
สภาถกแก้วิกฤตน้ำมัน เสนออะไรบ้าง ใครคือ “ไอ้โม่ง”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ได้พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาพิจารณาแนวทางรับมือวิกฤตการณ์จากสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เสนอโดย สส. จาก 6 พรรคการเมือง รวม 6 ญัตติ โดยมีผู้แทนราษฎรทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านกว่า 100 คนร่วมอภิปราย
หนึ่งในข้อเรียกร้องที่ สส. หลายคนมีต่อรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล คือการเปิดเผยข้อมูลการบริหารจัดการน้ำมันตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง เพื่อหาคำตอบว่าเหตุใดน้ำมันถึงขาดแคลน ปรากฏภาพประชาชนตามจังหวัดต่าง ๆ ไปต่อแถวรอเติมน้ำมันที่หน้าสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) โดยขอให้รัฐบาล “พูดความจริงกับประชาชน” และเร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันและพลังงานในภาคส่วนต่าง ๆ โดยจัดลำดับความเดือดร้อนและเร่งด่วน
จนถึงเวลา 19.30 น. ยังไม่มีตัวแทนรัฐมนตรีในรัฐบาล “อนุทิน” ลุกขึ้นชี้แจงหรือตอบข้อซักถามต่อสภา ถึงแม้ สส. พรรคประชาชน (ปชน.) จะกล่าวเรียกร้องหลายครั้งก็ตาม
มีเพียงนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงสิ่งที่รัฐบาลน่าจะทำในระยะสั้น โดยพูดเพียงหลักการ อาทิ เร่งส่งน้ำมันเข้าสู่ระบบให้เร็วที่สุดเพื่อให้ทุกปั๊มกลับสู่สภาวะปกติ, สื่อสารสู้กับเฟคนิวเรื่องการขึ้นราคาสินค้า, รวมถึงออกมาตรการช่วยเหลือผู้ดำเนินงานกับภาครัฐ, มาตรการลดค่าโดยสาร, มาตรการลดภาษีสรรพสามิต แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดแต่อย่างใด

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
เอกนัฏชี้ข้อมูลคือ “ยารักษาโรคความตื่นตระหนก”
การอภิปรายของบรรดา สส. เพื่อหาออกจากวิกฤตน้ำมันและพลังงานเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ (25 มี.ค.) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) หนึ่งในผู้เสนอญัตติ ไล่เลียงข้อมูล 2 ชุดที่ไม่ตรงกัน โดยฝ่ายกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ระบุว่า ไทยนำเข้าน้ำมันดิบเกือบ 1 ล้านบาร์เรล/วัน โรงกลั่นผลิตน้ำมันดีเซลได้ 77 ล้านลิตร/วัน น้ำมันออกจากคลังน้ำมันไปถึงผู้ค้ารายใหญ่ หรือที่เรียกว่า “ผู้ค้า ม.7” ราว 84-100 ล้านลิตร/วัน ซึ่งจ่ายออกไปจากระบบมากกว่าปกติ สวนทางกับฝ่ายผู้ค้าน้ำมันที่แจ้งว่าปั๊มได้รับโควตาน้อยลง และยังปรากฏภาพประชาชนแห่ไปต่อคิวที่ปั๊ม แต่ก็ไม่ได้รับน้ำมัน
ทว่าเขาเชื่อว่า เมื่อรัฐบาลใช้อำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ประกาศให้มีการนำส่งข้อมูล รวบรวมข้อมูลซึ่งยังสวนทางกัน แล้วนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะ สถานการณ์น่าจะดีขึ้น
“นี่คือยาที่จะรักษาโรคความตื่นตระหนกของประชาชนได้… มันเป็นเรื่องตลกมากเลย แถวบ้านผม ต้องเติมน้ำมันเพื่อที่จะหาน้ำมันมาเติม” นายเอกนัฏกล่าวและว่า ถ้าสถานการณ์บานปลาย กลั่นเต็มที่แต่ไม่ถึงมือประชาชน หากอำนาจที่นายกฯ ใช้ตาม พ.ร.ก. ยังทำไม่ได้ ผมขอเสนอให้รัฐบาลใช้มาตรการที่เข้มข้นมากกว่านี้

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
