จับมือพรรคลุง-คนไม่เชื่อ “คิดใหญ่ ทำเป็น” วิเคราะห์ 4 สาเหตุเพื่อไทยได้ สส. ต่ำร้อย

ที่มาของภาพ : Thai News Pix

    • Writer, วศินี พบูประภาพ
    • Just, ผู้สื่อข่าว.
  • เวลาอ่าน: 15 นาที

ตัวเลขจำนวน สส. อย่างไม่เป็นทางการของพรรคเพื่อไทย (พท.) ล่าสุด ณ วันที่ 11 ก.พ. หลังนับคะแนนแล้ว 94% อยู่ที่ 74 ที่นั่ง นี่ถือเป็นครั้งแรกที่พรรคการเมืองที่มีความเกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ได้ที่นั่งในสภาล่างน้อยกว่าร้อยเสียง

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา พรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯ ทักษิณเคยชนะการเลือกตั้งมาแล้ว 5 ครั้ง (2544, 2548, 2550, 2554, 2562) ก่อนจะหยุดสถิติไร้พ่ายในการเลือกตั้งปี 2566

แม้หลังการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เพื่อไทยจะได้เสียง สส. มากเป็นอันดับสอง ด้วยจำนวน สส. 141 ที่นั่ง แต่ก็ยังสามารถจัดตั้งรัฐบาล ส่งเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ก่อนที่ทั้งสองจะถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินถอดถอน และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จในเวลาต่อมา

ถึงบัดนี้ เพื่อไทยอยู่ในฐานะ “พรรคอันดับสาม” หน้าใหม่ และยังไม่ชัดเจนว่าอนาคตของพรรคการเมืองแห่งนี้จะดำเนินต่อไปเช่นไร

ดร.ไมเคิล มอนเตซาโน นักวิจัยอาวุโสสมทบ สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak) ประเทศสิงคโปร์ และ ดร.เพตรา อัลเดอร์แมน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LSE) ในสหราชอาณาจักร มองว่าพรรคสีแดงในวันนี้กำลังเผชิญกับบททดสอบที่ท้าทายที่สุดนับตั้งแต่การก่อตั้งพรรคไทยรักไทยเมื่อกว่ายี่สิบปีที่แล้ว

ฐานเสียงที่หายไปในการเลือกตั้ง 2569

ไม่เพียงพรรคเพื่อไทยไม่ชนะการเลือกตั้งตามที่หวัง แต่พรรคการเมืองสีแดงนี้ยังเสียฐานเสียงสำคัญในภาคเหนือและอีสานให้พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของตระกูลชินวัตรและเป็นจังหวัดที่พรรค “ฝ่ายทักษิณ” ไม่เคยแพ้มาตลอดจนถึงการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 พรรคสีแดงเพิ่งจะแพ้การเลือกตั้งใน จ.เชียงใหม่เป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งปี 2566 โดยถูกพรรคก้าวไกลตีแตกจนเหลือพื้นที่ในจังหวัดเพียง 2 เขต และในการเลือกตั้งปี 2569 เพื่อไทยเสียทั้งสองเขตนั้นไปเป็นที่เรียบร้อย

สำหรับภาคอีสาน พรรคเพื่อไทยก็เสียสถานะพรรคอันดับหนึ่งของภาคนี้ไป โดยได้ที่นั่ง สส.เขต อย่างไม่เป็นทางการเพียง 43 ที่นั่ง เป็นรองภูมิใจไทยซึ่งขึ้นนำด้วยตัวเลข 64 ที่นั่ง นอกจากนี้ยังสูญเสียพื้นที่สำคัญ เช่น อุดรธานี นครราชสีมา และขอนแก่น ให้กับพรรคภูมิใจไทย กล้าธรรม และพรรคประชาชน

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed studyingได้รับความนิยมสูงสุด

End of ได้รับความนิยมสูงสุด

ขณะเดียวกันแกนนำและอดีต สส. เพื่อไทยหลายสมัยจำนวนหนึ่งก็ไม่ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งในสภาผู้แทนราษฎรต่อ ทั้ง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคและอดีต รมว.สาธารณสุข ที่แพ้เลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี

เช่นเดียวกับอดีต สส. รุ่นใหญ่ในหลายจังหวัด เช่น ฉลาด ขามช่วง อดีต สส. ร้อยเอ็ด 9 สมัย, ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม อดีต สส. สุรินทร์ 5 สมัย, สรวงศ์ เทียนทอง อดีต สส. สระแก้ว 4 สมัย, ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีต สส. กรุงเทพมหานคร 3 สมัย, และตระกูล “เตชะธีราวัฒน์” ซึ่งครองตำแหน่ง สส. หลายสมัยในจังหวัดเชียงราย ที่รอบนี้สอบไม่ติดแม้แต่คนเดียว

ทั้งนี้ ก่อนเลือกตั้ง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เคยประกาศเป้าหมายว่าต้องการทวงคืนความเป็นพรรคใหญ่ โดยตั้งตัวเลขไว้ที่ 200 ที่นั่ง เมื่อ ต.ค. 68

แต่เมื่อผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการปรากฏชัดว่าพรรคคงไม่สามารถมี สส. ได้ถึงเป้าที่วางไว้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ตั้งโต๊ะแถลงในช่วงค่ำของวันที่ 8 ก.พ. ประกาศหลีกทางให้พรรคอันดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาล

“พรรคเพื่อไทย ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ระบอบรัฐสภา ก็คงจะเป็นภาระหน้าที่ของพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดในการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลต่อ” จุลพันธ์กล่าว พร้อมระบุว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใด และขอยอมรับในคำตัดสินของพี่น้องประชาชน

ราคาที่ต้องจ่ายจากการ “จับมือพรรคลุง”

ดร.เพตรา อัลเดอร์แมน ชี้ระหว่างพูดคุยกับ.ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่า แม้พรรคเพื่อไทยจะเผชิญกับอุปสรรคและเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย แต่พรรคก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัว (resilience) อย่างน่าประทับใจ

เธอระบุว่า แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พรรคต้องสูญเสียศรัทธา คือการตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับ “พรรคลุง” หรือพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ หลังการเลือกตั้งปี 2566

“สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งแบบอุดมการณ์ การที่เพื่อไทยไปจับมือกับพรรคที่เคยพยายามทำลายตัวเอง เป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับได้” เพตรา อธิบาย

บนเวทีปราศรัยใหญ่ที่สนามเทพหัสดิน กรุงเทพมหานคร วันที่ 6 ก.พ. มือปราศรัยของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นขัตติยา สวัสดิผล, จาตุรนต์ ฉายแสง และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ชี้แจงหลายครั้งต่อข้อกล่าวหา “ตระบัดสัตย์” โดย จาตุรนต์ ฉายแสง ระบุว่าตอนปี 2566 พรรคเพื่อไทยไม่ได้ตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคก้าวไกล และได้ร่วมลงนาม MOU และได้ร่วมโหวตให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี แม้สุดท้ายจะไม่สำเร็จ

“พอต่อมาปี 66 พรรคก้าวไกลเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อไทยเป็นอันดับสอง เลือกตั้งพรรคเพื่อไทยยกมือสนับสนุนพิธาเป็นนายกฯ ใช่ไหมครับ ไม่ได้แย่งแข่ง ไม่ได้แข่ง ต่อมาพิธาเขาถูกตัดสิทธิ ตำแหน่งนายกฯ มันก็ตกเป็นของพรรคเพื่อไทย เพื่อไทยไม่เคยแย่ง มาแย่งได้ไง ก็เค้าไม่มีแคนดิเดตแล้วนี่” จาตุรนต์ แจกแจง

ขณะที่ขัตติยา สวัสดิผล ย้ำว่าพรรคยอมถูกวิจารณ์เพื่อให้ได้อำนาจรัฐไปขับเคลื่อนนโยบายที่กระทบชีวิตประชาชน

“ในวันนั้น พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคอันดับ 1 ว่าควรรออีก 10 เดือน รอให้ สว. หมดอำนาจ แล้วค่อยกลับมาโหวตนายกฯ กันใหม่ เราถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า ประเทศนี้จะหยุดรอได้ไหม ? ปัญหาเศรษฐกิจจะหยุดรอได้ไหม ? ความทุกข์ของประชาชนจะหยุดรอได้ไหม ? คำตอบของเพื่อไทยมีคำเดียวค่ะ คือ เรารอไม่ได้” ขัตติยา ปราศรัยถาม

