ถกงบ 70 วันแรก ฝ่ายค้านวิจารณ์รัฐบาลจัดงบ “ฝีแตก” และคำว่าเอไอ “กลายเป็นรหัสกดเอทีเอ็มใหม่”

ที่มาของภาพ : Thai news pix

Printed เวลาอ่าน: 23 นาที

วันนี้ (29 มิ.ย.) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ในวาระที่ 1 เป็นวันแรก โดยในปีนี้ทางคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎรหรือวิป 3 ฝ่าย) เคาะให้มีการอภิปรายเป็นเวลาทั้งหมด 41 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย. ถึง 1 ก.ค.

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 วงเงินรวม 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากงบประมาณปีก่อน โดยโครงสร้างยังเน้นรายจ่ายประจำเป็นสัดส่วนสูงถึงราว 73.6% ขณะที่งบลงทุนลดลง และมีการตั้งงบกลางเพิ่มขึ้นเกือบ 6 หมื่นล้านบาท เป็น 693,880 ล้านบาท เพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจและเหตุฉุกเฉิน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบรับหลักการร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ…. ที่เสนอให้โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 จากบางหน่วยรับงบประมาณมาตั้งเป็นงบกลางของปีงบประมาณ 2570 จำนวน 10,328.07 ล้านบาท ด้วยมติ 462 เสียง ไม่มีผู้ไม่เห็นชอบ และงดออกเสียง 1 เสียง

ด้านการจัดสรรรายกระทรวง กระทรวงการคลังได้รับงบมากที่สุด ตามด้วยกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และกระทรวงสาธารณสุข

ส่วนกระทรวงที่ได้งบน้อยที่สุด ได้แก่ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ

ขณะที่บางกระทรวงได้งบประมาณเพิ่ม เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แต่หลายหน่วยกลับงบลดลง โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

อนุทินมอบหมายให้เอกนิติแถลงร่าง พ.ร.บ.งบฯ 2570

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เนื่องจากนายอนุทินติดภารกิจตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีในการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศตามคำเชิญของทางการฝรั่งเศส

นายเอกนิติกล่าวว่างบประมาณปี 2570 ตั้งไว้ที่ 3,788,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้ตั้งไว้เพื่อเป็นเงินคงคลังที่ 71,038.1 ล้านบาท และร่างที่รัฐบาลนำเสนอวันนี้จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประชาชนตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายของรัฐบาล

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed readingได้รับความนิยมสูงสุด

Close of ได้รับความนิยมสูงสุด

สำหรับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2570 จะอยู่ที่ร้อยละ 1.7-2.7 ค่ากลางร้อยละ 2.2 ตามการฟื้นตัวขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกสินค้าและบริการ ประกอบกับการเติบโตด้านอุปสงค์ภายในประเทศทั้งด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ตลอดจนแรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐและงบประมาณภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ภายใต้กระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง การกีดกันทางการค้าของประเทศหลัก และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปี 2570 จะอยู่ที่ร้อยละ 0.5-1.5 ค่ากลางร้อยละ 1 แต่ยังมีความไม่แน่นอนจากวิกฤตพลังงานและบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลร้อยละ 1.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

สำหรับฐานะการคลังมียอดหนี้คงค้าง ณ เดือน เม.ย. 2569 จำนวน 12,800,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 66.66 ของจีดีพี ยังไม่เกินกรอบวินัยการคลังของรัฐที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 70 ส่วนเงินคงคลัง ณ เดือน พ.ค. 2569 อยู่ที่ราว 340,000 ล้านบาท ส่วนอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับเหมาะสม และฐานะการเงินด้านต่างประเทศของไทยก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดี

ที่มาของภาพ : thai news pix

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง

รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่ารัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุลเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีศักยภาพ ควบคู่กับการปฏิรูปประเทศ ด้วยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ไว้ที่ 3,788,000 ล้านบาท โดยนำมาจากรายได้รัฐบาลสุทธิที่ 3,000,000 ล้านบาท และเงินกู้ชดเชยขาดดุลที่ 788,000 ล้านบาท

“ร่างงบประมาณ 2570 ต้องทำหน้าที่ 2 อย่างด้วยกัน คือ ประคับประคองประชาชนและเศรษฐกิจในวันนี้ และวางรากฐานให้ประเทศแข็งแรงในอนาคต” นายเอกนิติ กล่าว

1 ใน 5 ของงบประมาณทุ่มลงไปที่ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม

หากดูจากการจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์ 6 ด้าน นายเอกนิติระบุว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคง ได้งบประมาณไป 407,165.1 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.7 ของวงเงินงบประมาณ ซึ่งจะไปใช้ในงานด้านความมั่นคง การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ การพัฒนาระบบเตรียมพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ เป็นต้น

ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน กรอบวงเงิน 348,427.4 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.2 ของวงเงินงบประมาณ หลัก ๆ ใช้สำหรับการส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต การเกษตรสร้างมูลค่า การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล การส่งเสริมรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้มแข็ง แข่งขันได้ การพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ เช่น การสร้างถนนและบำรุงทาง 133,395 กม. การปรับปรุงทางรถไฟ 68 แห่ง การพัฒนาท่าเรือ 36 แห่ง การก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง 20 แห่ง การพัฒนาท่าอากาศยาน 26 แห่ง เพื่อให้รองรับผู้โดยสารได้ 55 ล้านคน เป็นต้น

ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการพัฒนาและเสริมศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 611,194.5 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 16.1 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต ทั้งในด้านคุณภาพการศึกษา เช่น สนับสนุนโครงการคืนครูให้นักเรียน 66,490 คน การเรียนรู้ และทักษะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่ เช่น การเสริมทักษะเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาทักษะใหม่และทักษะเดิมให้แก่ประชาชน ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ไปจนถึงการเสริมสร้างศักยภาพการกีฬา

ยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีงบประมาณ 960,916.6 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 25.4 ของวงเงินงบประมาณ โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างพลังและหลักประกันทางสังคม ได้แก่ การให้บริการทางการแพทย์สาธารณสุขผ่านการเชื่อมโยงเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะ ไม่น้อยกว่า 47,170,000 คน การดูแลเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี ไม่น้อยกว่า 2,534,500 คน และการสร้างหลักประกันสวัสดิการสำหรับแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ไม่น้อยกว่า 23,063,000 คน ควบคู่กับการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การสนับสนุนอาหารเสริมและนม 4,790,040 คน อาหารกลางวัน 5,334,155 คน สนับสนุนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 12,494,573 คน และเบี้ยยังชีพคนพิการ 3,440,335 คน รวมทั้งการส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน การรองรับสังคมสูงวัยและมาตรการเฉพาะกลุ่ม เช่น การสร้างที่อยู่อาศัยบ้านมั่นคง 2,400 ครัวเรือน บ้านพอเพียง 14,760 ครัวเรือน และพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากร 150 ครัวเรือน ตลอดจนการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา โดยสนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 9,073,400 คน

ยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีงบประมาณ 137,507.8 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.6 ของวงเงินงบประมาณ โดยมุ่งเน้นการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน อนุรักษ์ ฟื้นฟู และป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ ป้องกัน อนุรักษ์ และรักษาฟื้นฟูป่า 107.8 ล้านไร่ พัฒนาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภท 5,133 ไร่ ส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ 23,070 ไร่ และป้องกันควบคุมไฟป่าในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 27.4 ล้านไร่ ควบคู่กับการจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการเผาและปัญหาฝุ่น พีเอ็ม 2.5 รวมทั้งการจัดการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เช่น จัดหาแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค 2,203,563 ครัวเรือน พื้นที่รับประโยชน์จากแหล่งน้ำ 280,822 ไร่ ปริมาณกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น 83.35 ล้านลูกบาศก์เมตร และจากการปฏิบัติการฝนหลวงและวังเก็บน้ำ 1,620 ล้านลูกบาศก์เมตร ตลอดจนการฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ 28 แห่ง อนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ป้องกันการพังทลายของดิน ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 33,444 ไร่ ปลูกป่าทดแทน 23,500 ไร่ และป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ 138,417 ไร่

ยุทธศาสตร์ที่ 6 ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ มีงบประมาณ 676,320.2 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.9 ของวงเงินงบประมาณ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาบริการประชาชนและการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ เช่น การให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ เชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศและรังวัดที่ดินแก่ประชาชน 13 ล้านราย ควบคู่กับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งการสนับสนุนด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

นายเอกนิติกล่าวว่าสำหรับรายการค่าดำเนินการภาครัฐ จัดสรรไว้ที่ 646,648.4 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.1 ของวงเงินงบประมาณ สำหรับแผนงานบริหารเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น การบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง

ศิริกัญญาระบุจัดงบแบบ “ฝีแตก” สะท้อนรายจ่ายยังมากกว่ารายได้

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่าแม้งบประมาณปี 2570 เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วไม่มาก (ประมาณร้อยละ 0.2) แต่ก็ยังคงต้องกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณในระดับสูงมาก

“กลายเป็นว่าการขาดดุลงบประมาณเกินจีพีดี 3 % นั้นเป็นความปกติใหม่ และสะท้อนว่าเรากำลังอยู่ในปัญหาที่เรื้อรังว่าค่าใช้จ่ายมันมีแต่จะเพิ่มขึ้น แต่รายได้ของรัฐบาลนั้นขยับตามไม่ทัน” เธอกล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่าสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นในการจัดสรรงบประมาณที่รายจ่ายด้านการลงทุนถูกหั่นออกไปถึง 70,000 ล้านบาท แต่รายจ่ายประจำกลับพุ่งสวนทางกันหลายแสนล้านบาท อีกข้อกังขาหนึ่งคือถึงแม้งบประมาณปี 2570 เพิ่มขึ้นมาไม่มากก็จริง แต่ทำไมหน่วยงานต่าง ๆ ราวร้อยละ 70 กลับถูกตัดลดงบประมาณลง โดยเฉพาะในส่วนของรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน “ยิ่งส่วนไหนมีงบลงทุนมากก็จะยิ่งถูกตัดมากตามไปด้วย” ขณะเดียวกันงบกลางกลับเป็นส่วนที่ได้รับการจัดสรรงบเพิ่มมากที่สุดเมื่อเทียบกับหน่วยรับงบประมาณอื่น ๆ โดยเฉพาะในรายการที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายบุคลากร

“มันสะท้อนว่าแผลเรื้อรังของงบประมาณไทยมันเอาอะไรมาปกปิดไว้ไม่อยู่แล้ว ฝีที่มันถูกบ่มมาหลายปี มันแตกแล้วในปีงบประมาณ 2570” น.ส.ศิริกัญญากล่าว และเสริมว่าเข้าใจดีกว่ารัฐบาลนี้เข้ามาได้ไม่นาน แต่ในคำแถลงของรองนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีการแสดงความรับผิดชอบหรือยืดอกยอมรับว่าจะต้องมีการปรับปรุงปฏิรูปการคลัง

“ยังคงกอดคำพูดสวยหรูว่าเรารักษาวินัยการเงินการคลังเอาไว้แล้ว ยังคงภูมิใจที่บริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งยังคงเพิ่ม Outlook (การคาดการณ์ไปข้างหน้า) แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้พรม ปัญหาที่เรื้อรังกลับไม่มีการหยิบมาพูดถึงหรือจัดการอย่างจริงจัง” รองหัวหน้าพรรค ปชน. ระบุ

เธอเปรียบเปรยว่าหากยังจัดสรรงบแบบนี้ไปเรื่อย ๆ “ไม่ใช่แค่หนองที่จะไหลไม่หยุด แต่เลืoดก็จะไหลเช่นกัน” เพราะปัญหาคือยังจัดเก็บรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย และความหวังที่จะลดหนี้ ลดการขาดดุล ก็ห่างไกลออกไปเรื่อย ๆ

“ในอนาคต เหตุการณ์แบบนี้ก็จะเกิดขึ้นเป็นลูปนรก งบประมาณของประเทศก็จะขาดดุลแบบที่กดไม่ลงไปแบบนี้ แต่การพัฒนาประเทศหรือการทำอะไรใหม่ ๆ มันก็จะไม่เกิด เพราะมันไม่เหลืองบประมาณอะไรอีกต่อไป” หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคสีส้ม กล่าว

น.ส.ศิริกัญญาอภิปรายต่ออีกว่า รายจ่ายลงทุนลดลง 73,736 ล้านบาท เมื่อดูในรายละเอียดจะเห็นว่านิยาม “รายจ่ายลงทุน” ยังมีความคลุมเครืออยู่ และถึงแม้รายจ่ายด้านนี้ลดลงอย่างมากในปีงบประมาณ 2570 แต่พบว่ารายจ่ายลงทุนยังคงมุ่งเน้นไปที่การก่อสร้างถนนราว 144,000 ล้านบาท และการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ 16,600 ล้านบาท

“สิ่งที่เราไม่คิดว่าจะเป็นรายจ่ายลงทุนแต่กลับนับเป็นรายจ่ายลงทุน ยกตัวอย่าง ในงบกลางเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็น 100,000 ล้านบาท อนุมัติเพราะเป็นเงินสำรองจ่าย ยังไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร จาก 100,000 ล้านบาท พบว่า 60,000 ล้านบาทถูกนับเป็นเงินรายจ่ายลงทุน”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)

น.ส.ศิริกัญญาอภิปรายด้วยว่า ถึงแม้ในปีงบประมาณ 2570 รายจ่ายประจำจะเพิ่มขึ้น แต่เห็นได้ว่ายังไม่ครอบคลุมรายจ่ายจริงซึ่งใช้สำหรับเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล งบชำระดอกเบี้ย เงินสำรองและเงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่ประเมินว่าจริง ๆ แล้วอยู่ที่ 934,470 ล้านบาท ขาดอีกกว่า 85,000 ล้านบาท

