
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีมติชี้มูล ‘นำพล เสมาทอง’ อดีตนายก อบต. ท่าหลวง จังหวัดพิจิตร กับพวก นำรถยนต์ส่วนกลางขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าหลวงไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า วันที่ 26 มกราคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. ) ในฐานะโฆษกสำนักงาน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แถลงว่าคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีมติชี้มูลความผิด นายนำพล เสมาทอง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ท่าหลวง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร กับพวก นำรถยนต์ส่วนกลางขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าหลวงไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 นายนำพล เสมาทอง ขณะดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าหลวง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ได้นำรถยนต์ ส่วนกลางขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าหลวง หมายเลขทะเบียน กข 8995 พิจิตร ใช้เดินทางไปกลับระหว่างบ้านพักกับที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลท่าหลวง และนำรถยนต์คันดังกล่าวไปจอดเก็บไว้ที่บ้านพักของตน เป็นประจำ ทั้งที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าหลวงมีสถานที่เก็บรักษารถยนต์ส่วนกลางที่ปลอดภัยเพียงพอ
นอกจากนี้ นายนำพล เสมาทอง ยังได้นำรถยนต์ส่วนกลางเดินทางไปราชการนอกเขตจังหวัด โดยไม่ได้ขออนุมัติต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และมีการนำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้ในกิจการที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการ อีกทั้งได้เก็บสมุดบันทึกการใช้รถไว้กับตนเอง แล้วบันทึกระยะทางใช้รถสูงกว่าความเป็นจริง เพื่อให้เลขมาตรวัดระยะทาง (เลขไมล์) ในทะเบียนคุมการใช้รถตรงกับมาตรวัดระยะทาง (เลขไมล์) ที่ปรากฏที่รถ และต่อมานายนำพล เสมาทอง ได้ใช้อำนาจในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าหลวงอนุมัติเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับรถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าวเพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อองค์การบริหารส่วนตำบลท่าหลวง
คณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้ การกระทำของนายนำพล เสมาทอง มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 92
สำหรับการกระทำของผู้ถูกกล่าวหารายอื่น จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่าได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัย ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ ต่อไป จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
อนึ่ง การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด













