สภาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ตามวุฒิสภาแก้ไข ไม่นิรโทษกรรม 112

ที่มาของภาพ : Getty Photography

Revealed เวลาอ่าน: 13 นาที

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามที่วุฒิสภาแก้ไข ด้วยคะแนนเสียง 306 ต่อ 141 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง

เมื่อสภาลงมติเห็นชอบด้วย จึงเป็นอันว่าร่างนี้ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ขั้นตอนหลังจากนี้ นายกรัฐมนตรีก็จะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ก่อนการลงมติ บรรดา สส. ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางโดยใช้เวลากว่า 3 ชม. โดยเฉพาะเนื้อหาในมาตรา 11 ที่กำหนดให้การกระทำที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ. นี้ ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีร้องขอ และคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเห็นสมควรเพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิด โดยใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา แต่ปรากฏว่า สว. ได้เพิ่มข้อความว่าห้าม “บังคับใช้กับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112” เข้าไป

บรรดา สส. พรรคร่วมรัฐบาลประกาศสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามที่วุฒิสภาแก้ไขมา เพราะมองว่าเป็นเพียงการปรับแก้ถ้อยคำ ไม่ใช่สาระสำคัญ

ขณะที่ สส. พรรคประชาชน (ปชน.) เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมระหว่าง สส. และ สว. เพื่อทบทวนสิ่งที่วุฒิสภาแก้ไขมาและพิจารณาบัญชีแนบท้ายให้รอบคอบ

ที่มาของภาพ : Getty Photography

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ไม่ต่ำกว่า 200 คน จะได้รับการนิรโทษกรรมจากร่างกฎหมายฉบับนี้

พรรคประชาชน: “ข้อแก้ไขของ สว. น่าผิดหวังอย่างยิ่ง”

จากนั้นนายสหัสวัต คุ้มคง สส. ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่าตนเองไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ไม่รวม ม.112 เข้าไปในการนิรโทษกรรม โดยเขาพยายามโน้มน้าวสภาว่าเหตุใดจึงควรรวมคดีนี้ให้เข้าไปอยู่ในการนิรโทษกรรมด้วย

เขาชี้ให้เห็นว่าในช่วงเวลาที่ประเทศเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง ม.112 ถูกใช้ในลักษณะใด ถูกใช้กับใคร “ถูกใช้เพื่อคุ้มครองสถาบันตามเจตนารมณ์ตามกฎหมายจริงหรือไม่ หรือในหลายกรณีถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง” ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งกลายเป็นจำเลยของรัฐ เพียงเพราะออกมาตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์ หรือเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยสันติ ด้วยเหตุนี้เขาจึงเห็นว่าสภาแห่งนี้ควรพูดเรื่องนิรโทษกรรม ม.112 อย่างมีวุฒิภาวะ

นายสหัสวัตอภิปรายต่อว่า หากไม่รวม ม.112 เข้าไปในการนิรโทษกรรม ก็ไม่อาจสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้ เพราะทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัติ และถูกมองว่าการนิรโทษกรรมนั้น “เป็นการเลือกปรองดองเฉพาะบางฝ่าย ให้อภัยเฉพาะบางคน และเลือกมองไม่เห็นเฉพาะบางบาดแผล”

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุด

Cease of ได้รับความนิยมสูงสุด

เขากล่าวต่อว่า ม.112 ไม่ได้มีปัญหาแค่เฉพาะโทษที่สูงมาก 3-15 ปี แต่ตัวเนื้อหาของกฎหมายก็เอื้อให้เกิดการตีความอย่างกว้างขวาง ทำให้มีความไม่แน่นอนอยู่ “กฎหมายนี้จึงไม่ได้ทำงานเฉพาะในศาล แต่ทำงานในความกลัวของผู้คน” ซึ่งนักกฎหมายและนักสิทธิมนุษชนเรียกว่าปรากฏการณ์ทางสังคมและกฎหมายที่ผู้คนหรือองค์กรเกิดความหวาดกลัวผลกระทบที่อาจตามมา (chilling attain) ส่งผลสะเทือนทำให้ผู้คนไม่กล้าพูด ไม่กล้าคิด หรือกล้าตั้งคำถาม แม้ในเรื่องงบประมาณ การบริหารราชการแผ่นดิน บทบาทของหน่วยงานรัฐ หรือการตรวจสอบนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดได้ในระบอบประชาธิปไตย