“ตกลงแล้วประเทศนี้ใช้งบในแต่ละปีเท่าไรกันแน่ เพราะที่ขอสภาไปมันไม่ถึง พอจ่ายจริง จ่ายไม่พอ ก็ไปใช้เงินคงคลัง แล้ววนลูปกันแบบนี้ ตั้งเงินใช้คืนเงินคงคลังในปีถัดไป กินงบประมาณที่เราจะสามารถใช้ได้ในอนาคต” น.ส.ศิริกัญญา ระบุ

เธอมองว่าด้วยการจัดสรรงบประมาณติดข้อจำกัดเหล่านี้ จึงทำให้ปีงบประมาณ 2570 ไม่ค่อยมีการจัดสรรเงินให้กับโครงการใหม่ ๆ และที่ตรวจพบก็เห็นว่ามีโครงการใหม่เพียง 300 กว่าโครงการในงบประมาณราว 10,000 ล้านบาทเท่านั้น

“แล้วที่ตลกก็คือเมื่อสักครู่ ท่านรองนายกฯ อ่านชื่อโครงการต่าง ๆ ออกมามากมายที่มีชื่อต่อท้ายว่าพลัสพลัส เช่น ชุมชนพลัส เทรดพลัส คนตัวน้อยพลัส แต่พอไปดูในเอกสารงบประมาณไม่มีโครงการที่มีชื่อต่อท้ายว่าพลัสพลัสใด ๆ เลย อาจจะมีแค่ตู้น้ำดื่มอาร์โอพลัสกับระบบน้ำประปาโซลาร์พลัส ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามที่ท่านรองนายกฯ ได้พูดไว้”

น.ส.ศิริกัญญาระบุว่า งบที่จัดสรรตามยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ก็ไม่ต่างจากงบประมาณปีก่อน และเห็นได้ว่ามีการปรับแก้น้อยมาก ขณะที่บางเนื้อหาที่ปรับแก้ขึ้นมาเยอะหน่อยก็ไม่เห็นโครงการใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกัน เมื่อพิจารณานโยบายที่รัฐบาลหาแถลงเคยแถลงต่อรัฐสภา เช่น อาสาพยาบาลที่เคยโฆษณาไว้ว่าจะเพิ่ม 10,000 อัตราก็ทำได้แค่เพียงหลักพัน ส่วน 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด ตอนนี้ก็ไม่สร้างศูนย์บำบัดแล้วแต่จะคิดโครงการการบำบัดใหม่ขึ้นมาแทน ซึ่งเป็นหลักสูตรเร่งรัด 9 วัน ในวงเงินงบประมาณ 300 ล้านบาท ขณะที่โครงการทหารอาสาซึ่งเคยระบุว่าจะรับเข้ามา 1 แสนนาย แต่ปรากฏในเล่มงบประมาณว่าทำจริงแค่ 25,000 อัตราเท่านั้น

รองหัวหน้าพรรค ปชน. ตั้งข้อสังเกตว่าคำว่าปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) “กลายเป็นรหัสกดเอทีเอ็มใหม่ของปี 2570” เพราะหากโครงการใดมีชื่อนี้ต่อท้ายก็จะได้ “รับงบประมาณมากขึ้นเป็นพิเศษ” เนื่องจากในปีนี้งบประมาณขึ้นมาเป็น 2 เท่าราว 2,000 ล้านบาทในกว่า 130 โครงการ แต่หายุทธศาสตร์ด้านนี้ไม่เจอ เพราะสุดท้ายแล้วก็ยังคงเป็นต่างคนต่างทำ

อภิสิทธ์ระบุจัดงบ “แบบมองไม่เห็นอนาคต”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ฉบับนี้ “เป็นงบประมาณที่เรามองไม่เห็นอนาคต” โดยออกตัวว่าไม่ได้ตำหนิรัฐบาล เพราะโครงสร้างงบประมาณสะท้อนให้เห็นปัญหาที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน แต่เมื่อเผชิญความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก ประกอบกับวิกฤตต่าง ๆ จึงเป็นความท้าทายและเป็นหน้าที่ของรัฐบาลว่าจะสะสางปัญหาที่หมักหมมอย่างไรให้ประเทศไทยมีพื้นฐานเดินไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่ง

เขาอภิปรายต่อว่าเมื่อพิจารณาโครงสร้างงบประมาณ 2570 เห็นได้ว่าจัดสรรให้เพียงพอกับรายจ่ายประจำและใช้หนี้เท่านั้น เกือบทุกบาทที่เป็นงบลงทุนต้องมาจากงบขาดดุลซึ่งใช้เงินกู้ แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันศักยภาพการหารายได้ของรัฐบาลและการจัดเก็บภาษีอากร “ทำได้แค่เพียงประคับประคองสิ่งที่มีอยู่และชดใช้หนี้ที่ได้สร้างไว้ในอดีต”

หัวหน้าพรรค ปชป. บอกว่าตัวเลขเหล่านี้ “น่ากลัว” เมื่อดูการจัดเก็บภาษีอากรเทียบกับจีดีพีจะอยู่ที่ร้อยละ 14.6 “ซึ่งต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์” ขณะที่ความคาดหวังของประชาชนต่อระบบสวัสดิการนั้นนับวันมีแต่จะสูงขึ้น

นายอภิสิทธิ์ย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่จำเป็นต้องปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถดูแลประชาชนได้อย่างที่ต้องการ เช่น กรณีที่มีการพูดถึงกันมานานแล้วว่าเบี้ยผู้สูงอายุควรขยับไปอยู่ที่เดือนละ 3,000 บาท แต่งบประมาณปีนี้ทำให้เห็นแล้วว่าขยับไปได้ไม่ถึงเดือนละ 1,000 บาทด้วยซ้ำ เบี้ยคนพิการก็ไม่เพิ่ม เด็กแรกเกิดก็ไม่ได้รับเงินอุดหนุนถ้วนหน้า ทั้งที่เป็นเรื่องที่กำหนดกันมานานแล้ว

“ไม่ใช่แค่ปีนี้หรอกครับ มันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะมีการปฏิรูประบบภาษีกันครั้งใหญ่” นายอภิสิทธิ์กล่าว พร้อมเสริมว่าตัวเขาเองก็อยากรู้ว่า รมว.คลัง และรัฐบาลมีแนวคิดเรื่องนี้อย่างไร และหวังว่า “จะไม่หมกมุ่นอยู่กับเพียงการพยายามปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งควรจะเป็นทางเลือกสุดท้าย”

ที่มาของภาพ : thai news pix

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวต่ออีกว่า งบลงทุนลดลงร้อยละ 13.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ขนาดเงินลงทุนต้องใช้เงินกู้ก็พบว่าพื้นที่เงินที่สามารถกู้ได้นั้นลดลงตามไปด้วย ทำให้ไม่เห็นโครงการใหม่ ๆ ในด้านการลงทุน อย่างความคาดหวังของพี่น้องชาวหาดใหญ่ที่ต้องการให้ลงทุนเรื่องป้องกันภัยพิบัติซึ่งมองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนก็ไม่ปรากฏอยู่ในแผนงบ