ที่มาของภาพ : Thai News Pix

พรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดตัว 11 พรรคร่วมรัฐบาลรวม 314 เสียงอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 21 ส.ค. 67 โดยมีพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคพลังประชารัฐร่วมด้วย

ในเวทีปราศรัยช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 ก.พ. .พบว่ามีผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยบางส่วนแสดงความเห็นอกเห็นใจการตัดสินใจ “ข้ามขั้ว” ของพรรคเพื่อไทย เช่น “ป้าบัว” อายุ 74 ปี ชาวสมุทรปราการที่สวมเสื้อ “ความจริงวันนี้” ซึ่งเธอซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2551

“ใครก็อยากกลับบ้าน” เธอระบุโดยเชื่อว่าการร่วมมือกับพรรครวมไทยสร้างชาติในครั้งนั้นเป็นเงื่อนไขที่เปิดทางให้ ทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางกลับสู่ประเทศไทย

ลุงแดงวัย 63 ปี ชาวจังหวัดนนทบุรีซึ่งเรียกตนเองว่า “เป็นคนเสื้อแดง” ตั้งแต่ครั้งการรัฐประหารปี 2549 ก็บอกกับ.ว่าเขาไม่ติดใจประเด็น “จับมือกับประยุทธ์” โดยชี้ว่าสิ่งสำคัญคือการดำเนินนโยบายในอดีตของทักษิณ “มันทำได้ คนอื่นทำไม่ได้”

ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วิเคราะห์กับ.ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในวาระครบรอบ 2 ปีการกลับไทยของทักษิณ ว่าการตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนั้นทำให้ความนิยมในตัวอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเสื่อมลง

“คุณทักษิณและเพื่อไทย… เป็นพลังที่เหมาะมากในการเชื่อมการเมืองเก่ากับการเมืองใหม่แล้วเดินหน้าไปได้ แต่แกดันเอาอันนี้ไปดีลเสียแล้วเพื่อแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว ส่วนครอบครัว ส่วนพรรคอะไรก็แล้วแต่ มันก็เลยแบบ… แกไม่มีอะไรจะขายแล้ว” ศ.ดร.เกษียร ระบุในตอนนั้น

อุปกรณ์ของ “ป้าบัว” และเพื่อน ๆ ที่เธอบอกว่าสะสมมาตั้งแต่ปี 2551

ความขลังของนโยบายเสื่อมลง

“ป้าบัว” และ “ลุงแดง” คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคสีแดงที่ ดร.เพตรา อัลเดอร์แมน เรียกว่า “ผู้เลือกตั้งแบบเล็งผล (pragmatic)” โดยเธออธิบายว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้ยึดติดว่าพรรคเพื่อไทยจะจับมือตั้งรัฐบาลกับขั้วอำนาจใด ขอเพียงแค่พรรคมีอำนาจรัฐและสามารถส่งมอบนโยบายเพื่อปากท้องของประชาชนได้จริงก็พอ

“พรรคเพื่อไทยยังคงย้ำเตือนประชาชนอยู่เสมอว่า ‘ทักษิณเป็นคนมอบโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคให้คุณ' และภาพจำเหล่านั้นก็ไม่เคยเลือนหายไป ยังมีอยู่ในระดับที่เป็นกระแสใต้น้ำเสมอมา” เธอกล่าว

ตลอดทั้งแคมเปญหาเสียงในการเลือกตั้ง 2569 พรรคเพื่อไทยอ้างอิงความสำเร็จของไทยรักไทยหลายครั้งด้วย เช่น ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เคยเชื่อมโยงปรัชญา “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” จากยุคไทยรักไทยสู่นโยบาย “30 บาท AI” ของเพื่อไทย พร้อมประกาศสานต่อภารกิจ “สงครามกับความยากจน” ควบคู่ไปกับการนำเสนอนโยบายความหวังใหม่อย่าง “หวยเกษียณ” และโครงการ “เศรษฐีวันละคน”