นายสหัสวัตบอกว่าหากพูดเรื่องนิรโทษกรรม ม.112 “อย่างซื่อตรงต่อประวัติศาสตร์” ต้องมองย้อนกลับไปว่าโทษที่สูงมากของกฎหมายนี้เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจในวันที่ 6 ต.ค. 2519 โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินออกคำสั่งฉบับที่ 41 แก้ไขเพิ่มโทษ ม.112 จากเดิมจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็น 3-15 ปี ซึ่งถือว่า “เป็นมรดกของยุคความมั่นคงเกิดจากการให้ประชาชนเงียบ แล้ววันนี้เยาวชนเป็นคนแบกรับผลในปัจจุบัน ถูกดำเนินคดี ถูกคุมขัง ถูกปฏิเสธสิทธิประกันตัว เพียงเพราะเขาเกิดมาในยุคที่ประชาชนตั้งคำถามมากขึ้น แต่กฎหมายยังติดกับความกลัวของรัฐเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว”

เขายืนยันว่าการนิรโทษกรรม 112 ไม่ใช่การช่วยคนบางกลุ่ม แต่เป็นการยอมรับว่ารัฐไทยเคยใช้กฎหมายอาญาเพื่อจัดการความขัดแย้งทางการเมืองเกินกว่าเหตุ และสังคมไทยไม่ควรปล่อยให้คนหนึ่งรุ่น ต้องจ่ายราคาของความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์แทนคนทั้งสังคม

นายสหัสวัตยังกล่าวถึงกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ “บุ้ง” นักกิจกรรมทางการเมืองกลุ่มทะลุวัง ซึ่งเสียชีวิตขณะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำในปี 2567 แต่คดีกลับถูกยกฟ้องในภายหลัง ซึ่งทำให้เห็นว่าการลงโทษคดี ม.112 ไม่ได้เริ่มต้นหลังมีคำพิพากษา แต่เริ่มลงโทษตั้งแต่วันที่ถูกกล่าวหา เนื่องจากหลายคนต้องใช้เวลาหลายปีในการสู้คดี แต่กลับถูกปฏิเสธสิทธิประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี

ที่มาของภาพ : Getty Photography

กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ออกมาประท้วงช่วงปี 2563-2565 กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มราษฎร” ไปจนถึง “ทะลุแก๊ซ” จำนวน 1,683 คน จะเข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรม แต่มีข้อกังวลจาก สส. บางส่วนว่าการไม่นิรโทษกรรมความผิด ม.112 เสมือนปิดประตูเยาวชนจำนวนหนึ่งที่ร่วมการประท้วงในห้วงเวลาดังกล่าว

ด้านนายวีรนันท์ ฮวดศรี สส. ขอนแก่น พรรค ปชน. อภิปรายว่าเขาไม่อาจเห็นด้วยกับการแก้ไขร่างกฎหมายฉบับนี้จากวุฒิสภาที่ส่งมายังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะมาตรา 11 วรรคท้ายที่เพิ่มเติมมาว่าไม่นิรโทษกรรมฐานความผิด ม.112

เขามองว่าการไม่ยอมให้นิรโทษกรรมฐานความผิดนี้ “จะสร้างเสริมสังคมที่สันติสุขได้อย่างไร หากเรายังเลือกฝังกลบ และสร้างประวัติศาสตร์บาดแผลให้กับคนบางกลุ่ม” โดยเฉพาะกลุ่มที่สมาชิกแก้ไขมานั้นเป็นกลุ่มเยาวชนที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี ซึ่งเป็นลูกหลานของประเทศนี้

“หลายคนบอกว่าเรื่องนี้มี ผู้ต้องหา ไม่ถึง 10 คน หลายคนบอกว่ามีมาตรการดูแลที่ต่างออกไป แต่คำถามสำคัญที่ผมจะย้ำกับท่านประธานเพื่อฝากไปยังเพื่อนสมาชิก ‘ทำไมเราไม่ให้โอกาสเยาวชน' ที่จะเดินเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข” นายวีรนันท์ กล่าว

น.ส.พนิดา มงคงสวัสดิ์ สส. สมุทรปราการ พรรค ปชน. อภิปรายว่าในฐานะที่ตนเองเป็นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุขฯ ขอเรียนตามตรงว่าเมื่อได้อ่านข้อความที่ทางวุฒิสภาแก้ไขมาแล้ว “รู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง”