“รัฐบาลไปกู้เงินเพิ่มอีก 4 แสนล้านบาทที่จะเป็นการลงทุนที่ไม่ใช่การมาแจกจ่าย ไม่เป็น 2 แสนล้านแรกก็เป็น 2 แสนล้านหลัง กลับกลายเป็นการส่งเสริมให้นำเข้าโซลาร์เซลล์กับยานยนต์ไฟฟ้า ก็ไม่ใช่การลงทุนอีก ที่คิดลงทุนร่วมกับเอกชนแบบ PPP (Public Non-public Partnership) เราก็ไม่เห็นโครงการอะไรที่มีความคืบหน้าเลย นอกจากการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านบาท” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เขาปภิปรายต่อว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้รัฐบาลกู้เงินได้เต็มจำนวน 4 แสนล้านบาทก็จะทำให้เพดานหนี้สาธารณะปริ่มเพดานที่ร้อยละ 69 และหากนำรายการติดหนี้สถาบันการเงินของรัฐตามมาตรา 28 ของกฎหมายการเงินการคลัง ซึ่งค้างอยู่ 1 ล้านล้านบาท ก็จะเห็นได้ว่าหนี้ทะลุเพดานร้อยละ 70 ไปแล้ว

“มองออกไป 3-4 ปีข้างหน้า หากจะไม่ให้หนี้ทะลุ 70% ตามนิยามที่ท่านใช้อยู่ ท่านต้องสามารถทำให้รายได้เพิ่มเกินปีละร้อยละ 4 ซึ่งเราไม่ได้เห็นมานานแล้ว นั่นหมายความว่าหนี้สาธารณะจะวิ่งทะลุเพดานไปที่ร้อยละ 80-90 ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า ตรงนี้ไงครับที่เราบอกว่ามองไม่เห็นอนาคต ถ้ารัฐบาลไม่มีความกล้าหาญเพียงพอที่จะผ่าตัดยอดเงินเหล่านี้ที่จะทำให้งบประมาณกลับมามีพื้นที่สำหรับการกลับมาสร้างอนาคตให้กับประเทศได้” นายอภิสิทธิ์ ระบุ

หัวหน้าพรรคสีฟ้าตั้งข้อสังเกตว่า แม้กระทรวงดีอีได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2570 “แต่ยังมองไม่เห็นวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของการที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ ได้อย่างแท้จริง”

ส่วนงบของอีกหลายกระทรวงก็ใส่ชื่อ “ปัญญาประดิษฐ์” ในลักษณะวิ่งตามกระแส เป็นการใช้งานเทคโนโลยีโดยปราศจากความชัดเจนว่าจะลงทุนให้ประเทศไทยนั้นสามารถได้ประโยชน์หรือสร้างมูลค่าให้กับตัวเองจากเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างไร

ก่อนหน้านี้ในช่วงต้น นายเอกนิติ รองนายกฯ และรมว.คลัง แถลงต่อสภาว่า รัฐบาลจัดงบแบบ 5T ได้แก่ ตรงเป้า (target) โปร่งใส (transpatent) ข้ามผ่านวิกฤต (transition) เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ (transformation) และการมีส่วนร่วม (together) รวมถึงการทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ แต่นายอภิสิทธิ์อภิปรายแย้งว่า “ผมไม่ได้เห็นการทั้งงบแบบ 5T การตั้งงบประมาณแบบมุ่งเป้า ผมไม่ได้เห็นงบประมาณฐานศูนย์อย่างแท้จริงเลย” ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570

การดีวิจารณ์งบด้านดิจิทัล ผู้บริหารกระทรวงทำตัวเป็น “หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อ”

ด้านนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. อภิปรายโดยเน้นหนักไปที่งบประมาณด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 โดยบอกว่าเป็น “งบไร้อนาคต” จากความซ้ำซ้อนและไร้ทิศทาง มีการติดป้ายเอไอปลอมแต่ออกมาไม่ตรงปก และการวางงบประมาณเช่นนี้จะทำให้ไทย “ตกขบวนโลก” ด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี

เหตุที่รองหัวหน้าพรรค ปชป. มองว่างบประมาณส่วนนี้ “ไร้อนาคต” เพราะมีความซ้ำซ้อน และไม่ได้ให้น้ำหนักกับงบลงทุนเท่าใด โดยเธอบอกว่า เมื่อพิจารณางบประมาณของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ซึ่งมีการกำหนดไว้ที่ 13,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 30% นั้น แม้ตัวเลขจะดูสูง แต่คิดเป็นเพียง 0.36% ของงบประมาณทั้งประเทศเท่านั้น

“ถ้าเราจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศเอไอและเศรษฐกิจดิจิทัล คำถามคืองบเท่านี้น้อยไปหรือไม่ หรือจริง ๆ ถูกซุกอยู่ในกองทุนหรือหน่วยงานอื่น” นางการดีกล่าว

นางการดีมองว่า ประเด็นที่สำคัญไปกว่าสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับงบประมาณทั้งหมด คือ “วิธีคิด ตรรกะ และวิสัยทัศน์” ที่อยู่เบื้องหลังงบประมาณ โดยเธอบอกว่าเมื่อเธอไปดูงบประมาณของกระทรวงดีอีทั้งหมด พบว่ากว่า 65% กระจุกอยู่ใน 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการ GDCC (Authorities Data Middle and Cloud Carrier) ซึ่งเป็นโครงการคลาวด์ภาครัฐ และโครงการของกรมอุตุนิยมวิทยา เกี่ยวกับระบบข้อมูลและเครื่องมือพยากรณ์เชิงพื้นที่

นางการดีอภิปรายเน้นไปที่โครงการ GDCC ระบุว่าโดยหลักการแล้ว โครงการนี้ควรเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รวบรวมข้อมูลหน่วยงานราชการ ซึ่งอยู่ในงบประมาณของปีนี้เกือบ 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมาจากปีที่แล้วที่มีการตั้งงบไว้ที่ 2,200 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าก็ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข ไปจนถึงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่เช่าคลาวด์ของตัวเองแยกออกไปรวม 55 โครงการ รวมมูลค่า 1,530 ล้านบาท ซึ่งเธอบอกว่า “ตรงนี้แหละค่ะที่เราจะเป็นคำถามว่า แล้วงบที่แท้จริงมันคืออะไร การกระจัดกระจายตัวทำให้มันมีทิศทางได้แน่นอนหรือเปล่า”

นางการดีระบุเพิ่มเติมอีกว่า หากไม่ได้ดูแยกเป็นรายกระทรวง แต่ดูงบประมาณที่เกี่ยวกับดิจิทัลและไอทีทั้งหมด เธอพบว่ามีการตั้งไว้กว่า 51,000 ล้านบาท โดยมีทั้งในกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง อว. กระทรวงมหาดไทย ไปจนถึงสำนักนายกรัฐมนตรี แต่เธอ “ยังไม่เห็นพิมพ์เขียว” และ “ยังไม่เห็นโรดแมป” ของสิ่งนี้เลย เธอจึงยังมีคำถามอยู่

