
ปปง.อายัดทรัพย์ 1.3 ล้าน 27 รายการ คดี เจ้าหน้าที่อบต.วังโพรง ทุจริตโอนเงินหลวงเข้าบัญชีตัวเอง 132 ครั้ง เสียหายกว่า 44 ล้าน โดนร้อง ป.ป.ท.-ตำรวจปปป. อยู่ระหว่างไต่สวนข้อเท็จจริง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย. 45/2569 เรื่อง อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว รายนางสาวชญาภา กับพวก ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานขององค์การบริหารส่วนตำบลวังโพรง (อบต.วังโพรง) กรณีมีพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น เป็นทรัพย์สินจำนวน 27 รายการ ส่วนใหญ่เป็นเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 1,347,514.23 บาท พร้อมดอกผล (ดูเอกสารท้ายข่าว)
คำสั่งระบุพฤติการณ์ว่า ระหว่างวันที่ 24 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 นางสาวชญาภา ซึ่งมีหน้าที่จัดการหรือรักษาเงิน ได้อาศัยอำนาจหน้าที่โอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของ อบต.วังโพรง เข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวผ่านระบบ KTB Company On-line รวมจำนวน 132 ครั้ง คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นรวม 44,385,950 บาท เป็นเหตุให้องค์การบริหารส่วนตำบลวังโพรงได้รับความเสียหาย พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 157 ปัจจุบันเรื่องอยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
คำสั่งมีรายละเอียดดังนี้
@เปิดรายละเอียดคำสั่ง-รับเรื่องจาก ป.ป.ท. และ บก.ปปป.
คำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย. 45/2569 เรื่อง อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว
ด้วยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ได้รับรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) และกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เรื่อง รายงานการดำเนินคดีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ รายนางสาวชญาภา กับพวก ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานอาศัยอำนาจหน้าที่ที่ตนมีจัดการหรือรักษาเงิน กระทำการทุจริตโอนเงินของทางราชการเข้าบัญชีตนเอง
@พฤติการณ์โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว 132 ครั้ง เสียหาย 44 ล้าน
พฤติการณ์คือ ในช่วงระหว่างปี 2564 – 2566 นางสาวชญาภา ได้โอนเงินจากบัญชีขององค์การบริหารส่วนตำบลวังโพรง เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทยของตนเอง ผ่านระบบ KTB Company On-line อย่างต่อเนื่องรวม 132 ครั้ง เป็นเงินกว่า 44.3 ล้านบาท ซึ่งพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ประจำจังหวัดพิษณุโลก ดำเนินการตามกฎหมาย โดยคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้มีมติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 มอบหมายคณะผู้ไต่สวนเบื้องต้นเพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง อันเข้าลักษณะเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า นางสาวชญาภา กับพวก ได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว
@ยึดอายัด 1.3 ล. 27 รายการ
ในการนี้ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คณะกรรมการธุรกรรมได้มอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน และจากการรวบรวมพยานหลักฐาน ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน 27 รายการ พร้อมดอกผล
เนื่องจากทรัพย์สินในคดีนี้ส่วนใหญ่เป็นสังหาริมทรัพย์ประเภทเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ซึ่งสามารถโอน ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นได้โดยง่าย หากมิได้มีการออกคำสั่งให้อายัดไว้ชั่วคราว สำนักงาน ปปง. อาจไม่สามารถติดตามทรัพย์สินกลับคืนมาได้หากศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินในภายหลัง
อาศัยอำนาจตามมาตรา 34 (3) และมาตรา forty eight วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และมติคณะกรรมการธุรกรรมในการประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการธุรกรรมจึงมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว จำนวน 27 รายการ พร้อมดอกผล รวมราคาประเมินทั้งสิ้นประมาณ 1,347,514.23 บาท มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ตามบัญชีทรัพย์สินแนบท้ายคำสั่งนี้
ทั้งนี้ ในกรณีผู้ถูกอายัดหรือผู้มีส่วนได้เสียประสงค์จะขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัด ให้ยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อเลขาธิการ ปปง. พร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้องภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือ



















