
‘ศาลปกครองสูงสุด’ ยืนคำสั่งให้ ‘อดีตนายช่างโยธาอาวุโส’ จ.พิจิตร ชดใช้สินไหมฯ 3.2 แสนบาท ปมคำนวณ ‘ราคากลาง’ งานก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำน่าน ‘บกพร่อง-ผิดพลาด’ ทำราชการเสียหาย
…………………………………
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1271/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.164/2569 ระหว่าง นาย ว. อดีตนายช่างโยธาอาวุโส สังกัดสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพิจิตร (ผู้ฟ้องคดี) และผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรกับพวก รวม 2 ราย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ 2) เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กรณีผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) มีคำสั่งจังหวัดพิจิตร ลับ ที่ 1461/2562 ลงวันที่ 19 ก.ย.2562 ที่เรียกให้ นาย ว. (ผู้ฟ้องคดี) ในฐานะคณะกรรมการกำหนดราคากลางงานก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำน่าน บ้านสามขา หมู่ 8 ต.ฆะมัง อ.เมืองพิจิตร จ.พิจิตร ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 326,437.14 บาท เนื่องจาก นาย ว. มีส่วนร่วมในการคิดราคากลางค่างานก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำน่าน บ้านสามขา สูงเกินจริง
โดยคดีนี้ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ตามคำสั่งจังหวัดพิจิตร ลับ ที่ 1461/2562 ลงวันที่ 19 ก.ย.2562 เฉพาะส่วนที่ให้ นาย ว. (ผู้ฟ้องคดี) รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าจำนวนเงิน 322,533 บาท เนื่องจากศาลฯเห็นว่า การกำหนดราคากลางงานก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำน่าน บ้านสามขา มีความบกพร่อง เพราะไม่ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์การคำนวณราคากลางงานก่อสร้างตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2555 ทำให้การกำหนดราคากลางผิดพลาด ส่งผลให้ทางราชการได้รับความเสียหาย
“คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร) ตามคำสั่งจังหวัดพิจิตร ลับ ที่ 1461/2562 ลงวันที่ 19 ก.ย.2562 ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดี (นาย ว.) รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 326,437.14 บาท เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า มาตรา 8 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 บัญญัติว่า ถ้าการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมให้หักส่วนแห่งความรับผิดผิดดังกล่าวออกด้วย
เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพิจิตร ได้ตกลงว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด กิจเจริญแทรกเตอร์การก่อสร้าง ให้ดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำน่าน บ้านสามขา หมู่ 8 ตำบลฆะมัง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ความยาว 139 เมตร งบประมาณจำนวน 9,353,000 บาท ตามสัญญาจ้างเลขที่ 222/2557 ลงวันที่ 23 มิ.ย.2557
โดยผู้ฟ้องคดี (นาย ว.) ดำรงตำแหน่งนายช่างโยธาอาวุโส สังกัดสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพิจิตร ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการกำหนดราคากลางงานก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำน่านดังกล่าว ตามคำสั่งจังหวัดพิจิตร ที่ 101/2557 ลงวันที่ 27 ม.ค.2557 ซึ่งในการคำนวณราคากลางการก่อสร้าง ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญก่อนการทำสัญญาจ้างก่อสร้างเพื่อให้ทราบราคาค่าก่อสร้างของงานก่อสร้างที่มีความใกล้เคียงกับราคาค่าก่อสร้างจริงในขณะที่มีการดำเนินการประกวดราคามากที่สุด และเป็นราคาที่ใช้ในการต่อรองราคากับผู้เสนอราคา เพื่อประโยชน์ของทางราชการ และถือเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันหรือลดโอกาสการสมยอมกันในการเสนอราคา