อย่างไรก็ตาม ดร.เพตรา ชี้ว่าความล้มเหลวในการผลักดันนโยบายเรือธงในอดีตอย่าง “ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท” ให้เกิดขึ้นจริงตามที่หาเสียงไว้ ได้สร้างความเสียหายต่อพรรค โดยนโยบายถูกปรับเปลี่ยนเงื่อนไขจนเล็กลง ล่าช้า และไม่ทั่วถึง จนบ่อนทำลายจุดขายที่แข็งแกร่งที่สุดของเพื่อไทยว่าเป็นพรรคที่ “คิดใหญ่ ทำเป็น”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

หัวหน้าพรรค พท. บอกว่าจุดแข็งของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ คือ “ไม่สาดโคลนใคร” และ “ก้าวข้ามความขัดแย้ง”

มัดใจ “องค์กรทางการเมืองที่มีอิทธิพลในท้องถิ่น” ไว้ไม่ได้

ดร.ไมเคิล มอนเตซาโน นักวิจัยอาวุโสสมทบ สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak) ประเทศสิงคโปร์ ชี้ว่ายังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างอื่น ๆ ที่พรรคไม่อาจควบคุมได้ทั้งหมด โดยเฉพาะ “องค์กรทางการเมืองที่มีอิทธิพลในท้องถิ่น” หรือที่รู้จักกันในนาม “บ้านใหญ่” ซึ่งเพื่อไทยสูญเสียเครือข่ายนี้ไปเป็นจำนวนมาก

“เพื่อไทยอ่อนแอลงอย่างชัดเจนในการรักษาการสนับสนุนจากองค์กรทางการเมืองที่มีอิทธิพลในท้องถิ่น ซึ่งถูกพรรคภูมิใจไทยดึงตัวไปเป็นจำนวนมาก” มอนเตซาโนวิเคราะห์โดยชี้ว่าว่า กลไกเหล่านี้เคยเป็นเครื่องมือสำคัญของพรรคไทยรักไทยในอดีต

รศ.ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ ผู้เชี่ยวชาญการเมืองท้องถิ่น คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่ารัฐบาลไทยรักไทยของ ทักษิณ ชินวัตร เปลี่ยนการเมืองแบบบ้านใหญ่ในอดีตด้วยนโยบายที่จับต้องได้ เช่น 30 บาทรักษาทุกโรคและกองทุนหมู่บ้าน ทำให้ประชาชนเชื่อมต่อกับผู้นำพรรคโดยตรงแทนการพึ่งผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ส่งผลให้ “แบรนด์พรรค” แข็งแรงกว่าตัวบุคคล และทำให้ตระกูลทางการเมืองต้องย้ายเข้าสังกัดไทยรักไทยเพื่อรักษาโอกาสชนะเลือกตั้ง ดุลอำนาจจึงย้ายจากกลุ่มอุปถัมภ์ท้องถิ่นเข้าสู่ศูนย์กลางของพรรค

อย่างไรก็ดี มอนเตซาโนวิเคราะห์สถานการณ์ในปัจจุบันว่า พรรคสีแดงยังคงยึดติดกับ “ความสำเร็จเดิม ๆ” เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค หรือ OTOP ทำให้พรรคดูเหมือน “หมดไอเดีย” ให้นักการเมืองท้องถิ่นเหล่านี้ใช้นโยบายในดูดฐานเสียงอย่างที่เคยทำได้ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย

บทบาทของ “ยศชนัน” กับ “ทักษิณ” แยกกันไม่ขาด

ดร.เพตราชี้ด้วยว่า การเปิดตัว ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หลานชายของ ทักษิณ ชินวัตร เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 เป็นเดิมพันครั้งสำคัญในการ “รีแบรนด์” พรรคเพื่อดึงดูดกลุ่มชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเสมอว่าการอยู่ในตระกูลชินวัตรนั้นเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย โดยเปรียบตัวเขาเสมือน “คนแคระที่อยู่บนบ่าของยักษ์ใหญ่ใจดี”

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการต่างชาติทั้งสองที่.ได้พูดคุยด้วยชี้ว่า การเปิดตัวศาสตราจารย์รายนี้ไม่อาจทำให้ผู้คนเชื่อได้ว่าเขาเป็นตัวแทนของเพื่อไทยในระยะยาว

