คาร์บอน-14 “นาฬิกาที่เริ่มเดินหลังความเสียชีวิต” ช่วยไขคดีอาชญากรรมและความลับในประวัติศาสตร์ได้อย่างไร

ที่มาของภาพ : Getty Pictures/BBC

Article Data

    • Author, คริส บารานิวก์
    • Position, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

ในช่วงกลางทศวรรษ 1940 วิลลาร์ด ลิบบี นักเคมีชาวอเมริกัน มั่นใจว่าเขาจะต้องพบสารเคมีสำคัญบางอย่างที่มีประโยชน์มหาศาล ในน้ำเสียที่เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล ซึ่งรวมถึงปัสสาวะและอุจจาระของมนุษย์

เป้าหมายในการค้นหาท่ามกลางสิ่งโสโครกน่ารังเกียจดังกล่าว คือคาร์บอนในรูปแบบที่เป็นไอโซโทปกัมมันตรังสี หรือ “คาร์บอน-14” (carbon-14) ที่อยู่ในธรรมชาตินั่นเอง เนื่องจากลิบบีเกิดความคิดที่ว่า หากมีคาร์บอน-14 อยู่ในสิ่งมีชีวิตและในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติจริง มันจะทิ้งร่องรอยของการสลายตัวช้า ๆ เอาไว้ในพืชและสัตว์ที่เสียชีวิตลง ดังนั้นหากทราบว่ายังมีคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่ในซากพืชซากสัตว์เท่าไหร่ ก็จะสามารถคำนวณและประมาณการได้ว่า พืชและสัตว์นั้นเสียชีวิตลงเมื่อใดกันแน่

อย่างไรก็ตาม ลิบบีจะต้องพิสูจน์ให้ได้เสียก่อนว่า มีคาร์บอน-14 อยู่ทั่วไปในธรรมชาติจริง และต้องมีความเข้มข้นตรงกับที่เขาได้ประมาณการไว้ด้วย เพราะก่อนหน้านั้นนักวิทยาศาสตร์จะพบคาร์บอน-14 ได้ ก็แต่ในสารที่สังเคราะห์ขึ้นในห้องปฏิบัติการเท่านั้น

ลิบบีคาดว่าสิ่งมีชีวิตจะขับถ่ายคาร์บอน-14 ที่สะสมในร่างกายออกมา เขาจึงเริ่มค้นหาร่องรอยของมันจากท่อน้ำทิ้งในเมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ ซึ่งตอนนั้นเต็มไปด้วยของเสียที่ชาวเมืองได้ขับถ่ายออกมาในทุกวัน

ในที่สุดลิบบีก็ได้พบสารกัมมันตรังสีคาร์บอน-14 ในธรรมชาติ สมดังใจปรารถนา แต่ในตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่า ในอนาคตคาร์บอน-14 หรือ “คาร์บอนกัมมันตรังสี” (radioactive carbon) ซึ่งเบื้องต้นมีประโยชน์ในการเป็นเครื่องมือตรวจหาอายุของวัตถุ จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานด้านต่าง ๆ ได้อีกอย่างมากมายมหาศาล

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุด

Cease of ได้รับความนิยมสูงสุด

ที่มาของภาพ : Getty Pictures/BBC

วิลลาร์ด ลิบบี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี เมื่อปี 1960

ตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา คาร์บอนกัมมันตรังสีได้นำมนุษยชาติเข้าสู่ “ยุคทอง” แห่งการค้นพบความลับเบื้องหลังวัตถุโบราณจำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งยังช่วยไขคดีอาชญากรรมเช่นการค้นหาบุคคลสูญหาย และติดตามจับกุมผู้ลักลอบค้างาช้างเพื่อนำตัวมาลงโทษ นอกจากนี้ คาร์บอน-14 ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจมากขึ้น ถึงความซับซ้อนของระบบภูมิอากาศโลก จนอาจจะกล่าวได้ว่า การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี คือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยไขปริศนาต่าง ๆ ของมนุษยชาติ

ลิบบีได้อธิบายถึงต้นกำเนิดของคาร์บอน-14 ไว้ว่า คาร์บอนกัมมันตรังสีถูกผลิตขึ้น เมื่อรังสีคอสมิกจากห้วงอวกาศ ชนเข้ากับอะตอมของธาตุไนโตรเจนในชั้นบรรยากาศโลก จนโครงสร้างของอะตอมไนโตรเจนเปลี่ยนไป กลายเป็นอะตอมคาร์บอน-14 ซึ่งจะรวมตัวกับออกซิเจนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เป็นสารกัมมันตรังสีขึ้นในอากาศ