ซึ่งราคากลางที่ใช้ในการประกวดราคางานก่อสร้างนั้น จะต้องเป็นราคาที่ได้มาจากการคำนวณถอดแบบรูปรายการ โดยคณะกรรมการกำหนดราคากลางจะต้องถอดแบบรูปรายการ เพื่อทราบต้นทุน และคำนวณราคากลางจากต้นทุน และใช้ค่า Ingredient F ที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์การคำนวณที่กำหนดไว้ ซึ่งตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มี..2555 แจ้งตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0421.5/ว 27 ลงวันที่ 30 มี.ค.2555 เรื่อง หลักเกณฑ์การคำนวณราคากลางงานก่อสร้างของทางราชการ กำหนดให้การคำนวณราคากลางงานก่อสร้างของทางราชการที่จะใช้ในการดำเนินการจัดจ้างก่อสร้างนั้นให้คำนวณราคาตามความเป็นจริง
แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการกำหนดราคากลาง กลับใช้ปริมาณวัสดุที่คำนวณไว้ในประมาณราคาเบื้องต้น เพื่อใช้ในการเสนอขอจัดสรรรงบประมาณ มาใช้ในการกำหนดราคากลาง แล้วพิจารณาเฉพาะราคาวัสดุและราคาค่าแรงให้เป็นราคาปัจจุบัน โดยมิได้ตรวจสอบ ถอดแบบรูปรายการ หรือคำนวณปริมาณงานใหม่ทั้งหมด ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2555 แจ้งตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0421.5/ว 27 ลงวันที่ 30 มี.ค.2555 เรื่อง หลักเกณฑ์การคำนวณราคากลางงานก่อสร้างของทางราชการ
ต่อมา สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 11 (จังหวัดนครสวรรค์) มีหนังสือ ลับ ที่ ตผ 0053 นว/0076 ลงวันที่ 31 พ.ค.2559 แจ้งว่า ได้ตรวจสอบกรณีการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำน่าน บ้านสามขา ของสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพิจิตรแล้ว พบว่า คณะกรรมการกำหนดราคากลางได้ปฏิบัติหน้าที่โดยใช้ปริมาณวัสดุที่คำนวณไว้ในประมาณราคาค่าก่อสร้างในการขออนุมัติโครงการ
ซึ่งผู้ประมาณการได้คำนวณไว้ตามแบบเลขที่ ยผจ.พจ. 006 ส. 002/2556 โดยคณะกรรมการกำหนดราคากลางมิได้ถอดแบบเอง จึงไม่พบว่ามีรายการวัสดุบางรายการที่ผู้ประมาณการได้ถอดแบบประมาณราคาไว้สูงกว่าปริมาณงานจริง ซึ่งราคากลางที่สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดพิจิตรถอดแบบราคากลางได้ เป็นเงินจำนวน 8,370,688.59 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับราคากลางจำนวน 9,537,000 บาท ของคณะกรรมการกำหนดราคากลาง
ปรากฏว่า ราคากลางของคณะกรรมการกำหนดราคากลางสูงกว่าราคาที่สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดพิจิตรประมาณราคาเป็นเงินจำนวน 1,166,311.41 บาท (9,537,000 – 8,370,688.59) ทำให้สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพิจิตรต้องจ่ายค่าจ้างก่อสร้างในราคาที่สูงเกินจริงเป็นเงินจำนวน 979,311.41 บาท (ค่าจ้างตามสัญญา จำนวน 9,350,000 บาท – ราคาค่าก่อสร้างจากการคำนวณของสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดพิจิตร จำนวน 8,370,688.59 บาท)
เมื่อคณะกรรมการกำหนดราคากลาง มีหน้าที่ประมาณราคากลาง ตามหลักเกณฑ์การคำนวณราคากลางงานก่อสร้างตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2555 แจ้งตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุดที่ กค 0421.5/ ว 27 ลงวันที่ 30 มี.ค.2555 ที่กำหนดให้การคำนวณราคากลางงานก่อสร้างของทางราชการที่จะใช้ในการดำเนินการจัดจ้างก่อสร้างนั้น ให้คำนวณตามความเป็นจริง