สส. จากพรรคสีน้ำเงินยังขอให้สภาช่วยกันตัดสินใจว่า “ประเทศไทยเราจะอยู่กับความจริงหรืออยู่กับโลกจินตนาการ กองทุนน้ำมันเหมือนเป็นสิ่งที่สะกดจิตคนไทยทั้งประเทศให้เชื่อว่าน้ำมันมีใช้ ราคาถูก” ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านราคาน้ำมันสูงกว่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเอาเงินในอนาคตมาจ่าย ในที่สุดก็ต้องคืนอยู่ดี จึงต้องทบทวนว่ากลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
of ได้รับความนิยมสูงสุด
ในตอนท้าย นายเอกนัฏซึ่งมีชื่อปรากฏในโผ รมว.พลังงาน ของรัฐบาล “อนุทิน 2” ได้ฝากถึง รมว.พลังงานคนใหม่ ให้มีเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมามีคนเก่งมากมาย ขาดแต่คนกล้า “ขอเตือนสติท่านอย่าฟังเพียงข้อมูลที่เจ้าหน้าที่เสนอมา มากกว่าข้อมูลจากประชาชน”
กรณ์วิจารณ์รัฐบาลบริหารล้มเหลว ทำน้ำมันขาด-แพง
ด้านพรรคฝ่ายค้านที่เป็นเจ้าของญัตติ วิจารณ์ว่าวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้นมาจาก “การบริหารจัดการของรัฐบาลที่ล้มเหลว นำมาสู่ทุกข์ร้อนของประชาชน”
นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า มีความพยายามบอกว่าวิกฤตที่ประชาชนต้องเจอเกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่ส่วนตัวเห็นว่าปัญหาน้ำมันขาดแคลนเกิดจาก 3 ความล้มเหลวของรัฐบาล
หนึ่ง ข้อเท็จจริงคือคลังน้ำมันของโรงกลั่นไม่ส่งน้ำมันที่เพียงพอให้ปั๊ม ซึ่งว่าที่ รมว.พลังงาน ก็พูดเองว่ามีชุดข้อมูลที่ย้อนแย้งกัน รัฐบาลสามารถยืนยันได้ว่าโรงกลั่นผลิตน้ำมันออกมาเท่าไหร่ และในขณะเดียวกันก็มีอีกชุดข้อมูลที่รัฐบาลยืนยันและยอมรับว่าโรงกลั่นไม่ได้ส่งน้ำมันครบถ้วนให้กับปั๊มน้ำมัน
“นี่ไม่ใช่ความย้อนแย้ง แต่เป็นการยืนยันว่าไอ้โม่งมีจริง คำถามที่ประชาชนอยากมีคำตอบคือแล้วน้ำมันอยู่ที่ไหน ไปอยู่ในมือใคร” นายกรณ์ตั้งคำถาม
สอง โครงสร้างราคาน้ำมันมีปัญหา เพราะมี 3 ตลาด 3 ราคาคือ ราคาหน้าปั๊มซึ่งได้รับการชดเชยจากรัฐ, ราคาขายส่งผ่านจ็อบเบอร์ (Jobber) ซึ่งไม่ได้รับการชดเชย, และราคาน้ำมันเขียวซึ่งไม่ได้รับการชดเชย แต่ได้รับการลดภาษีสรรพสามิต “ความล้มเหลวของรัฐบาลคือไม่สามารถบริหารให้ผู้ซื้ออยู่ในตลาดของตนเอง ไม่สามารถบริหารให้ผู้ซื้อในตลาดจ็อบเบอร์ ผู้ซื้อในตลาดประมง แห่มาซื้อหน้าปั๊ม ทำให้ขาดแคลนสำหรับประชาชนทั่วไป”
สาม กองทุนน้ำมันฯ ซึ่งมีหนี้กว่า 2 หมื่นล้านบาท การที่กองทุนน้ำมันจะมีสิทธิกู้ยืมเงินเพื่อนำมาชำระหนี้ของตน ต้องมีมติ ครม. แต่ถึงวันนี้ยังไม่มีมติ ทำให้โรงกลั่นขาดสภาพคล่อง เขารอเงินชดเชย จึงไม่ยอมจ่ายน้ำมันไปหน้าปั๊ม เพราะยิ่งขาย ยิ่งขาดสภาพคล่อง การอธิบายว่าขณะนี้เป็นรัฐบาลรักษาการไม่ใช่คำอธิบายที่ดีพอ
“ที่นายกฯ บอกว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากความตื่นตระหนก ก็ตื่นตระหนกจริง ๆ แต่มาจากรัฐบาลบริหารล้มเหลว ส่วนการกักตุน ขอให้ไปดูทีไอ้โม่ง ขอให้เอาจริง ถ้าไม่เอาจริงสุ่มเสี่ยงที่คนจะสับสน หรือคิดว่ารัฐบาลกับไอ้โม่งเป็นพวกเดียวกัน” นายกรณ์กล่าว

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