เธอมองว่าการแก้ไขเนื้อหาภายในร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวนอกจากไม่เสริมสร้างให้เกิดสังคมสันติสุขแล้ว ยังทำให้กฎหมายฉบับนี้สูญเสียเจตนารมณ์สำคัญที่ทางสภาผู้แทนราษฎรพยายามวางหลักไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งเดิมทีมาตรา 11 ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเด็กและเยาวชน แต่ถูกออกแบบมาเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูตามกฎหมาย พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว แทนการเดินหน้าคดีอาญาติดตัวไปตลอดชีวิต

“ถึงแม้ดิฉันจะไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการฯ เสียงข้างมากในหลายประเด็น โดยเฉพาะความเห็นที่เชื่อว่ามาตรานี้จะช่วยเด็กและเยาวชนในคดี ม.112 เพราะในความเห็นของดิฉันเองกลไกนี้มีอยู่แล้วใน พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว แต่เมื่อที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก ดิฉันก็เคารพ อย่างน้อยที่สุดมาตรานี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐสภาเลือกให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเด็กมากกว่าการลงโทษจองจำเด็ก แต่สิ่งที่ สว. แก้ไขกลับมาคือการตัดหัวใจของมาตรานี้ทิ้งไปทั้งหมด” น.ส.พนิดา กล่าว

เธออธิบายต่อว่าเนื้อหาที่วุฒิสภาแก้ไขมาเป็นการ “ล็อกเพิ่ม” เพราะสุดท้ายแล้วเด็กและเยาวชนที่มีความผิดฐาน ม.112 จะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูตามเจตนารมณ์เดิมไม่ได้ เนื่องจากมีการเพิ่มข้อความเข้ามาว่าไม่บังคับใช้กับผู้กระทำผิดในคดีดังกล่าว เธอจึงมีคำถามต่อวุฒิสภาว่า “ท่านมีปัญหาอะไรกับการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนใช้เครื่องมือที่กฎหมายมีอยู่แล้วในการไปบำบัดฟื้นฟูเด็ก” ซึ่งเป็นมาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา

“ข้อแก้ไขของ สว. จึงน่าผิดหวังอย่างยิ่ง โหดร้ายเกินกว่าที่สังคมควรปฏิบัติต่อเด็ก แม้ช่องทางเล็ก ๆ ที่เป็นไปได้ สว. ก็ยังไม่ยอม” น.ส.พนิดา อภิปราย

เธอกล่าวต่อว่าจากที่เธอเข้าใจ นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส. ชุมพร พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ผู้เป็นเจ้าของร่างกฎหมายฉบับที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ก็เคยบอกด้วยซ้ำว่าร่างกฎหมายนี้ไม่ได้ปิดกั้นการนิรโทษกรรมความผิด ม. 112 เพียงแต่ต้องมีการพิจารณาว่าเป็นแรงกระทำที่มีแรงจูงใจจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ ดังนั้นเพื่อนสมาชิกคนอื่น ๆ โดยเฉพาะจากพรรคเพื่อไทยก็ควรยืนยันมาตราที่ 11 เนื่องจากนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุขฯ “ยืนยันสุดใจ” ในขั้นการพิจารณาของ กมธ.วิสามัญฯ ว่ามาตรานี้จะช่วยเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดี ม.112 ได้ แม้จะไม่ให้การนิรโทษกรรมกับพวกเขาก็ตาม

“ดิฉันอยากตั้งคำถามต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่าเด็กสมควรได้รับโอกาสครั้งที่สอง แล้วท่านจะไปเห็นชอบตาม สว. ทำไม” น.ส.พนิดา กล่าว

พรรคภูมิใจไทย: “ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุขฯ ที่อยู่ในเล่มนี้ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ชุบชีวิตขึ้นมา”

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส. ราชบุรี พรรค ภท. อภิปรายว่าวุฒิสภาไม่ได้แก้ไขใจความสำคัญของร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ โดยแก้ไขหลัก ๆ 2 ประการ ได้แก่ ตัดคำว่า “รัฐวิสากิจ” ออกไป เหลือแค่คำว่า “ในส่วนของหน่วยงานของรัฐ” และการไม่รวมความผิดตาม ม.112 ให้อยู่ในการนิรโทษกรรม ซึ่งในตอนแรกสภาผู้แทนราษฎรให้นิรโทษกรรมเยาวชนต่ำกว่า 18 ปีในคดีนี้ แต่ทางวุฒิสภาแก้ไขกลับมาว่าไม่ให้มีการนิรโทษกรรม ม.112 เลย ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ซึ่งโดยส่วนตัวเขาไม่ได้เห็นแย้งอะไร