ข้อบกพร่องดังกล่าว จึงเป็นผลโดยตรงจากการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกำหนดราคากลาง ที่ใช้ปริมาณวัสดุที่คำนวณไว้ในประมาณราคาเบื้องต้น เพื่อใช้ในการเสนอขอจัดสรรรงบประมาณ มาใช้ในการกำหนดราคากลาง แล้วพิจารณาเฉพาะราคาวัสดุและราคาค่าแรงให้เป็นราคาปัจจุบัน โดยมิได้ตรวจสอบ ถอดแบบรูปรายการ หรือคำนวณปริมาณงานใหม่ทั้งหมด
ความเสียหายที่ทางราชการได้รับ จึงเกิดจากการที่มีการกำหนดราคากลางผิดพลาดไม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีของคณะกรรมการกำหนดราคากลาง มิได้เกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐ หรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร) ไม่หักความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมาย ข้ออุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ฟังขึ้น
และเมื่อการกำหนดราคากลางของคณะกรรมการกำหนดราคากลาง ทำให้สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพิจิตรต้องจ่ายค่าจ้างก่อสร้างในราคาที่สูงเกินจริงเป็นเงินจำนวน 979,311.41 บาท เมื่อพิจารณาหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0406.2 /ว 66 ลงวันที่ 25 ก.ย.2560 เรื่อง แนวทางการกำหนดสัดส่วนความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 1.การจัดจ้าง/จัดซื้อราคาแพง 1.2 การกำหนดราคากลางสูงกว่าความเป็นจริง… (2) คำนวณปริมาณงานผิดพลาด กำหนดให้คณะกรรมการกำหนดราคากลางรับผิดร้อยละ 100
โดยความรับผิดในส่วนนี้มีเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคณะกรรมการกำหนดราคากลางจำนวน 3 คน คณะกรรมการกำหนดราคาคากลางต้องร่วมผิดคนละส่วนเท่าๆ กัน ผู้ฟ้องคดี (นาย ว.) จึงต้องรับผิดเป็นเงินจำนวน 326,437.14 บาท
แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีได้นำเงินจำนวน 3,904.17 บาท ไปชำระแก่ทางราชการแล้ว เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2560 ผู้ฟ้องคดีจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทางราชการเป็นเงินจำนวน 322,533 บาท
ดังนั้น คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร) ตามคำสั่งจังหวัดพิจิตร ลับ ที่ 1461/2562 ลงวันที่ 19 ก.ย.2562 เฉพาะส่วนที่ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าจำนวนเงิน 322,533 บาท จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
และเมื่อศาลวินิจฉัยแล้วว่า คำสั่งดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าจำนวนเงิน 322,533 บาท ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แจ้งตามหนังสือจังหวัดพิจิตร ลับ ที่ พจ 0022/ว 12245 ลงวันที่ 4 ธ.ค.2562 ที่วินิจฉัยยืนตามคำสังพิพาท เฉพาะส่วนที่ให้ผู้ฟ้องคดี (นาย ว.) รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าจำนวนเงิน 322,533 บาท จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามคำสั่งจังหวัดพิจิตร ลับ ที่ 1461/2562 ลงวันที่ 19 ก.ย.2562 เฉพาะส่วนที่ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าจำนวนเงิน 159,314.40 บาท โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่มีคำสั่งดังกล่าว นั้น ศาลปกครองสูงสูงสุดเห็นฟ้องด้วยบางส่วน
พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามคำสั่งจังหวัดพิจิตร ลับ ที่ 1461/2562 ลงวันที่ 19 ก.ย.2562 เฉพาะส่วนที่ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าจำนวนเงิน 322,533 บาท โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่มีคำสั่งดังกล่าว” คำพพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.1271/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.164/2569 ลงวันที่ 23 ก.พ.2569 ระบุ