พืชและสัตว์ที่อยู่บนพื้นดิน ได้ดูดซับและกลืนกินคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสารกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกาย โดยมีการสะสมเพิ่มพูนเอาไว้ภายในตลอดระยะเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อพืชและสัตว์ซึ่งรวมถึงมนุษย์หมดลมหายใจ กระบวนการดังกล่าวจะหยุดลงทันที

เนื่องจากเรารู้ถึงอัตราเร็วในการสลายตัวของคาร์บอนกัมมันตรังสีอย่างแน่ชัด การตรวจวัดว่ายังคงมีคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่ในซากอินทรีย์ในปริมาณเท่าใด จะช่วยบอกได้ว่าซากศwหรือวัตถุโบราณมีอายุเก่าแก่แค่ไหนกันแน่ จะว่าไปแล้ววิธีการนี้ก็เหมือนกับนาฬิกาพิเศษ ที่จะเริ่มเดินเมื่อสิ่งมีชีวิตเสียชีวิตลงเท่านั้น

“จัดสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบ ตามลำดับเวลา”

เมื่อลิบบีสามารถพิสูจน์ยืนยันได้แล้วว่า มีคาร์บอน-14 อยู่ในก๊าซมีเทนที่เกิดจากน้ำเสียของเมืองบัลติมอร์จริง เขาก็เริ่มออกค้นหาคาร์บอนกัมมันตรังสีจากแหล่งอื่นในธรรมชาติต่อไป ซึ่งการตรวจหาปริมาณของคาร์บอน-14 ในสิ่งต่าง ๆ ทำให้เขาสามารถตรวจวัดอายุหรือความเก่าแก่ของวัตถุโบราณ อย่างเช่นผ้าลินินที่ใช้ห่อม้วนหนังสือเดดซี (Ineffective Sea Scroll) และชิ้นไม้ที่มาจากเรือลำหนึ่ง ซึ่งอยู่ในสุสานของฟาโรห์เซซอสตริสที่สาม (Sesostris III) ผู้ปกครองอาณาจักรอียิปต์โบราณเมื่อเกือบ 4,000 ปีก่อน

ลิบบีเคยเล่าถึงการทำงานของเขาว่า “งานของผมมีปัญหาอย่างหนึ่ง นั่นคือคุณไม่อาจจะเที่ยวไปบอกใคร ๆ ได้ว่า กำลังทำอะไรอยู่ เพราะมันฟังดูเหมือนผมบ้าหรือกำลังเพี้ยนมากเกินไป คุณไม่อาจบอกใครได้ว่า รังสีคอสมิกสามารถบันทึกประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้ ไม่มีทางที่จะอธิบายให้ใครฟังได้เลย ดังนั้นผมจึงเก็บมันไว้เป็นความลับ”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาสามารถพิสูจน์ได้ว่า คาร์บอน-14 มีประโยชน์ต่อการไขปริศนาจากอดีตได้จริง ลิบบีก็ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาของเขาให้โลกรู้ ซึ่งต่อมาทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ในปี 1960

อย่างไรก็ตาม เทคนิคการตรวจหาอายุของวัสดุอินทรีย์ด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี ก็มีข้อจำกัดอยู่ด้วยเช่นกัน โดยสามารถใช้ตรวจหาอายุของวัตถุที่มีความเก่าแก่แค่ไม่เกิน 50,000 ปีเท่านั้น เพราะสิ่งของที่มีอายุเกินเกณฑ์ดังกล่าว จะมีปริมาณของคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่น้อยมาก จนไม่อาจนำมาคำนวณหาอายุได้อย่างแม่นยำอีกต่อไป

ที่มาของภาพ : Getty Pictures/BBC

ชิ้นส่วนของม้วนหนังสือเดดซี (Ineffective Sea Scroll) เป็นโบราณวัตถุชิ้นแรก ๆ ที่ได้รับการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14

ปัจจุบันการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี ถือเป็นวิธีหลักในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ โดยดร.ราเชล วูด จากหน่วยเครื่องเร่งอนุภาคคาร์บอนกัมมันตรังสีของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการชั้นนำของโลก ในด้านการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 บอกว่า