“ถ้าเรายังคงนิรโทษกรรมเยาวชนที่ละเมิดมาตรา 112 ท่านประธานก็ทราบว่า 112 เป็นกฎหมายที่ปกป้องสถาบัน ซึ่งทุกท่านก็ทราบว่าเป็นสถาบันศูนย์รวมจิตใจของคนไทย ถ้าเรามีการนิรโทษกรรมเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี สิ่งสำคัญคือในอนาคตจะมีบางพรรคหรือกลุ่มการเมืองเอาเยาวชนเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการทำลายล้างหรือไปทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันได้” เขากล่าว

นายอัครเดชยืนยันว่าในระบบศาลยุติธรรมก็มีระบบดูแลผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนอยู่แล้ว ได้แก่ ศาลเยาวชน และจากการพูดคุยกับหัวหน้าศาลเยาวชนก็ยืนยันว่าเยาวชนคนใดก็ตามที่ต้องคดีอาญา รวมถึง ม.112 ทางศาลมีมาตรการดูแลอยู่แล้ว

ที่มาของภาพ : Thai Recordsdata Pix

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส. สงขลา ภท. อภิปรายว่าการนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเครื่องมือสมานฉันท์ที่ประเทศไทยเคยใช้มาแล้ว 23 ครั้ง แบ่งออกเป็น พ.ร.บ. ที่ออกโดยรัฐสภา 19 ฉบับ และพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซึ่งออกโดยคณะรัฐมนตรี 4 ฉบับ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2475 มาจนถึงการช่วยให้นิรโทษกรรมนักศึกษา 14 ต.ค. 2516

“และในวันนี้ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุขฯ ที่อยู่ในเล่มนี้ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ชุบชีวิตขึ้นมา และหยิบยกร่างกฎหมายฉบับนี้ให้รัฐสภาพิจารณาต่อ” เขากล่าว

นายณัฏฐ์ชนนย้ำว่าสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะแก่นแท้ของกฎหมายยังอยู่เช่นเดิม คาดว่าจะมีประชาชนได้ประโยชน์ หลุดพ้นจากวิบากกรรมทางการเมืองมากกว่า 3,000 คน แบ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ไม่ต่ำกว่า 200 คน, กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 1,150 คน, คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จำนวน 221 คน และกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ “ม็อบราษฎร”ไปจนถึง “ทะลุแก๊ซ” จำนวน 1,683 คน

พรรคเพื่อไทย: “ก้าวแรกที่เกิดขึ้นจริง ย่อมมีค่ามากกว่าก้าวที่สมบูรณ์แบบ แต่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง”

ในส่วนของพรรคเพื่อไทย (พท.) แม้ กมธ.วิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขในโควต้าของพรรค เป็นผู้เสนอให้มีกลไกสำหรับผู้ต้องหาและจำเลยที่เป็นเยาวชน แต่พวกเขาไม่ติดใจ และร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างตามที่วุฒิสภาแก้ไขมา เพื่อไม่ให้คน 6,000 คนต้องรอเวลาได้รับการนิรโทษกรรม

นายธงธรรม เวชยชัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. เรียกร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ว่า “กฎหมายเยียวยาบาดแผล” โดยเขายอมรับว่ากฎหมายนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบ และวุฒิสภาได้แก้ไขมาตรา 11 ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ ส่วนตัวเข้าใจถึงความผิดหวัง เพราะทุกคนต่างคาดหวังกับร่างกฎหมายฉบับนี้

“แต่การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง แทบไม่เคยมีกฎหมายฉบับใดที่ทำให้ทุกฝ่ายได้ตามที่ต้องการ หากวันนี้สภาเลือกที่จะจัดตั้ง กมธ. ร่วม สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนเลยคือเราจะต้องรอ และระหว่างที่เรารอ จะมีประชาชนหลายพันคนที่ไม่ได้รับโอกาสกลับไปชีวิตตามปกติอย่างน้อยประมาณ 1 ปี” นายธงธรรมกล่าวและว่า ต่อให้เลือกที่จะรอก็ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะหลักการของกฎหมายถูกกำหนดไว้ตั้งแต่วาระที่ 1 แล้ว โอกาสจะเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญแทบเป็นไปไม่ได้

