
กรมควบคุมโรคแถลงสถานการณ์สุขภาพปี 2569 เผยสถิติเดือนแรกพบ “อุจจาระร่วง-หวัดใหญ่” ป่วยสูงสุด ส่วน “ไข้หูดับ” ครองแชมป์อัตราเสียชีวิต พร้อมพยากรณ์แนวโน้มโรคหัด-มือเท้าปากระบาดเพิ่ม
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 แพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ และ นายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ในฐานะโฆษกกรมควบคุมโรค ร่วมแถลงข่าวในหัวข้อ “ปีใหม่วิถีใหม่ ใส่ใจป้องกัน ห่างไกลโรคและภัยสุขภาพ” เพื่อติดตามสถานการณ์โรคสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังในช่วงต้นปี รวมถึงการพยากรณ์โรคในช่วงปี 2569 พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่พบบ่อยในช่วงนี้ เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรง
5 อันดับโรคที่พบผู้ป่วยมากที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (ข้อมูลวันที่ 1 – 22 มกราคม 2569) ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง โรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดอักเสบ โรคอาหารเป็นพิษ และโรคสุกใส
5 อันดับโรคที่พบอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยมากที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (ข้อมูลวันที่ 1 – 22 มกราคม 2569) ได้แก่ โรคไข้หูดับ โรคเมลิออยโดสิส โรคสครับไทฟัส โรคไข้เลืoดออก และโรคซิฟิลิส
พยากรณ์โรคและภัยสุขภาพปี 2569
-
โรคโควิด 19 คาดการณ์จะมีแนวโน้มผู้ป่วย 681,068 ราย ภาพรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2568 โรคไข้หวัดใหญ่ คาดการณ์จะมีแนวโน้มผู้ป่วย 1,265,689 ราย ภาพรวมสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2568 โรคปอดอักเสบ คาดการณ์จะมีแนวโน้มผู้ป่วย 454,391 ราย ภาพรวมใกล้เคียงกับปี 2568
-
โรคอาหารเป็นพิษ คาดการณ์จะมีแนวโน้มผู้ป่วย 131,917 ราย ภาพรวมใกล้เคียงกับปี 2568
-
โรคไข้เลืoดออก หากไม่จัดการแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายอย่างมีประสิทธิภาพ คาดการณ์จะมีแนวโน้มผู้ป่วย 87,893 ราย มีโอกาสพบผู้ป่วยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2568
-
โรคเมลิออยโดสิส คาดการณ์จะมีแนวโน้มผู้ป่วย 5,029 ราย ภาพรวมสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2568
-
โรคมือเท้าปาก คาดการณ์จะมีแนวโน้มผู้ป่วย 144,280 ราย ภาพรวมสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2568
-
โรคหัด คาดการณ์จะมีแนวโน้มผู้ป่วย 1,414 ราย ภาพรวมสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2568
-
โรค HIV คาดการณ์จะมีแนวโน้มผู้ป่วยรายใหม่ 7,991 ราย และผู้ป่วยที่ยังมีชีวิตอยู่ 557,993 ราย ภาพรวมใกล้เคียงกับปี 2568
-
โรคซิฟิลิส คาดการณ์จะมีแนวโน้มผู้ป่วย 32,387 ราย ภาพรวมใกล้เคียงกับปี 2568
-
อุบัติเหตุทางถนน หากยังไม่มีมาตรการใหม่ที่เกี่ยวกับมาตรการเพื่อลดการดื่มแล้วขับที่แตกต่างจากเดิม คาดว่าในปี 2569 จะพบผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 16,005 ราย เมื่อเทียบกับปี 2568
-
การตกน้ำ จมน้ำ หากไม่มีการดำเนินมาตรการใด ๆ เพื่อป้องกันการจมน้ำ คาดการณ์จะมีแนวโน้มผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 4,201 ราย
สถานการณ์โรคช่วงต้นปี 2569
โรคไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 21 มกราคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 43,744 ราย เสียชีวิต 1 ราย ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (1 – 31 ธันวาคม 2568) พบผู้ป่วยสะสม 116,838 ราย แนวโน้มผู้ป่วยลดลงเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา แต่ยังคงพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรือนจำ สถานศึกษา ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 5 – 9 ปี ส่วนสายพันธุ์ที่พบมากที่สุดคือ A/H3N2 แนะนำ 7 กลุ่มเสี่ยง รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงของโรคโรคอาหารเป็นพิษ ตั้งแต่วันที่ 1 – 21 มกราคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 11,234 ราย ไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 5 – 9 ปี ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (1 – 31 ธันวาคม 2568) พบผู้ป่วยสะสม 13,577 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่มีแนวโน้มผู้ป่วยสูงขึ้น
