แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/me7ypm 📋 | ดู : 10 ครั้ง
‘อภิสิทธิ์’-คืนจอ-เกิดกระแส-‘ฟ้าคืนใต้’-ก็แล้ว-กระแสวิจารณ์ก

‘อภิสิทธิ์' คืนจอ เกิดกระแส ‘ฟ้าคืนใต้' ก็แล้ว กระแสวิจารณ์การจัดการ ‘น้ำท่วมหาดใหญ่” ก็แล้ว แต่พรรคภูมิใจไทย นำโดยอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ยังสามารถผงาดขึ้นมาเป็นพรรคที่สามารถครองใจคนใต้ได้สำเร็จ

ทำนองเดียวกับพรรคกล้าธรรม ของผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า เจ้าของสโลแกน ‘ทำดีกว่าพูด' แม้จะเป็นพรรคน้องใหม่ประจำการเลือกตั้ง แต่ก็สามารถคว้าชัยชนะมาเป็นอันดับ 2

พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนปาร์ตีลิสต์ถล่มทลาย ส่วนพรรคประชาชน ‘อาจจะยังน้า' เรื่องปักธงภาคใต้ ซึ่งสะท้อนผ่านคะแนนปาร์ตีลิสต์ และ สส.เขต ที่ต่างลดลง

ผลการเลือกตั้งปี’69 สะท้อนนัยยะทางการเมืองอย่างไร ประชาไท ร่วมคุยไปกับ อาจารย์เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งภาคใต้

  • ทำไมพรรคภูมิใจไทยสามารถครองแชมป์การเลือกตั้งภาคใต้
  • การหายไปของ ‘ประยุทธ์’ ทำให้ ‘อนุทิน’ ได้คะแนนมากขึ้นอย่างไร
  • กระแส “ฟ้าคืนใต้” ของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ดีพอที่จะแย่งที่นั่ง ภท. ?
  • ทำไม “กล้าธรรม” ได้ที่นั่งทางภาคใต้จำนวนมาก
  • เหตุผลที่พรรคประชาชน ยังเจาะภาคใต้ไม่สำเร็จ

ผลเลือกตั้ง'69 ชี้ “ภูมิใจไทย” ผงาดภาคใต้

ข้อมูลจากเว็บไซต์ สำนักข่าว The Fashioned เมื่อ 10 ก.พ. 2569 เมื่อเวลา 14.00 น. ผลการเลือกตั้ง สส.เขตภาคใต้ ปี 2569 จำนวน 59 ที่นั่งอย่างไม่เป็นทางการ ผลปรากฏว่า

  1. พรรคภูมิใจไทย ได้จำนวน 31 ที่นั่ง หรือเกินครึ่งของ สส.เขตทั้งหมดในภาคใต้

สำหรับเขตจังหวัดที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ สส. ยกจังหวัด มีจำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร (3 เขต) ระนอง (1 เขต) สุราษฎร์ธานี (7 เขต) กระบี่ (3 เขต) และสตูล (2 เขต)

  1. พรรคกล้าธรรม (กธ.) แม้ว่าจะเป็นพรรคน้องใหม่ แต่ได้ไปถึง 12 ที่นั่ง
  2. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่เคยครองเสียงข้างมากในภาคใต้ ปี 2569 ครั้งนี้ ได้ไป 9 ที่นั่ง

ผลการเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ ภาคใต้ 3 อันดับแรก ได้แก่

1. พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 2,125,500 คะแนน (เมื่อปี 2566 ได้ 435,485 คะแนน หรือเพิ่มขึ้น 1,690,015 คะแนน) และได้คะแนนปาร์ตีลิสต์มากสุดใน จ.ตรัง ซึ่งเป็นบ้านของนายหัว ชวน หลีกภัย

2. พรรคประชาชน จำนวน 953,160 คะแนน (ปี 2566 สมัยยังเป็นพรรคก้าวไกล ได้ 1,590,977 คะแนน หรือลดลง 637,817 คะแนน)