สส. สมัยแรก ผู้เป็นบุตรชายของนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ และอดีตแกนนำนักศึกษาเดือนตุลา 2519 ชี้ชวนให้มองตามข้อเท็จจริงที่ว่า ณ วันนี้ที่ไม่มีเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีถูกคุมขังตามความผิดมาตรา 112 ดังนั้นการรออีก 1 ปีก็อาจไม่ได้ทำให้เกิดผลลัพธ์เพิ่มตามที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้

นายธงธรรมกล่าวต่อไปว่า หัวใจของกฎหมายฉบับนี้คือการก้าวไปให้ไกลที่สุดเท่าที่สังคมไทยจะยอมรับร่วมกันได้ ไม่มีใครได้ทั้งหมด แต่ก็ไม่มีใครสูญเสียทุกอย่าง การที่สภาตัดสินใจรับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ใช่ปลายทาง แต่คือก้าวแรก

“ผมเชื่อว่าก้าวแรกที่เกิดขึ้นจริง ย่อมมีค่ามากกว่าก้าวที่สมบูรณ์แบบแต่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง… วันนี้เราเลือกได้ว่าจะให้ประชาชนได้รับอิสรภาพเร็วขึ้น หรือรอต่อไปบนเส้นทางที่ไม่มีหลักประกันว่าจะได้อะไรเพิ่มขึ้น จึงขอความกรุณาจากสมาชิกว่าอย่าให้การต่อสู้เชิงหลักการของเราไปพรากโอกาสของคนอีกหลายพันคน ไม่ว่าจะเป็น 1 ปี หรือแม้แต่ 1 วัน เพราะว่า 1 วันสำหรับคนที่กำลังถูกคุมขังอยู่ มันก็คืออีก 1 วันที่เขาไม่ได้กลับบ้าน มันเป็นอีก 1 วันที่ครอบครัวต้องเฝ้ารอ และเป็นอีก 1 วันที่ชีวิตของเขาไม่มีโอกาสได้เริ่มต้นใหม่” นายธงธรรมกล่าว

เขาประกาศจุดยืนส่วนตัวและพรรค พท. ว่าคือการหาจุดที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้ และ “ก้าวไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในก้าวแรก” และในอนาคตถ้าสังคมไทยเดินไปถึงจุดที่พร้อมจะพูดคุยประเด็นที่ละเอียดอ่อนกว่านี้ ก็พร้อมกลับมาพูดคคุยกันอีกครั้งเพื่อก้าวต่อไปให้ได้ไกลกว่าเดิม

ที่มาของภาพ : Getty Photography

กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งออกมาเคลื่อนไหวช่วงปี 2550-2553 ราว 1,150 คน เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมจากร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ

นางมนพร เจริญศรี สส. นครพนม พรรค พท. อภิปรายว่าเป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษแล้วที่ผู้ประท้วงแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ “กลุ่มคนเสื้อแดง” และกลุ่มเยาวชนที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มราษฎร” ได้ออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองและเรียกร้องให้ประเทศอยู่ในครรลองประชาธิปไตยด้วยจิตใจบริสุทธิ์ ด้วยความหวังว่าการเปลี่ยนแปลงจะทำให้ประเทศน่าอยู่ เท่าเทียม และมีรัฐสวัสดิการที่ดี

เธอกล่าวต่อว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ช่วยเหลือนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มวลชนพี่น้องคนเสื้อแดงที่เรียกร้องความเป็นธรรม และปกป้องประชาธิปไตย เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นได้พ้นความผิดทั้งหมด และส่วนหนึ่งสามารถออกจากเรือนจำ พร้อมกับกู้คืนศักดิ์ศรีให้กับผู้เสียชีวิตในเหตุรุนแรงระหว่างการชุมนุมได้

หากพิจารณาบัญชีความผิดที่ได้รับการนิรโทษกรรมของร่างกฎหมายนี้ นางมนพรชี้ว่าจะสามารถช่วยผู้กระทำความผิดพ้นโทษได้ถึง 6,000 คน ในความผิดเกี่ยวกับคดีอาญา คดีทางแพ่ง คดีเสรีภาพและการหมื่นประมาท ตลอดจนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มต่าง ๆ ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

“เยาวชนที่ถูกดำเนินคดีความผิดฐานอื่น ๆ ยังสามารถใช้ได้ตามช่องทางมาตรา 11 เพื่อขอให้คณะกรรมการจัดทำมาตรการฟื้นฟูการดำเนินคดีอาญา หรือขอให้ดำเนินคดีในศาลเยาวชน” เธอกล่าว