ส่วนราคาน้ำมันที่รัฐบาลบอกว่าจะลอยตัว ทำให้นายกรณ์ตั้งคำถามว่าจะปล่อยลอยตัวไปถึง 50 บาทตามราคาจริงหน้าโรงกลั่น ณ วันนี้ หรือไม่ พร้อมวิจารณ์รัฐบาลที่ไม่ไปตรวจสต็อกที่คลังน้ำมันตั้งแต่แรก ปล่อยให้โรงกลั่นทำกำไร ขายน้ำมันที่มีค่าการกลั่นสูงกว่าปกติ 3 เท่า อีกทั้งตั้งแต่เกิดวิกฤต ภาษีสรรพสามิตน้ำมันก็ไม่เคยลดแม้แต่สตางค์เดียว ยังอยู่ที่ 6.59 บาท พรรค ปชป. เสนอให้นำกำไรในรูปธรรมเนียมลาภลอย และลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 6 บาท ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันถูกลง 9 บาท/ลิตร
นายกรณ์คาดการณ์ด้วยว่า ค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะปัญหาโครงสร้างผลิตไฟฟ้าของไทยที่พึ่งพาแก๊สธรรมชาติ (LNG) มากเกินไป ตั้งแต่สงครามราคาเพิ่ม 100% จาก 10 เหรียญ/หน่วย เป็น 21 เหรียญ/หน่วย ซึ่งโครงสร้างการซื้อไฟของรัฐบาล เอื้อนายทุนและภาคเอกชนให้ทำกำไรมากขึ้นทุกครั้งที่ต้นทุนแก๊สเพิ่มสูงขึ้น สูตรซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าเอกชน สูตรซื้อแก๊สจากผู้นำเข้าเอกชน ทำให้เอกชนมีกำไรเพิ่มขึ้น จึงเรียกร้องให้รัฐบาลพูดความจริงกับประชาชน เพราะระยะหลังเห็นผลักดันให้ข้าราชการผู้ใหญ่มาพูดแทน
“ฝากบอกรัฐมนตรีอย่าแอบ อย่าซ่อน อย่าหนี ประชาชนต้องการฟังคำแจงจากท่าน นั่นคือความไว้วางใจ” นายกรณ์กล่าว
วีระยุทธ์ชง 3 เปลี่ยน กู้วิกฤต
นายวีระยุทธ์ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เห็นว่า การพาประเทศไทยฝ่าวิกฤตโลกป่วน ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่สูงกว่าช่วงเวลาปกติ พร้อมเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางการทำงานเพื่อกู้วิกฤตนี้
หนึ่ง เปลี่ยนการจัดการแบบปกปิด หรือลักปิดลักเปิด เป็นเปิดรับฟังแบบโปร่งใส เดินไปหาผู้เดือดร้อนแท้จริง นอกจากปิดห้องคุยกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ลงโทษผู้กระทำผิดให้ได้
เขากล่าวว่า วันที่นายกฯ ไม่อยู่ไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง” (ศบก.) ประกาศจะจับไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน แต่พอนายกฯ กลับมา ก็มีการปิดห้องเรียกผู้ค้าปั๊มรายใหญ่ 5-6 รายมาคุย พอบริษัทใหญ่บอกว่ามีน้ำมันพอ นายพิพัฒน์ก็ออกมาแถลงต่อว่าไม่ขาดแคลน ไม่ต้องกังวล
สอง เปลี่ยนการตรึงราคา เป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันได และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
นายวีระยุทธ์ หรือ “ดร.ต้น” ชี้ว่า เหตุปั่นป่วนโกลาหลหน้าปั๊ม เป็นเพราะรัฐบาลประกาศล่วงหน้าว่าจะตึงราคาน้ำมัน 15 วัน จึงเพิ่มแรงจูงใจผู้ขายในการกักตุนน้ำมัน และเพิ่มความอยากซื้อมากกว่าปกติให้แก่ประชาชน จึงเห็นว่านอกจากการอุดหนุนแบบตรึงราคา รัฐบาลสามารถใช้แนวทางอื่นได้ เช่น การอุดหนุนแบบขั้นบันได โดยวางกรอบว่าหากราคาน้ำมันโลกอยู่ในช่วงราคานี้ รัฐบาลจะอุดหนุนเท่าใด เพื่อให้ราคาในประเทศสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก, การอุดหนุนแบบเฉพาะกิจ ยิvตรงไปช่วยให้ถึงกลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง หรือกลุ่มที่เป็นต้นน้ำที่จะส่งผลกระทบส่วนอื่น ๆ เช่น ภาคขนส่ง รถสาธารณะ ประกอบกับปรับลดภาษีสรรพสามิต เหมือนที่ช่วยน้ำมันเขียวในภาคประมง และเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นหรือธุรกิจที่ได้รับกำไรส่วนเกินจากปัจจัยภายนอกโดยไม่ได้ลงทุนเพิ่ม
