนัลด์ที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ได้ถูกรวมอยู่ในบัญชีกำแพงภาษีของทรัมป์ด้วย

“ดูเหมือนว่านกเพนกวินบางตัวจะต้องจ่ายภาษี 10% นั้นด้วย” สถานีโทรทัศน์ Zvezda TV ระบุ

ในขณะเดียวกัน ยูเครนก็กำลังเผชิญกับการเรียกเก็บภาษีสำหรับสินค้าที่จะนำเข้าไปยังสหรัฐฯ 10% ด้วย

ยูเลีย สวิริเดนโก รองนายกรัฐมนตรียูเครน ระบุว่ามาตรการทางภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่

เธอยังกล่าวเสริมอีกว่า ยูเครน “กำลังดำเนินการเพื่อให้ได้เงื่อนไขที่ดีขึ้น”

รองนายกรัฐมนตรียูเครน ระบุอีกว่า ในปี 2024 การส่งออกสินค้าจากยูเครนไปยังสหรัฐฯ มีมูลค่า 874 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2.98 หมื่นล้านบาท) ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.16 แสนล้านบาท)

“ยูเครนมีสิ่งดี ๆ มากมายที่จะมอบให้กับสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรและหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้” เธอกล่าวเสริม “การกำหนดภาษีศุลกากรที่เป็นธรรมจะส่งผลดีต่อทั้งสองประเทศ”

แม้ว่ามูลค่าการค้าดังกล่าวจะไม่สูงมากนัก แต่ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ให้การสนับสนุนด้านต่าง ๆ ที่สำคัญในการทำสงครามกับรัสเซีย ทรัมป์ได้โต้แย้งว่า สหรัฐฯ ใช้เงินไปราว 3-3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปกับความช่วยเหลือดังกล่าว ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า งบประมาณ 1.82 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือว่า “เหมาะสมแล้ว” สำหรับปฏิบัติการ “โอเปอเรชัน แอตแลนติก รีโซล์ฟ” (Operation Atlantic Unravel) ซึ่งครอบคลุมการฝึกอบรมทางทหารของสหรัฐฯ ในยุโรป และการเติมเต็มคลังแสงด้านการป้องกันของสหรัฐฯ

สหรัฐฯ ยังมีความพยายามที่จะบรรลุข้อตกลงในการเข้าถึงแร่ธาตุของยูเครน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างยูเครนและรัสเซียด้วย