รองหัวหน้าพรรคสีฟ้า กล่าวด้วยว่าแผนภาพการบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลที่พบว่ามีทั้งหมด 8,700 ล้านบาท พบว่าเป็นงบลงทุนเพียงแค่ 9.4% ส่วนกว่า 70% เป็นงบการดำเนินงาน ซึ่งเธอมองว่าคือการ “ลงทุนนิดเดียว แต่อยากที่จะขับเคลื่อนประเทศที่จะไปสู่ประเทศดิจิทัล”

นางการดีได้เปรียบเทียบส่วนงานด้านนี้กับของประเทศสิงคโปร์ที่มีการตั้งเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าด้านการวางยุทธศาสตร์ดิจิทัล (Chief Digital Technique Officer) อยู่ในระดับปลัดกระทรวงและรองปลัดกระทรวงของแต่ละกระทรวง และมีหน่วยงานเทคโนโลยีของรัฐบาล (GovTech) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในสิงคโปร์โดยเฉพาะ

“ดิฉันมองว่างบประมาณที่เกิดขึ้น มันทำให้อนุมานได้ว่า ผู้บริหารองค์กรหลัก ๆ อย่างกระทรวงดิจิทัลฯ กลับกลายเป็นทำหน้าที่เป็นเหมือนหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อ มากกว่าที่จะเป็นคนที่ดูแลในเรื่องของ technique (ยุทธศาสตร์) ของประเทศ” นางการดีกล่าวเทียบเคียงไทย

ที่มาของภาพ : Thai News Pix

นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุถึงงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลและเทคโนโลยีในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 ว่าเป็นงบที่ “ซ้ำซ้อน” และ “ไร้ทิศทาง”

ในภาพรวม นางการดียังกล่าวถึงโครงการต่าง ๆ ในร่างงบประมาณว่ามี “เอไอติดป้ายปลอม ไม่ตรงปก” จำนวนมาก โดยเธอพบว่ามีการตั้งงบประมาณในร่างงบฯ ประจำปี ที่มีการระบุว่าเกี่ยวกับเอไอ หรือ ปัญญาประดิษฐ์ รวมแล้วสูงถึง 2,583 ล้านบาท โดยมีทั้งหมด 198 รายการ ใน 91 หน่วยงาน ใน 20 กระทรวง

“ตื่นเต้นอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า กว่า 90% ระบุว่าเป็นงบลงทุน” เธอกล่าว “ดิฉันวิเคราะห์แล้วใจฟูจังเลยว่า จะลงทุนกันถึง 90% ของจำนวนนี้ “แต่จริง ๆ แล้วพอลงไปดูเนื้อข้างใน งบที่ว่าลงทุนนี้กลับกลายเป็นว่า งบสร้างห้องเรียน งบซื้อครุภัณฑ์ มีแม้แต่งบสร้างอาคารปัญญาประดิษฐ์ด้วย เพราะฉะนั้นการทำงบแบบนี้มันจะทำให้ผู้บริหาร หรือผู้ที่วางวิสัยทัศน์ หรือวางงบประมาณ อาจจะมีการตีความขีดความสามารถของประเทศของเราผิดไป”

“สุดท้ายกลายเป็นว่ากระจายไปหมด แต่ไร้ศูนย์กลางยุทธศาสตร์ว่าเราจะไปทางไหน เหมือนเอาป้ายเอไอไปแปะเพื่อจะได้มาซึ่งงบงบประมาณเอไอ แต่ว่าก็ไม่ได้สร้างผลงานหรือผลสัมฤทธิ์หรือผลลัพธ์ หรือ consequence (ผลลัพธ์) ทางด้านเอไออย่างแท้จริง” นางการดี ตั้งข้อสังเกต

เธอไล่เรียงต่อไปอีกว่า การวางงบประมาณที่ไร้อนาคตดังที่เธอกล่าวไปข้างต้นนั้น “จะชวนประเทศไทยตกขบวนอีกรอบ”

“ดิฉันให้ท่านลองตอบคำถามในใจว่า ถ้าเราพูดถึงการเดินไปข้างหน้าอย่างมียุทธศาสตร์ จะทำยังไงให้ประเทศไทยไม่ตกขบวน”เธอระบุ ก่อนจะถามหลายคำถาม เช่น โครงสร้างพื้นฐานเอไอระดับชาติและข้อมูลที่จะใช้ฝึกเอไออยู่ตรงไหน จะใช้เอไอในการกำหนดของเขต (scale) โครงการรัฐหรือเอกชนได้อย่างไร จะเพิ่มทักษะทั้งภาครัฐและแรงงานแบบไหน ไปจนถึงมีกฎเกณฑ์อะไรที่จะทำให้เอกชนเชื่อมั่นในข้อมูลจากโครงการเอไอ และทำให้นำไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจได้จริง

“เรารู้สึกว่าผู้บริหารยุทธศาสตร์ ผู้บริหารงบประมาณ ทำตัวเหมือนเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างว่าจะเลือกที่นั่นที่นี่ในราคาถูกมาอย่างไรดี แต่ไม่มีใครมาวางรากฐานสักทีว่าแล้วเราจะสร้างพื้นฐานให้มันเกิดการเติบโตในประเทศที่แท้จริงได้อย่างไร” นางการดีกล่าว

วีระยุทธอัดรัฐบาลจัดงบแบบ “กลัวตกกระแส” ใช้งบ “ติดแกลม” หนุนค่ายรถอีวี แต่ทิ้งขว้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. อภิปรายว่างบประมาณปี 2570 “ทิ้งขว้าง” อุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์

เขากล่าวว่ารัฐบาลเคยตั้งเป้าว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 12 ปีข้างหน้า แต่ดูเหมือนว่านายกรัฐมนตรีและนายเอกนิติ รองนายกฯ รวมถึงทีมงานยังคิดไม่ละเอียดว่าจะไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างไร จะต้องทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวปีละเท่าไร ซึ่งคำตอบก็คือต้องทำให้จีดีพีโตได้ปีละร้อยละ 5.8 แต่ทีมเศรษฐกิจของนายอนุทินซึ่งเป็นชุดเดียวกันกับรัฐบาลชุดนี้ ทำให้เศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 โตที่ร้อยละ 2.5 ส่วนไตรมาสแรกของปีนี้โตที่ร้อยละ 2.8 นั่นหมายความว่ายังทำได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งตามเป้าหมายที่ประกาศไว้

“ยังไม่เคยทำได้ครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตัวเองประกาศไว้เลย ต้องเรียนว่านี่เป็นตัวเลขสากล รัฐบาลจะมาคิดในกรอบคนละครึ่งไม่ได้ จะมาคิดว่าท่านทำสัก 40 แล้วให้เวิลด์แบงก์มาเติมอีก 60 ต้องขอเรียนว่าไม่ได้” นายวีระยุทธกล่าว

นายวีระยุทธบอกว่าการตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูง ถือว่าเป็นหมุดหมายที่ดี แต่หากยังจัดงบประมาณเช่นนี้ก็ยังไม่เห็นว่าจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไร

“รัฐบาลภูมิใจไทยทำนโยบายแบบ FOMO (Bother of Missing Out) กลัวตกกระแส กลัวตกเทรนด์แล้วจัดงบประมาณแบบติดแกลม” เขากล่าว

รองหัวหน้าพรรค ปชน. อภิปรายต่อไปว่า ไทยติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมากกว่า 50 ปี หากเทียบกับเกาหลีใต้ซึ่งแซงหน้าประเทศไทยไปมากแล้ว จะเห็นได้ว่าเขาอัปเกรดอุตสาหกรรมของตนเองให้เก่งขึ้นเรื่อย ๆ ตรงข้ามกับรัฐบาลไทยที่ทำนโยบายแบบกลัวตกกระแส “ยอมลดแลกแจกแถมทุกอย่างเพื่อให้ขบวนรถเทคโนโลยีวิ่งผ่านหน้าบ้านเรา” แต่ไม่เคยได้ขึ้นขบวนรถคันไหนเลย และมักทิ้งของเก่าพร้อมกับกระโจนหาสิ่งใหม่โดยละเลยผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพไปพร้อม ๆ กัน

เขากล่าวว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยคืออุตสาหกรรมล่าสุดที่กำลังถูกทิ้ง ซึ่งรัฐบาลนี้กำลังใช้เงินซื้อรถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี (EV) แต่ไม่ยอมใช้เงินสร้างอุตสาหกรรม และที่ผ่านมารัฐไทยใช้เงินอุดหนุนค่ายรถไฟฟ้าไปแล้ว 21,000 ล้านบาทผ่านโครงการ EV3.0 และ EV3.5 ขณะเดียวกันก็สูญเสียรายได้จากการเว้นอากรขาเข้าปีละ 13,000 ล้านบาท จนทำให้เกิดคำถามว่า “แล้วเราได้อะไร”

ที่มาของภาพ : Thai News pix

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน

แม้ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ (BOI) ระบุว่าการใช้เงินอุดหนุนรถไฟฟ้าไม่ใช่การให้เงินเปล่า ๆ แต่ต้องมีการผลิตชดเชย แต่นายวีระยุทธกล่าวว่าประเด็นที่น่ากังวลคือ ยอดผลิตบางส่วนจะไม่มีวันเกิดขึ้นแล้ว เมื่อพิจารณาเป้าการผลิตของปี 2569 ก็พบว่าผ่านไปครึ่งปีสามารถผลิตได้เพียงร้อยละ 13 ของเป้าหมายทั้งปี และที่น่ากังวลมากที่สุดคือห่วงโซ่อุปทาน (present chain) อีวีแทบไม่ได้เชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทย โดยพบว่าเชื่อมโยงเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น

เมื่อพิจารณางบปี 2570 พบว่าเงินที่ทุ่มลงไปในอุตสาหกรรมยานยนต์กลับทุ่มไปที่ค่ายรถอีวีราว 3,500 ล้านบาท ส่วนงบด้านห่วงโซ่อุปสงค์อยู่ที่ 411 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเขามองว่า “เป็นการใช้งบแบบติดแกลม” เนื่องจากงบด้านห่วงโซ่อุปสงค์จะถูกแบ่งไปใช้ด้านโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 300 กว่าล้านบาท และเหลืองบเพื่อพัฒนาคนอีกเพียงแค่ 60 กว่าล้านบาท

“กลายเป็นว่าเราใช้เงินกับการซื้อรถอีวีเป็นหลัก” เขากล่าว และเสริมว่ากรณีสะท้อนให้เห็นว่าการแบ่งงานรัฐมนตรีตามโควต้านั้นไร้วาระและยุทธศาสตร์นำ

นายวีระยุทธบอกว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดเงินลงทุน “แต่เราขาดยุทธศาสตร์ ขาดคนที่คิดละเอียด เราขาดคนที่เข้าใจภาคการผลิต เข้าใจว่านี่คือรากฐานของขีดความสามารถในการแข่งขัน”

เขามองว่าภาคการผลิตเป็นรากฐานสำคัญในการจ้างงานคนในประเทศและแหล่งพัฒนาเทคโนโลยี ดังนั้นนายกฯ ต้องสั่งประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติหรือบอร์ดอีวีได้แล้ว และเปลี่ยนชื่อเป็นบอร์ดยานยนต์อนาคต เพื่อจะได้คิดทะลุตลอดสายห่วงโซ่อุปทาน

รองหัวหน้าพรรคสีส้มเสนอด้วยว่า รัฐบาลควรเพิ่มงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาแรงงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านยานยนต์สมัยใหม่ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านผู้ผลิตชิ้นส่วนสู่อุตสาหกรรมใกล้เคียง โดยเฉพาะเครื่องมือทางการแพทย์ และปรับโครงสร้างภาษีอากรรวมถึงการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (local issue) ให้เอื้อต่อการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในไทย

อิสริยะ วิจารณ์งบด้านดิจิทัลกระโดด 3.3 หมื่นล้าน ส่อเค้าเป็นขุมทรัพย์ใหม่ “หาเงินทอน”

นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. เป็นอีกคนที่อภิปรายงบประมาณด้านดิจิทัลในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570

เขาบอกว่างบประมาณด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดโดยมีตัวเลขรวม 33,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ถึง 28% ในขณะที่ภาพรวมของงบประมาณปี 2570 ทุกกระทรวงถูกลดงบ แต่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือดีอี เป็นกระทรวงเดียวที่ได้รับงบประมาณด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น 114%

นายอิสริยะกล่าวอภิปรายถึงโครงการ TH-AI Passport ให้สิทธิ์ชาวไทย 5 ล้านคนใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) รูปแบบโปรได้ฟรีว่า แม้สำนักงบประมาณหั่นเงิน 900 ล้านบาทที่ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือดีอี เคยกล่าวว่าเตรียมไว้ในงบประมาณปี 2570 เพื่อทำโครงการในเฟสสองออกไปแล้ว แต่โครงการนี้ก็อาจกลับมาได้ในรูปแบบของเงินนอกงบประมาณ เช่นเดียวกับเฟสแรกที่ใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

สส.พรรคประชาชน กล่าววิจารณ์ถึงการใช้งบประมาณจากกองทุนดังกล่าวว่า เปรียบเสมือนการ “ขอเอง กินเอง ชงเอง ตบเอง จบในตัว” เพราะหน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการคือสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ซึ่งทั้งปลัดดีอีและเลขาธิการ สดช. นั่งอยู่ในทั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนและคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ ดังนั้นจึงเป็น “สิ่งที่ต้องขอให้จับตาดูกันไว้”

ที่มาของภาพ : Thai News Pix

นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

สส.พรรคสีส้มที่เป็นอดีตผู้บริหารแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่ กล่าวด้วยว่าในแผนงบประมาณในปี 2570 มีหลายรายการที่ “แปะชื่อเอไอ” โดยมี 81 หน่วยงาน 176 โครงการ งบประมาณรวม 2,200 ล้านบาท

“ไม่ว่าคุณจะเป็นหน่วยงาน กรม กระทรวงใดก็ตาม คุณมีโปรเจกต์มา คุณแปะคำว่าเอไอเข้าไปต่อท้าย… เหมือนกับคำว่าซอฟต์พาวเวอร์ในอดีต”