สาม เปลี่ยนโครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” เพื่อประชาสัมพันธ์ เป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนและแจกคูปองแบบทั่วถึง
นายวีระยุทธ์กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงมีความต้องการใช้ปุ๋ยถึง 5.6 ล้านตัน/ปี โครงการปุ๋ยธงเขียวจึงเข้าถึงเกษตรกรเพียง 1 ใน 1,000 หรือคิดเป็น 0.1% ของความต้องการใช้ทั้งหมด เปรียบได้กับการเติมหยดน้ำในทะเลทราย เพราะปุ๋ยส่วนที่เหลือก็มีราคาแพงเหมือนเดิมหรือแพงขึ้นกว่าเดิม จึงเสนอให้รัฐบาลติดตามดูแลราคาทั้งซัพพลายเชนปัจจัยการผลิตภาคเกษตรให้เป็นธรรม ตั้งแต่ต้นการนำเข้า จำหน่าย และการเก็บเกี่ยว พร้อมแจก “คูปองปุ๋ย” ให้กับเกษตรกร เพื่อนำไปลดราคาปุ๋ยรวมถึงปัจจัยการผลิตอื่น

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
อรรถวิชช์แฉ “ไอ้โม่ง” คือโรงกลั่น
ภายหลังบรรดา สส. เอ่ยถึง “ไอ้โม่ง” กันมาทั้งวัน ในที่สุดนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) คือผู้เฉลยว่า “ไม่ต้องไปตามหาไอ้โม่งที่ไหน เพราะ ‘ไอ้โม่ง' คือโรงกลั่น” และขอให้ไปถามโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 โรงและเครือข่ายของเขาว่าน้ำมันหายไปไหน
ในระหว่างอภิปราย นายอรรถวิชช์ยกข้อมูลในช่วงที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค รทสช. เป็น รมว.พลังงาน ปี 2568 พบว่า ไทยกลั่นน้ำมันได้ 1 ล้านบาร์เรล/วัน (1 บาร์เรล เท่ากับ 159 ลิตร) ตลอดปี 2568 ไทยผลิตน้ำมันอย่างน้อย 159 ล้านลิตร/วัน ถือว่าเพียงพอและมากเกินความต้องการใช้ กระทั่งเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันสำเร็จรูปกระชากขึ้น และเกิดอาการ 2 ราคาคือ ราคาค้าปลีกไม่ถึง 30 บาท/ลิตร ที่หน้าปั๊ม แต่ราคาค้าส่งกลับสูงไปถึง 50 บาท/ลิตร โรงกลั่นย่อมต้องขายให้กลุ่มค้าส่งเพราะขายได้ราคาแพงกว่า กำไรมากกว่า เป็นเหตุให้กลุ่มค้าปลีกหน้าปั๊มน้ำมันเกิดขาดแคลนน้ำมัน โดยเฉพาะปั๊มที่เป็นระบบแฟรนไชส์จะถูกตัดโควตาก่อน เพราะโรงกลั่นและคลังน้ำมันนำน้ำมันส่วนนี้ไปขายให้กลุ่มค้าส่ง
“เมื่อรัฐบาลประกาศตรึงราคา โดยใช้กองทุนน้ำมันฯ ชดเชยส่วนต่างให้ และเปลี่ยนราคาเรื่อย ๆ โรงกลั่นจึงเก็บน้ำมันเพื่อรอนำออกไปขายตอนที่มีราคาสูงกว่า”
อย่างไรก็ตาม สส. จากพรรค รทสช. มองว่า นายกฯ มาถูกทางแล้ว คือใช้ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันสภาวะการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 เพื่อห้ามส่งออก แต่ยังไม่ได้ใช้กฎหมายนี้ในการสั่งตรึงราคาโดยไม่ชดเชย รัฐบาลควรใช้กฎหมายทุบโรงกลั่นน้ำมัน โดยการประกาศให้ขายเป็นราคาเดียว หรือใช้คณะกรรมการกลางของกระทรวงพาณิชย์กำหนดราคาแทน
“หากนายกฯ สั่งให้เป็นราคาเดียวได้ ไม่เกิดกลไก 2 ราคา และหากโรงกลั่นจะขอชดเชยการขาดทุน ให้ทำเรื่องขอมาที่คณะกรรมการกองทุนน้ำมันฯ ไม่ใช่การชดเชยอัตโนมัติอย่างที่ทำกันทุกวันนี้ เพราะโรงกลั่นย่อมต้องรู้ต้นทุนและกำไรขาดทุนดีอยู่แล้ว ผมขอขีดเส้นใต้ 500 ครั้ง กองทุนน้ำมันไม่ได้มีไว้ชดเชยกำไรของโรงกลั่น” นายอรรถวิชช์กล่าว



