โรคอุจจาระร่วง ตั้งแต่วันที่ 1 – 21 มกราคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 68,294 ราย ไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุตั้งแต่ 0 – 4 ปี ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (1 – 31 ธันวาคม 2568) พบผู้ป่วยสะสม 91,300 ราย แนวโน้มผู้ป่วยสูงขึ้น โดยในปี 2569 พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนของโรคอาหารเป็นพิษ และโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันในโรงเรียน ศาสนสถาน โรงแรม และชุมชน รวม 379 ราย แนะยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” กินอาหารปรุงสุกใหม่ แยกเก็บอาหารสุกและดิบในอุณหภูมิที่เหมาะสม อาหารปรุงสุกเก็บเกิน 2 ชั่วโมงควรอุ่นร้อนก่อนกิน ล้างมือให้สะอาดก่อนจับอาหาร ชงนมเด็ก หลังเข้าห้องน้ำหรือสัมผัสสิ่งสกปรกและสัตว์เลี้ยง เลือกดื่มน้ำต้มสุก หรือน้ำบรรจุขวดมีเครื่องหมาย อย. ปิดสนิท และน้ำแข็งที่สะอาด ไม่มีสี หรือกลิ่นผิดปกติ
โรคคางทูม ตั้งแต่วันที่ 1 – 21 มกราคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 112 ราย อายุผู้ป่วยอยู่ระหว่าง 1 – 68 ปี มีอายุมัธยฐาน 23 ปี และไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต โดยพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในสถานบันเทิงและโรงเรียน รวม 24 ราย โดยทั่วไป โรคคางทูมมีอาการไม่รุนแรง แต่แพร่กระจายเชื้อได้ง่ายในสถานที่ที่มีการอยู่รวมกันอย่างใกล้ชิด เช่น โรงเรียนประจำ หอพัก และค่ายทหาร ในปีนี้พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นมากกว่าปีที่ผ่านมา จึงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ อาการเริ่มจากมีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตัว เบื่ออาหาร และปวดศีรษะ ต่อมน้ำลายบริเวณข้างแก้มบวมและปวด ทำให้อ้าปากหรือเคี้ยวอาหารลำบาก อาการบวมจะคงอยู่ประมาณ 3 – 7 วัน และค่อย ๆ ยุบไปเองภายใน 10 วัน การป้องกันคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคคางทูม หลีกเลี่ยงสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
โรคหัด ปี 2568 พบผู้ป่วยไข้ออกผื่นที่สงสัยหัดหรือหัดเยอรมัน สะสม 2,316 ราย เป็นผู้ป่วยยืนยันหรือมีความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา 633 ราย มีภาวะปอดอักเสบ 30 ราย ผู้ป่วยมีอายุตั้งแต่แรกเกิด – 66 ปี โดยพบอัตราป่วยสูงสุดในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี แนะนำผู้ปกครองนำเด็กเข้ารับวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) ตามเกณฑ์ หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดในพื้นที่ระบาด สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ และเว้นระยะห่างจากผู้อื่น สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคหัด และไม่เคยได้รับวัคซีน ควรฉีดวัคซีนป้องกัน ให้ครบ 2 เข็ม หรืออย่างน้อย 1 เข็ม ก่อนการเดินทางไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ และหากเดินทางกลับจากพื้นที่ที่มีการระบาด เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร เนเธอแลนด์ โรมาเนีย อิตาลี เยอรมนี เบลเยี่ยม ออสเตรีย ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป. ลาว (ข้อมูล ณ วันที่ 20 มกราคม 2569) ให้เฝ้าสังเกตอาการตนเองเป็นเวลา 14 วัน หากมีไข้ ผื่น ตาแดง น้ำมูกไหล หรือมีจุดขาวเล็ก ๆ ขอบสีแดงในกระพุ้งแก้ม ควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง
โรคไข้นกแก้ว (Psittacosis) มีรายงานการระบาดในหลายประเทศแถบยุโรป เช่น ออสเตรีย เดนมาร์ก เยอรมนี สวีเดน สหรัฐอเมริกา และเนเธอร์แลนด์ ในขณะที่ประเทศไทยเคยพบผู้ป่วยครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2539 และจากการสำรวจในสัตว์ปีกพบเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ในอัตราค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้ เมื่อปลายปี 2568 พบผู้ป่วยโรคไข้นกแก้วในประเทศไทย 1 ราย เป็นหญิงอายุ 55 ปี มีโรคประจำตัว และมีประวัติเลี้ยงนกในพื้นที่อากาศไม่ถ่ายเท โดยไม่ได้สวมอุปกรณ์ป้องกันขณะทำความสะอาดกรง ปัจจุบันได้รับการรักษาจนหายแล้ว โรคไข้นกแก้วเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Chlamydophila psittaci ซึ่งพบในนกและสัตว์ปีกหลายชนิด เช่น นกแก้ว นกพิราบ เป็ด และไก่งวง โดยคนสามารถติดเชื้อจากการหายใจเอาละอองเชื้อจากมูลแห้งขน หรือสารคัดหลั่งของนก กลุ่มเสี่ยงคือผู้ที่ใกล้ชิดกับนกหรือสัตว์ปีก เช่น สัตวแพทย์ คนเลี้ยงนก รวมถึงผู้ให้อาหารนก เป็นต้น ผู้ป่วยมักมีการอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และไอแห้ง แนะนำหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ปีกหรือมูลนก หากจำเป็นให้สวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย ถุงมือ ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัส และหากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติเสี่ยงเพื่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง
ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 มักมีค่าสูงขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม – พฤษภาคมของทุกปี โดยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 18 มกราคม 2569 พบว่าค่าฝุ่นอยู่ระหว่าง 2 – 108 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์มตร และมี 58 จังหวัดที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน (มากกว่า 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) โดยวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 จังหวัดที่มีค่าฝุ่นสูงสุด คือ จังหวัดหนองคาย แนะนำกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ทำงานกลางแจ้ง ควรติดตามสถานการณ์ฝุ่นอย่างใกล้ชิด ลดหรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร ปิดประตูหน้าต่างเมื่อค่าฝุ่นสูง และผู้มีโรคประจำตัว
ควรเตรียมยาและอุปกรณ์ที่จำเป็น รวมถึงปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
รณรงค์วันสำคัญ ช่วงเทศกาลตรุษจีน ปี 2569 แนะนำประชาชนยึดหลัก “เลือก หลีก เลี่ยง” เลือกซื้อเนื้อสัตว์ปีกและไข่จากแหล่งที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน เลือกบริโภคอาหารปรุงสุกใหม่ สุกทั่วถึง และใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์รับรองคุณภาพ หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยหรือเสียชีวิตผิดปกติ ไม่รับประทานเนื้อไก่หรือไข่ดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค และล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสสัตว์ปีกและก่อนรับประทานอาหาร ล้างอุปกรณ์ประกอบอาหาร ผัก และผลไม้ให้สะอาดก่อนบริโภค
วันวาเลนไทน์ (14 กุมภาพันธ์ 2569) ภายใต้แนวคิด “Bask in Achieve, Bask in 4ever : ทุกสถานะ มีรักนิรันดร์” กรมควบคุมโรคร่วมสร้างความตระหนักเรื่องการดูแลสุขภาพทางเพศ หลังพบสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทย ปี 2568 มีผู้ป่วยโรคซิฟิลิส 32,599 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ถึง 3.0 เท่า และผู้ป่วยโรคหนองใน 17,295 ราย เพิ่มขึ้น 2.2 เท่า จากปี 2563 เช่นกัน สถานการณ์เอชไอวีประเทศไทยในปี 2568 พบผู้ป่วยรายใหม่ 23,125 ราย ผู้ป่วยรู้สถานะการติดเชื้อ 555,344 ราย และกำลังรับยาต้านไวรัส 461,872 ราย ทั้งนี้ สนับสนุนให้ทุกคนที่มีความรัก หันมาใส่ใจดูแลกันมากขึ้น ด้วยการตรวจสุขภาพของตนเองและชวนคนรักหรือคู่ตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด หรือมีสถานะสุขภาพทางเพศอย่างไร ก็สามารถรัก ดูแล และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยไปพร้อมกัน เพราะยิ่งรู้สถานะเร็ว ยิ่งวางแผนดูแลสุขภาพทางเพศได้เร็ว