นายอิสระ กล่าวถึงความไม่ชอบมาพากลของโครงการที่แปะชื่อด้วยคำว่า เอไอ ในบางโครงการว่าเมื่อดูรายละเอียดแล้วกลับกลายเป็นงบก่อสร้างอาคาร ยกตัวอย่างโครงการศูนย์รวมเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะเพื่อสร้างเศรษฐกิจการเรียนรู้ นวัตกรรม บูรณาการปัญญาประดิษฐ์เพื่อการแพทย์ มูลค่า 164 ล้านบาท ของมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าเนื้อในคืองบ “สร้างตึก”

เขามองว่าการที่หน่วยงานภาครัฐของไทยตื่นตัวเรื่องเอไอเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ตั้งคำถามว่าในประเด็นนี้ที่จริงแล้วประเทศไทย “อยากเป็นผู้ซื้อหรือผู้สร้าง” เพราะในบรรดา 176 โครงการเกี่ยวกับเอไอ เขามองว่ามีเพียงโครงการเดียวที่เป็นผู้สร้าง คือโครงการ “สร้างโมเดลภาษาไทยขนาดใหญ่” (Thai LLM) ของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ซึ่งตั้งงบประมาณไว้เพียงประมาณ 52 ล้านบาท คิดเป็นแค่ 2.6% ของโครงการเอไอทั้งหมดของประเทศ ซึ่งนายอิสริยะมองว่า หากรัฐบาลอยากให้คนไทยเป็นผู้สร้าง ไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ ก็ควรจะต้องใส่งบประมาณด้านการสร้างให้มากกว่านี้

ที่มาของภาพ : Thai News Pix

นายอิสริยะตั้งคำถามถึงงบประมาณโครงการ GDCC ซึ่งเป็นโครงการ “รวมศูนย์การเช่าคลาวด์ของหน่วยงานภาครัฐมาไว้ที่เดียว” มีการตั้งงบเพิ่มขึ้นมาก้าวกระโดดแล้ว แต่ปรากฏว่ายังมีหน่วยงานอื่น ๆ ตั้งงบค่าคลาวด์และค่าดาต้าเซ็นเตอร์มาอีก รวม 3,500 ล้านบาท เป็นสิ่งที่ซ้ำซ้อนกันหรือไม่

นอกจากนี้ นายอิสระยังชี้ให้เห็นถึงโครงการอีกประเภทที่เติบโตขึ้นอย่างเงียบ ๆ คือโครงการเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) ที่มี 71 หน่วยงานของบประมาณรวมกว่า 2,300 ล้านบาท

“คำถามที่ประชาชนอยากรู้คงเป็นว่า ขอเงินไปทำไมตั้ง 2,000 กว่าล้าน แต่หน่วยงานภาครัฐก็ยังโดนแฮ็ก ข้อมูลประชาชนก็ยังรั่วไหลอยู่ ตกลงแล้วเราซื้อ Cyber Security (ความปลอดภัยทางไซเบอร์) เยอะขนาดนี้ เอาไว้เพื่อป้องกันการโดนแฮ็ก หรือนี่คือช่องทางกอบโกยใหม่กันแน่” นายอิสริยะ ระบุ

สส.ปชน. ชี้ว่าค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เหล่านี้ “ไม่มีราคากลาง” และมีค่าใช้จ่ายแฝงต่าง ๆ เช่น ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ การอนุญาต (license) ค่าที่ปรึกษา และค่าการฝึกอบรมต่าง ๆ อยู่เต็มไปหมด ทำให้ “พิสูจน์ความคุ้มค่าได้ยาก”

สส.พรรคประชาชน ยังระบุว่างบประมาณดิจิทัลก้อนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย กลับเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดอย่าง “ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์” ซึ่งพบว่ามี 254 หน่วยงานที่ซื้อคอมพิวเตอร์รวม 11,000 ล้านบาท คิดเป็นหนึ่งในสามของงบประมาณด้านดิจิทัลทั้งหมด โดยในบรรดาหลายหน่วยงานที่ของบประมาณซื้อคอมพิวเตอร์เข้ามา มีรัฐสภาที่ขอเงินค่าไอทีรวมกันทั้งฝั่ง สส. และ สว. กว่า 500 ล้านบาท

“มีอยู่ตึกนี้ตึกเดียว ขอเงินค่าไอที 500 ล้านบาท แทบจะเทียบเข้ากับหน่วยงานอื่นขอซื้อทั้งประเทศแล้ว เอาไปทำอะไรมาเยอะขนาดนั้น” นายอิสริยะตั้งคำถาม โดยบอกด้วยว่าบริษัทที่ประมูลงานไอทีของรัฐสภาได้ก็อยู่ในเครือข่ายเดียวกับที่ได้งานโครงการ TH-AI Passport ด้วย

เขายังให้ความเห็นอีกว่า หากรัฐบาลมีความจริงใจกับเรื่องเอไอจริง ควรมีการตั้ง “บอร์ดเอไอแห่งชาติ” ซึ่งขณะนี้ผ่านมาทั้งรัฐบาล “อนุทิน 1” และ “อนุทิน 2” มาแล้ว เขายังไม่เห็นว่ามีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าว มีเพียงนายชัยชนก ชิดชอบ รมว.กระทรวงดีอี ที่ทำหน้าที่เสมือน “ซีทีโอ” หรือหัวหน้าผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยี (Chief Technology Officer – CTO) ของรัฐบาลชุดนี้

“รัฐบาลในอดีตอาจมีวิธีการคอร์รัปชันผ่านโครงการก่อสร้าง เพราะว่ามันหาเงินทอนได้ง่าย หาส่วนต่างง่าย แต่ผมว่าโลกมันกำลังเปลี่ยน สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือรัฐบาลยุคใหม่อาจจะหาขุมทรัพย์ใหม่เจอก็คืองบดิจิทัล อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่ามันหาส่วนต่างง่ายกว่า ราคากลางไม่ชัดเจน ไม่เสียชีวิตตัว ประเมินความคุ้มค่ายาก” นายอิสริยะกล่าว

“อยากฝากถึงรัฐบาลให้มองดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการยกระดับประสิทธิภาพของประเทศ ขอให้ลงทุนให้คุ้มค่า ถ้าไม่รู้ว่าจะทำเรื่องดิจิทัลยังไง มาถามหัวหน้าเท้งของผมได้ พรรคเรามีคนดิจิทัลเยอะ ยินดีให้คำปรึกษาฟรี แต่ถ้าเกิดท่านใช้อย่างไม่ระมัดระวัง เน้นเงินทอน งบดิจิทัลมันจะเปลี่ยนจากก่อสร้างพลัส มาสู่ดิจิทัลพลัส” เขาระบุทิ้งท้าย