ดร.เพตราชี้ว่า แม้การเลือกตั้งรอบนี้จะไม่มีสัญญาณใดจากอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ดังเช่นการเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ แต่ก็ยังคงมีสัญญะของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ปรากฏผ่านรูปแบบต่าง ๆ อยู่ เช่น การร่วมเดินสายหาเสียงของแพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวของทักษิณ ในพื้นที่ที่ความนิยมในตัวทักษิณสูง

มอนเตซาโนวิเคราะห์ประเด็นเดียวกันนี้จากมุมสถาบันทางการเมือง โดยระบุว่าแคมเปญการหาเสียงของเพื่อไทยซึ่งนำโดยยศชนันนั้น ไม่ได้ทำให้ผู้ลงคะแนนเชื่อได้ว่าพรรคเพื่อไทยมี “ความเป็นสถาบัน” มากพอ

“สิ่งนี้เปิดประเด็นคำถามใหญ่ว่า แท้จริงแล้วพรรคคืออะไร พรรคเป็นเพียงแค่ครอบครัวชินวัตรหรือ… หรือพรรคมีความสามารถที่จะมีผู้นำคนอื่นได้ ?” นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตรฺ์การเมืองที่ศึกษาการเมืองไทยมาหลายทศวรรษตั้งคำถาม “การติดตั้ง (install) ยศชนันเข้ามา ไม่ได้ให้เหตุผลแก่ผู้คนที่จะคิดว่าพรรคมีความสามารถในการมีผู้นำคนอื่นในระยะกลางและระยะยาวได้เลย”

สุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวชาแนลนิวส์เอเชีย ในประเด็นเดียวกันนี้ว่า “ในบางจุดครอบครัวชินวัตรอาจจะคิดว่า หากล้างมือเลิกเสียก็จะทำให้เหลือพรรคที่มีขนาดเล็กลง หรืออาจจะไม่เหลือเลย เพราะผู้ที่ยังภักดีกับทักษิณก็อาจคิดว่า เมื่อไม่มีครอบครัวชินวัตรแล้ว ก็ไม่มีเงื่อนไขอะไรให้พวกเขาอยู่อีกต่อไป”

ที่มาของภาพ : Thai News Pix

จาก “แกนนำ” สู่ “พระรอง” เพื่อความอยู่รอด

ดร.เพตรา อัลเดอร์แมน มองว่าสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยตอนนี้ การเป็นรัฐบาลย่อมดีกว่าฝ่ายค้าน

“ฉันคิดว่าในบริบทการเมืองไทย ก็คงไม่สมเหตุสมผลหากพรรคเพื่อไทยไม่ยอมรับโอกาสในการได้อยู่ในอำนาจ” เธอกล่าว “เพราะแม้จะไม่ได้เป็นพรรคที่ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่การได้อยู่ในทำเนียบรัฐบาลก็ยังดีกว่าไม่มีอำนาจดำเนินการใดเลย และฉันคิดว่านั่นคือมุมมองที่พรรคอาจใช้ในการประเมินสถานการณ์”

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเพื่อไทยจะตัดสินใจเลือกอย่างไรในทางแพร่งครั้งนี้ แต่ก่อนหน้านี้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ พยายามสื่อสารบนเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายว่า “ถ้าอยากได้นโยบายเพื่อไทย ต้องให้เพื่อไทยทำเท่านั้น” ทว่าขณะนั้นก็อยู่ในเงื่อนไขที่พรรคเพื่อไทยเล็งเป้าว่าจะชนะ 200 เสียง

ขณะที่หลังการเลือกตั้ง แกนนำพรรคเพื่อไทยยังคงสงวนท่าที โดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่า “เป็นไปได้ทุกอย่าง”

ดร.ไมเคิล มอนเตซาโน เชื่อว่าพรรคที่จะจัดตั้งรัฐบาลย่อมต้องการเสียงจากเพื่อไทยเพื่อให้เกิดเสถียรภาพ และนั่นคือการเพิ่มอำนาจต่อรองให้พรรคเพื่อไทยได้มีโอกาสเรียกร้องกระทรวงสำคัญเพื่อผลักดันนโยบายที่ยังค้างอยู่