“ในแง่ของการจัดระเบียบสิ่งต่าง ๆ ตามลำดับเวลา และในแง่ของการที่เราจะสามารถเปรียบเทียบระหว่างภูมิภาคที่แตกต่างกันได้ รวมทั้งเข้าใจจังหวะย่างก้าวของความเปลี่ยนแปลง เทคนิคการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีนี้ มีความสำคัญมากจริง ๆ”

ดร.วูดและคณะ เคยตรวจหาอายุของวัสดุต่าง ๆ มาแล้วหลายสิ่ง ทั้งกระดูกมนุษย์, ถ่าน, เปลือกหอย, เมล็ดพืช, เส้นผม, ฝ้าย, เซรามิก, และแผ่นหนังที่ใช้เขียนหนังสือของคนโบราณ (parchment) นอกจากนี้ยังเคยตรวจวิเคราะห์ของแปลก ๆ อย่างเช่นปัสสาวะของค้างคาวที่แข็งตัวจนกลายเป็นหินฟอสซิลด้วย

ห้องปฏิบัติการของดร.วูด ใช้อุปกรณ์ตรวจวัดอายุที่ล้ำสมัย ซึ่งเรียกว่า “เครื่องเร่งอนุภาคเพื่อตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบในโมเลกุลของสาร” (accelerator mass spectrometer) เพื่อนับจำนวนของอะตอมคาร์บอน-14 ในตัวอย่างวัสดุที่นำมาตรวจได้โดยตรง ซึ่งแตกต่างจากวิธีการโดยอ้อมแบบดั้งเดิมของลิบบี ที่วัดการแผ่รังสีแล้วนำไปคำนวณเพื่อกะประมาณว่า ยังคงมีคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่เท่าใด

เครื่องเร่งอนุภาคในห้องปฏิบัติการของดร.วูด สามารถตรวจวัดอายุของวัสดุที่มีขนาดเล็กจิ๋วมาก ๆ ได้ แม้แต่สิ่งที่มีน้ำหนักเบาเพียงแค่มิลลิกรัมเดียว ก็สามารถนำมาตรวจวัดอายุได้เช่นกัน ในขณะที่วิธีการแบบดั้งเดิมของลิบบี จะต้องใช้ตัวอย่างวัสดุในปริมาณที่มากกว่านั้นหลายเท่า

การตรวจหาอายุกระดูก

ตามปกติแล้ว การแยกสารปนเปื้อนที่มีคาร์บอนกัมมันตรังสีออกมา ต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ แต่ในตอนที่เครื่องเร่งอนุภาคเพื่อการตรวจวิเคราะห์สารทำขั้นตอนนี้สำเร็จ ก็จะทราบถึงอายุโดยประมาณของวัตถุได้ทันที “มันน่าตื่นเต้นมากที่ได้ทราบผลการวิเคราะห์อย่างรวดเร็วทันใจ” ดร.วูดกล่าว

เทคนิคนี้ยังช่วยให้คำตอบที่แน่ชัด เพื่อตัดสินข้อถกเถียงที่โต้แย้งกันมานานถึงหนึ่งศตวรรษได้ด้วย เช่นในกรณีของโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ที่วิลเลียม บักแลนด์ นักภูมิศาสตร์และนักเทววิทยาชาวอังกฤษ ค้นพบในแคว้นเวลส์เมื่อปี 1823 เขายืนกรานหนักแน่นมาโดยตลอดถึงความเชื่อของตนเองว่า โครงกระดูกนี้มีอายุเก่าแก่อย่างมากก็ราว 2,000 ปีเท่านั้น แต่การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีในอีกหนึ่งร้อยปีต่อมา กลับชี้ชัดว่าแท้จริงแล้ว โครงกระดูกดังกล่าวมีอายุเก่าแก่ประมาณ 33,000 – 34,000 ปี เลยทีเดียว ทำให้มันครองตำแหน่งโครงกระดูกมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุด เท่าที่เคยมีการค้นพบมาในสหราชอาณาจักร

เมื่อช่วงต้นปี 2025 ที่เพิ่งผ่านมานี้ เทคนิคตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 ยังช่วยไขคดีอาชญากรรมค้างเก่า ที่ตำรวจอเมริกันยังสะสางไม่สำเร็จ ของเด็กหญิงลอรา แอน โอมอลลีย์ วัย 13 ปี ที่หายสาบสูญไปจากบ้านในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1975