“เราเชื่อมั่นว่าการช่วยได้มาก ช่วยได้น้อย หรือช่วยได้ทั้งหมด พวกเขาก็ตั้งตารอว่ากฎหมายฉบับนี้จะคืนความเป็นธรรมให้เขาอีกครั้งหนึ่ง” นางมนพรจึงหวังว่าสภาแห่งนี้จะให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ที่วุฒิสภาแก้ไขมา

พรรคประชาธิปัตย์: เขียนข้อยกเว้นอย่าง สว. “จะสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันฯ มากกว่า” จริงหรือ

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เรียกร้องให้เพื่อนร่วมสภาพิจารณาว่าสิ่งที่ สว. แก้ไขมา ทั้งที่สภาเห็นชอบไป มีนัยสำคัญอย่างไร โดยเขาตั้ง 2 ประเด็นชวนคิด

ประเด็นแรก มาตรา 11 ที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนผู้กระทำผิด ถ้าไม่ได้รับการนิรโทษกรรมและตัดสินใจขอการบำบัดฟื้นฟู เขาควรจะได้รับโอกาสนั้นใหม่ “เราคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนเหล่านี้กับสถาบันพระมหากษัตริย์จะมีความแน่นแฟ้นดีขึ้นจากกระบวนการนี้หรือไม่ หรือเราคิดว่าการไปเขียนข้อยกเว้นอย่างวุฒิสภา จะสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันฯ มากกว่า นั่นคือประเด็นที่ผมคิดว่าเราอาจมีความเห็นที่แตกต่างหลากหลายเรื่องนี้ได้ แต่มันไม่ใช่จะสรุปว่าฝ่ายหนึ่งถูกฝ่ายหนึ่งผิด ฝ่ายหนึ่งจงรักภักดี อีกฝ่ายไม่จงรักภักดี ไม่ได้ ผมว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่มองว่าการเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้ามาช่องทางนี้ น่าจะเป็นวิธีการที่ทำให้ความขัดแย้งกับสถาบันฯ ลดลง”

ประเด็นที่สอง การที่ สว. ไปเพิ่มบัญชีท้าย พ.ร.บ. ให้ความผิดตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 (เฉพาะที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ) ได้สิทธิรับการพิจารณานิรโทษกรรม นายอภิสิทธิ์ตั้งคำถามในเชิงสมมติว่าหากคดีฮั้วเลือก สว. ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. จบที่ว่าไม่มีการทุจริต ไม่ได้แจกใบเหลือง ใบแดง แต่มีคนของพรรคการเมืองไปเกี่ยวข้อง คนที่เกี่ยวข้องก็จะบอกว่าเป็นความผิดตามกฎหมายนี้ ก็จะได้อานิสงส์จากกฎหมายนี้เพราะไม่ใช่กรณรทุจริต แต่ตนอาจตีความผิด

หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวต่อว่า ดังนั้นเรื่องแรกเกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ที่เราปกป้อง อีกเรื่องอาจบานปลายไปจากการใช้อำนาจของนักการเมืองด้วยกันเอง หากเกิดเหตุการณ์ที่ตนพูด ใครก็ตามในสภาที่โหวตเห็นชอบ อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 ว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์

ที่มาของภาพ : Getty Photography

คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จำนวน 221 คน เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมด้วย

ต่อมาบรรดา สส.ภูมิใจไทย อาทิ นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ และนายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ ต่างลุกขึ้นอภิปรายแจกแจงว่าร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขไม่ได้มีเจตนาจะนิรโทษกรรมคดีฮั้วเลือก สว. นอกจากนี้นายสนองได้พาดพิงว่า มีสมาชิกกลุ่มหนึ่งเดินทางไปทั่วไทยเพื่อเรียกร้องให้ประชาชนสมัครเป็น สว. ในสังกัดของพรรคนั้น ๆ ไปชี้แจงโดยเปิดเผย แต่เรื่องกลับเงียบ ส่วนผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการฮั้ว เวลานี้สังคมประณาม ลงโทษ ในขณะที่กระบวนการทางกฎหมายยังไม่ได้เดินการให้ชัดเจน ดังนั้นอยากขอให้เรื่องนี้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ขณะนี้ทราบว่ารัฐบาลโดยนายกฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้กำชับไม่ว่าเรื่องฮั้วเลือก สว. หรือสอบบรรจุที่เป็นข่าวอยู่ รัฐบาลนี้จะพยายามทำให้โปร่งใสที่สุด