ภราดรรับ รบ. ทำงบ 70 แบบ “ปะผุ” เพราะติดงบจ่ายประจำ – หนี้เก่าจากรัฐบาลก่อน

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงในช่วงเย็นหลังจากฝ่ายค้านอภิปรายตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาถึงการจัดทำงบประมาณปี 2570 ของรัฐบาล ที่ระบุว่าเป็นการจัดทำงบประมาณแบบ “ฝีแตก” หรือเป็น “แผลเรื้อรัง” นั้น โดยนายภราดรกล่าวว่า “ไม่ปฏิเสธ ว่าสถานการณ์ของงบประมาณปี 2570 มันเป็นอย่างที่ท่านว่าจริง ๆ”

เขาบอกว่ารัฐบาลนี้ได้มีโอกาสจัดทำงบประมาณปีนี้เป็นปีแรก ซึ่งตนเองที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ และนายเอกนิติที่ดูแลภาพรวม ได้พูดคุยกันทันทีที่มีการจัดทำงบประมาณ และได้ “เห็นปัญหาไม่ต่างจากที่ท่านเห็น” เขากล่าวโดยอ้างอิงการอภิปรายของฝ่ายค้านก่อนหน้านี้

“รัฐบาลนี้ พวกผมเห็นไม่ต่างจากท่านหรอกครับ แล้วผมก็เชื่อกันว่า… ถ้าหากไม่มีการดำเนินการปรับแก้ แก้ไข หรือยังคงดำเนินการจัดทำงบประมาณ หรือโครงสร้างงบประมาณแบบเดิมอยู่ ประเทศนี้ ในอีกสองสามปี เราอยู่ไม่ได้หรอกครับ”

นายภราดรอ้างอิงตัวเลขงบประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท โดยบอกว่าในตัวเลขนี้ แบ่งเป็นเงินที่ฝ่ายจัดหารายได้ หาได้ 3 ล้านล้านบาท ส่วนอีก 7.88 แสนล้านบาทเป็นเงินกู้ ซึ่งเงิน 3 ล้านล้าน ต้องใช้ในรายจ่ายประจำ กับใช้หนี้ที่ก่อกันมาตั้งแต่ในอดีต จากตัวเลขดังกล่าวนี้รัฐบาลจึงมีทางเลือกแค่สองทาง คือการตามน้ำไป และทำงบประมาณแบบเดิม ๆ ขาดเงินเท่าไรก็ไปกู้เพิ่ม หรือจะแก้ไขที่โครงสร้าง ซึ่งรัฐบาลเลือกทางหลัง

“ผมก็ยอมรับว่าเราไม่สามารถที่จะจัดทำงบประมาณปี 70 ได้อย่างสมบูรณ์แบบตามที่ทุกคนปรารถนา เพราะโครงสร้างเดิมที่มันมีอยู่แบบนี้ เราก็ทำได้แบบวิธีการจัดทำงบประมาณปะผุ ก็ยอมรับกันตรง ๆ” นายภราดรกล่าว โดยย้ำว่าหากเลือกวิธีแรกจะเป็นวิธีการที่ง่ายดายกว่าด้วยซ้ำ ในการทำให้กระทรวงต่าง ๆ มีเงินเพิ่มขึ้นมาทำโครงการที่ให้สัญญากับประชาชนไว้ แต่รัฐบาลมีเป้าหมายต้องการจะปรับโครงสร้าง และรักษาวินัยทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดมากกว่า

“จะเห็นว่าปีนี้เรากู้ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเลย และถ้าดูแผนการคลังระยะปานกลาง… ตัวเลขการขาดทุนงบประมาณที่ท่านเอกนิติ รมว.คลัง ได้วางไว้ พยายามลดการขาดดุลลงเรื่อย ๆ เรายอมเจ็บ เพราะเรารู้ว่ารัฐบาลไม่ยอมเจ็บปีนี้ ปีหน้าก็เจ็บเหมือนกัน ปีถัดไปปีมะรืนก็เจ็บเหมือนกัน และรัฐบาลนี้ไม่ได้อยู่ตลอดไป รัฐบาลหน้าก็จะต้องมาเผชิญกับปัญหาแบบนี้เหมือนกัน” เขาระบุ

ที่มาของภาพ : Thai News Pix

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

รมต.ประจำสำนักนายกฯ ยังพูดถึงตัวเลขงบประจำที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญว่าเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การลงทุนลดลงต่ำจากปีที่แล้ว 70,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกกระทรวง ทบวง กรม ได้รับงบประมาณลดลง มีเพียงไม่กี่กระทรวงที่ได้รับการจัดสรรเพิ่มเติม

“เมื่อเช้าหลังจากที่ผมฟังสองสามท่านพูดอภิปราย ผมก็ไปหาคุณศิริกัญญา ผมก็ไปหาท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ ผมก็ไปหาท่านกรณ์ แล้วก็บอกว่าผมเห็นด้วยทุกอย่าง และผมก็เห็นภาพเดียวกันกับท่าน และผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาล แต่ทุกภาคส่วนของสังคมร่วมกัน ฝ่ายค้าน สมาชิกรัฐสภา ภาคเอกชน หน่วยงานราชการ ต้องตระหนักรู้และมองภาพเดียวกัน เพื่อที่จะสร้างโครงสร้างงบประมาณของประเทศนี้เสียใหม่ ด้วยโครงสร้างงบประมาณแบบนี้ เราไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ประเทศนี้ได้เลย” นายภราดร ระบุ

เขายังไล่เรียงโครงการต่าง ๆ ที่มีการกล่าวถึงในการอภิปรายวันนี้ เช่น การเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ รวมถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างต่าง ๆ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ “ไม่ใช่รัฐบาลไม่อยากทำ” แต่ด้วยงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด และด้วยโครงสร้างที่บีบรัด ใครก็ตามที่จะมาเป็นรัฐบาล ทราบดีว่ามันทำไม่ได้

นายภราดรยังกล่าวถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะ “รัดเข็มขัด” การใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น เช่น การเดินทางไปต่างประเทศเพื่ออบรมสัมมนาของหน่วยงานราชการ การจ้างคนเพิ่มในหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงการลดเงินลงทุนในส่วนที่ไม่จำเป็น ลดการสร้างอาคารสำนักงานที่ไม่จำเป็น ลดความซ้ำซ้อนงบประมาณกลุ่มต่าง ๆ

“การดำเนินการแบบนี้ครับท่านประธาน ตัดลดงบประมาณทุกกระทรวง ทบวง กรม ผมก็ถูกตำหนิ” นายภราดรกล่าว ” เพื่อนในคณะรัฐมนตรีผม ตั้งแต่ฝั่งนู้น ตั้งแต่อุตสาหกรรม ท่านวราวุธ ไล่มาเนี่ย ทุกคนมาตำหนิที่ผม เพราะผมได้รับมอบหมายให้ดูแลสำนักงบประมาณ ผมก็ได้เอาเหตุผล ได้บอกกับทุกท่านไปว่า ด้วยสภาวะรายรับรายจ่ายของรัฐบาลเป็นแบบนี้ เราก็ต้องทำ” นายภราดรกล่าว

หมายเหตุ: ผู้อ่านสามารถติดตามการรายงานถกงบปี 2570 วาระที่ 1 ผ่านทาง.ได้ตลอดทั้งวัน