ในช่วงทศวรรษ 1990 มีผู้พบศwนิรนามที่ก้นแม่น้ำสายหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในตอนนั้นตำรวจคาดว่า น่าจะเป็นศwจากสุสานเก่าแก่ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนพังลงและถูกพัดพามา ทว่าผลการตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอน-14 ที่มีขึ้นในปีนี้ ชี้ว่าศwดังกล่าวเป็นของคนที่เกิดระหว่างปี 1964-1967 และน่าจะเสียชีวิตลงในช่วงปี 1977-1984 ซึ่งตรงกับข้อมูลประวัติของเด็กหญิงโอมอลลีย์พอดี ต่อมาผลตรวจดีเอ็นเอยังยืนยันว่า ศwนิรนามดังกล่าวคือเธออย่างไม่ต้องสงสัย

ปัจจุบันการตรวจวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ยังอาศัยวิธีวัดอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีแบบ “บอมบ์พัลซ์” (bomb pulse) หรือการค้นหาปีที่บุคคลเสียชีวิต จากการวัดความเข้มข้นของคาร์บอน-14 ในเนื้อเยื่อ โดยเปรียบเทียบกับการเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างสูงของปริมาณคาร์บอน-14 ในบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นผลมาจากการทดลองsะเบิดนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศหลายร้อยครั้ง ระหว่างช่วงทศวรรษ 1950 – 1960

การทดลองsะเบิดนิวเคลียร์ได้ปลดปล่อยคาร์บอน-14 ปริมาณมหาศาล ซึ่งต่อมาได้ปนเปื้อนในอากาศและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิต ทำให้สามารถตรวจหาอายุของซากอินทรีย์ต่าง ๆ ที่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ได้อย่างแม่นยำ โดยในหลายกรณีมีความคลาดเคลื่อนเพียงไม่เกินหนึ่งปีเท่านั้น

ดร.แซม วาสเซอร์ จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน บอกว่า “ผมไม่รู้จักเทคนิควิธีอื่น ที่สามารถตรวจหาอายุได้ใกล้เคียงความจริงขนาดนั้น นับว่ามันเป็นวิธีการที่มีประโยชน์แบบไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ”

ควันหลงจากการล่าช้างเอางา

ดร.วาสเซอร์ ใช้การตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี มาตรวจสอบตัวอย่างงาช้างเพื่อค้นหาว่า งาช้างกิ่งใดมาจากการลักลอบล่าและค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย หากพบว่าเป็นงาจากช้างที่เสียชีวิตลงหลังปี 1989 ซึ่งคำสั่งห้ามการค้างาช้างทั่วโลกมีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ครอบครองงาช้างนั้นจะมีความผิดทันที

นายเอโดอูโอดจี เอมิล อึนบูเก เป็นหนึ่งในอาชญากรที่ต้องโทษจำคุก จากการลักลอบล่าและค้างาช้าง โดยเขาถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาดังกล่าวที่ประเทศโตโก เมื่อปี 2014 หลังผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันถึงแหล่งที่มาทางภูมิศาสตร์ของงาช้างในครอบครอง และการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า ช้างป่าตัวดังกล่าวถูกล่าเพื่อเอางามาเมื่อใดกันแน่

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงถึงคดีดังกล่าวว่า “หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ทั้งสองแบบ ล้วนเป็นควันหลงที่ทิ้งร่องรอยสำคัญ ให้สามารถนำตัวนายอึนบูเกมาดำเนินคดีได้”

ที่มาของภาพ : Getty Pictures/BBC

วิธีการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบได้ว่า งาช้างมาจากการล่าอย่างผิดกฎหมายหรือไม่

เทคนิคแบบเดียวกันยังช่วยเปิดโปงการปลอมแปลงผลงานศิลปะ อย่างเช่นภาพทิวทัศน์ของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่จิตรกรหัวใสทำปลอมขึ้นด้วยการวาดเลียนแบบ แต่อ้างว่าเป็นของจริงที่วาดขึ้นตั้งแต่ปี 1866 กลับได้รับการเปิดเผยในภายหลังด้วยเทคนิคคาร์บอนกัมมันตรังสีว่า แท้จริงแล้วเป็นของปลอมที่เพิ่งวาดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 โดยมีการจงใจตกแต่งให้ภาพดูเก่ากว่าความเป็นจริงมาก

การตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอน-14 ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ลึกซึ้งขึ้น โดยเข้าใจถึงผลกระทบของการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล และการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ผ่านการตรวจหาคาร์บอน-14 ในธารน้ำแข็งและระบบนิเวศเก่าแก่