อย่างไรก็ดี ไมเคิลชี้ว่าทางเลือกเช่นนี้ทำให้พรรคเพื่อไทยเสี่ยงต่อการถูกลดทอนความสำคัญในระยะยาวเช่นกัน โดยเขาวิเคราะห์ว่าพลวัตทางการเมืองไทยที่เปลี่ยนไปทำให้พรรคเพื่อไทยได้หลุดออกจากศูนย์กลางความขัดแย้งหลักของการเมืองไทยไปแล้ว

“สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจคือ เดิมทีเราคิดว่านี่คือการแข่งขันของ 3 พรรคใหญ่ แต่ผลลัพธ์กลับชี้ให้เห็นว่า ศูนย์กลางของการเมืองไทยตอนนี้คือการแข่งขันระหว่าง 2 พรรค คือพรรคสีส้มและพรรคสีน้ำเงิน โดยที่เพื่อไทยไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้น”

ในสายตาของมอนเตซาโน เพื่อไทยได้กลายเป็น “พรรคขนาดกลาง” ที่ต้องยืนอยู่ข้างสนามของการต่อสู้ คล้ายกับสภาพการเมืองไทยเมื่อ 20 ปีก่อนที่พรรคอื่น ๆ เป็นเพียงตัวประกอบให้กับคู่ขัดแย้งหลัก

ที่มาของภาพ : Thai News Pix

บรรยากาศที่พรรคเพื่อไทย คืนวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569

อนาคตเพื่อไทยและชินวัตร

สำหรับผู้สนับสนุนที่ปรากฏตัวที่สนามเทพหัสดินในวันศุกร์ที่ 6 ก.พ. ก่อนการเลือกตั้ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขารู้ดีว่าเส้นทางของพรรคนั้นจะไม่สว่างไสวดังที่เคยเป็น ถ้อยคำบนโปรเจ็คเตอร์ท่อนหนึ่งฉายคำว่า “จุดที่ตกต่ำที่สุดของพรรค” ขณะที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ บรรยายความสำคัญของการ “จับมือกันไว้” อย่างเหนียวแน่น

“เราเดินบนถนนที่รุ่มร้อน เราเดินในค่ำคืนที่เหน็บหนาว เราเดินในวันเวลาที่โดดเดี่ยว เราเดินในห้วงวันเวลาที่เจ็บปวด แต่เราก็เดินของเรา เรามีวิถีของเรา ทุกบาทย่างของเรา วางบนพื้นดิน ตีนเราติดดิน ใจเราติดกับพี่น้องประชาชน” ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทยกล่าว

สำหรับ “ป้าบัว” ศรัทธาของเธอต่อเพื่อไทยมีหลักยึดชัดเจน นั่นคือ “รอทักษิณออกมา” ส่วนลุงแดงกล่าวว่า “ทักษิณออกมาจากเรือนจำจะยิ่งเก่งกว่าเดิมอีก”

กระนั้น มอนเตซาโนมองว่านั่นอาจไม่ใช่คำตอบของเพื่อไทย “ถ้าเราพูดถึงในระยะกลางถึงระยะยาว… ทักษิณจะไม่อยู่ค้ำจุนพรรคไปตลอดกาล และผมคิดว่าความท้าทายของพรรคคือการพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถพัฒนาเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งได้ (institutionalized) และมีไอเดียใหม่ ๆ”

ขณะที่ ดร.เพตรา ตั้งประเด็นถึงเหตุการณ์ที่ ทักษิณ ชินวัตร เดินทางออกจากประเทศด้วยเครื่องบินส่วนตัวในช่วงเดือน ก.ย. 2568 โดยตั้งคำถามว่าเมื่อออกนอกประเทศได้แล้ว เหตุใดเขาจึงเลือกบินกลับไทยมาเข้าเรือนจำ

“การที่เขาเลือกกลับมา สำหรับฉัน มันส่งสัญญาณว่าเขาไม่ได้คิดว่าเวลาของเขาใกล้หมดลงแล้ว เขามองตัวเองว่ายังไม่ถึงจุดจบ เขามองโลกในแง่ดีเกินไปหรือไม่ นั่นเป็นอีกคำถาม” เธอประเมิน

“แต่ในขณะเดียวกัน การที่พรรคยังคงถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็สะท้อนว่าบางทีนี่อาจยังไม่ใช่จุดจบสำหรับทั้งพรรคและตระกูลชินวัตรก็ได้”