ผลการศึกษาวิจัยข้างต้น ถูกนำมาเผยแพร่ในรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2007 ร่วมกับนายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากผลงานการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

“การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมหาศาล สำหรับผู้ที่ต้องการใช้แบบจำลองภูมิอากาศในอดีต มาทำนายถึงแนวโน้มของสภาพภูมิอากาศที่เป็นไปได้ในอนาคต” ดร.ทิม ฮีตัน จากมหาวิทยาลัยลีดส์ของสหราชอาณาจักรกล่าว

นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้ข้อมูลสถิติของคาร์บอนกัมมันตรังสีในอดีต ติดตามตรวจสอบว่าที่ผ่านมา สภาพภูมิอากาศของโลกผันผวนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง แล้วนำข้อมูลนั้นมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่แบบจำลองภูมิอากาศได้ทำนายไว้ ก็จะทราบได้ว่าแบบจำลองภูมิอากาศที่ใช้กันอยู่ มีความแม่นยำเพียงพอหรือไม่

การเจือจางของคาร์บอน-14

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน กำลังส่งผลกระทบต่อเทคนิคการวัดอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีอย่างมาก เพราะการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้ปลดปล่อยคาร์บอนปริมาณมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศโลก แต่ในจำนวนนั้นไม่มีคาร์บอน-14 รวมอยู่ด้วยเลย

เหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะสิ่งมีชีวิตที่กลายเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล ได้เสียชีวิตลงในยุคบรรพกาลเมื่อหลายล้านปีก่อน จนคาร์บอน-14 ในซากอินทรีย์เหล่านี้ สลายตัวหมดสิ้นไปนานแล้ว ดังนั้นการปล่อยคาร์บอนชนิดธรรมดาสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมหาศาล จึงส่งผลให้ความเข้มข้นของคาร์บอน-14 ในอากาศเจือจางลง

ฮีเธอร์ เกรเวน จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน หรือไอซีแอล (ICL) บอกว่าในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เทคนิคการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป หากมีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูงมากในช่วงศตวรรษหน้า “สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นใหม่ หรือสารอินทรีย์ที่ถูกผลิตขึ้นใหม่ จะมีองค์ประกอบของคาร์บอนกัมมันตรังสี ไม่แตกต่างจากของโบราณที่มีอายุเก่าแก่ถึงสองพันปี”

ที่มาของภาพ : Getty Pictures/BBC

การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล อาจเจือจางความเข้มข้นของคาร์บอน-14 ในบรรยากาศโลกได้

แม้ดร.ราเชล วูด จะเห็นแย้งว่า ปัญหาดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ แต่ศาสตราจารย์กิตติคุณ พอลา ไรเมอร์ จากมหาวิทยาลัยควีนส์ยูนิเวอร์ซิตีเบลฟาสต์ (QUB) เห็นว่าการปล่อยคาร์บอนในทุกวันนี้ ทำให้เทคนิคการตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอน-14 ทำได้ยากขึ้น และจะส่งผลบั่นทอนความแม่นยำของวิธีนี้อย่างรุนแรงในที่สุด

ศ.ไรเมอร์ เคยทำการศึกษาวิจัยนานหลายปี เพื่อหาวิธีเพิ่มความแม่นยำของเทคนิคดังกล่าว เช่นการตรวจหาสัญลักษณ์ที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงขึ้นลง ของปริมาณคาร์บอนกัมมันตรังสีในวงปีของต้นไม้ ซึ่งจะเผยให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของคาร์บอน-14 ในชั้นบรรยากาศ ตลอดช่วงระยะเวลาหลายพันปีได้

กราฟเส้นโค้งที่แสดงถึงการเพิ่มขึ้นและลดลงของคาร์บอน-14 ในชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่ามีความถูกต้องแม่นยำมากที่สุดในขณะนี้ สามารถตรวจหาอายุของวัตถุที่มีความเก่าแก่ได้สูงสุดถึงราว 14,000 ปี แต่น่าเสียดายว่าการปล่อยคาร์บอนของมนุษย์ยุคปัจจุบัน อาจทำให้ยุคทองของเทคนิคการตรวจวัดอายุที่ยอดเยี่ยมนี้ต้องสิ้นสุดลง

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างบีบีซี กับฝ่ายประชาสัมพันธ์รางวัลโนเบล (Nobel Prize Outreach)