3. พรรคภูมิใจไทย จำนวน 608,851 คะแนน (ปี 2566 ได้ 217,722 คะแนน หรือเพิ่มขึ้น 391,129 คะแนน)

‘กระแสรักชาติ-บ้านใหญ่-ปกป้องสถาบันฯ' 3 ปัจจัย ภท.วิ่งฉิว

ทำไมพรรคภูมิใจไทยสามารถคว้าที่นั่งในพื้นที่ภาคใต้ได้เยอะขนาดนี้ อาจารย์เอกรินทร์ อธิบายว่ามันมี 3 ปัจจัยด้วยกัน คือ 1. การเล่นการเมืองบ้านใหญ่ 2. การหายไปของประยุทธ์ จันทร์โอชา การชูประเด็นชาตินิยม-ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และ 3. การเมืองวัฒนธรรมของคนใต้ ที่ให้ความสำคัญกับสถาบันหลักของชาติ

เอกรินทร์ มองว่า ปัจจัยแรกที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงมากขนาดนี้ คือพรรคภูมิใจไทยเล่นการเมือง “บ้านใหญ่” ได้ดีมากๆ และเข้าถึงประชาชน สนามเลือกตั้งที่เซอร์ไพร์สมากที่สุดคือในจังหวัดปัตตานี เพราะจากเดิมเมื่อปี 2566 พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ สส.เลยสักคนเดียว แต่ในปี 2569 ได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 4 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 5 ที่นั่ง) ถือว่าเยอะมาก และอีกเขตหนึ่งที่แพ้ให้พรรคกล้าธรรม ก็แพ้ไม่ห่างคือประมาณ 4,000 คะแนน ไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้มากขนาดนี้

“เขาเอามาได้ก็เพราะเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายก องค์การบริหารส่วนจังหวัด ปัตตานี แต่เขาจะไม่ได้ออกหน้า แต่จะอยู่ข้างหลัง”

ส่วนเขตอื่นๆ อีก 30 เขตภาคใต้ เอกรินทร์ มองว่าไม่พลิกโผ หากประเมินจากบ้านใหญ่

เมื่อสอบถามว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยสามารถดึงเอาขุมกำลังบ้านใหญ่ไปร่วมได้มากขนาดนี้ เอกรินทร์ มองว่า ต้องย้อนกลับไปถึงตอนที่อนุทิน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จากข้อตกลง MOA ที่ทำกับพรรคประชาชน ซึ่งเวลาแค่ 2 เดือนที่อนุทิน มีอำนาจสามารถโยกย้ายข้าราชการเอาเฉพาะกระทรวงมหาดไทย มันส่งผลต่อการเลือกตั้งมากๆ ไม่ว่าจะนายอำเภอ หรือตำแหน่งอื่นๆ หมายความว่าบ้านใหญ่เขาก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าใครถืออำนาจรัฐ ก็ต้องไปอยู่ตรงนั้น เพราะมันจะได้เปรียบในการเลือกตั้ง

“พวกบ้านใหญ่ คือ นักเลือกตั้ง มันจะจมูกไว รู้อยู่แล้วใครได้เปรียบในการเลือกตั้ง และเขาอ่านถูกด้วย ซึ่งต่างจากการเมืองกระแส คือมันเป็นการเมืองแบบเข้าใจพื้นที่ และเข้าใจว่าอำนาจรัฐจะช่วยเขา” เอกรินทร์ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวพบข้อมูลด้วยว่า ย้อนไปเมื่อ 10 ม.ค. 2569 ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย เคยเปิดเผยข้อมูลว่า ระยะเวลา 2 เดือนที่อนุทิน นั่งตำแหน่งนายกฯ และ รมว.กระทรวงมหาดไทย มีการโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการมหาดไทย จำนวน 400 คน และการโยกย้ายตำแหน่งนายอำเภออย่างผิดปกติในพื้นที่ของจังหวัดที่มีการย้ายพรรค

วันที่ 8 ม.ค. 2569 หรือก่อนการเลือกตั้ง 1 เดือน อนุทิน ได้มีการย้ายและแต่งตั้งนายอำเภอรอบใหญ่อีกครั้งหนึ่ง จำนวน 236 คน ปลัดจังหวัด 6 คน ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง 1 คน และผู้อำนวยการสำนักกิจการความมั่นคงภายใน

ศึกษิษฐ์ ระบุเพิ่มว่า หากดูในรายละเอียดจะพบว่าการโยกย้ายครั้งนี้ นายอำเภอจำนวน 108 คน เป็นการโยกย้ายระหว่างอำเภอ ไม่ได้เป็นการเลื่อนต่ำแหน่ง จึงไม่น่ามีเหตุผลหรือความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเปลี่ยนผู้บริหารอำเภอโดยเฉพาะช่วงใกล้วันเลือกตั้ง นอกจากนี้ ในคำสั่งโยกย้ายนายอำเภอมีการระบุให้มาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ใหม่ 19 ม.ค. จึงอาจจะกระทบกับการเตรียมเลือกตั้งและการทำประชามติอย่างมีนัยยะสำคัญ และในตำแหน่งปลัดจังหวัด ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของนายอำเภอภายในจังหวัดนั้นๆ 4 คนจาก 6 คน เป็นการโยกย้ายจังหวัดในภาคใต้ ได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง และ ปัตตานี

ชาตินิยม-‘ประยุทธ์' หายไป ทำให้คะแนน ภท.เพิ่มขึ้น

เอกรินทร์ ระบุต่อว่า ปัจจัยที่ 2 การออกจากการเมืองของอดีตนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกอบกับกระแสชาตินิยม จากประเด็นข้อพิพาทไทย-กัมพูชาที่ต่อเนื่องมาจากปี 2568 และก็พิพัฒน์ รัชกิจประการ ก็มาบอกว่า ‘ให้เลือกพรรครักชาติ’ ทำให้คะแนนจากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ไหลลงไปที่พรรคภูมิใจไทยจำนวนมาก

ภาพเมื่อ 4 ม.ค. 2569 ระหว่างที่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ซ้าย) พบกับอนุทิน ชาญวีรกูล (ขวา) นายกรัฐมนตรี ระหว่างไปกราบสักการะสมเด็จพระสังฆราช ขอพรปีใหม่ 2569 (ที่มา :สำนักข่าวไทย)

ปัจจัยที่ 3 คือเรื่องการเมืองวัฒนธรรมของคนภาคใต้ ไว้ใจกับการเมืองที่ยังยึดโยงกับชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทำให้พรรคภูมิใจไทยที่มีความใกล้ชิดกับชนชั้นนำ และสถาบันกษัตริย์ ได้คะแนนจุดนี้ไป

อาจารย์เอกรินทร์ มองว่า การเมืองเชิงวัฒนธรรมลักษณะนี้สะท้อนผ่านคะแนนลงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะประชาชนภาคใต้มีสัดส่วนออกเสียงประชามติ “ไม่เห็นด้วย” เยอะที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะภาคใต้ตอนบน จังหวัดติดอ่าวไทย และฝั่งทะเลอันดามัน

รูปกับ ร.10 ช่วย ภท.โค้งสุดท้าย ?

หลายคนสงสัยมากกว่ากรณีที่มีภาพเผยแพร่ออกมาว่า อนุทิน และผู้บริหารกระทรวงการคลัง เข้าเฝ้าในหลวง รัชกาลที่ 10 หนึ่งวันก่อนการเลือกตั้งพอดิบพอดี เรื่องนี้มีผลกับการเลือกตั้งภาคใต้หรือไม่ ถ้าเราดูต่อจากเรื่องการเมืองวัฒนธรรม

อาจารย์เอกรินทร์ ให้ความเห็นประเด็นนี้ว่า มันสะท้อนให้เห็นว่า ภท.มีความใกล้ชิดกับสถาบันกษัตริย์ สถาบันกษัตริย์มีความสัมพันธ์กับการเมือง ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานรูทีนหรือไม่ก็ตาม และไม่ใช่ครั้งเดียว ซึ่งเขามองว่าเรื่องนี้จะส่งผลต่อการเลือกตั้ง 2 ประการ คือ

  1. พรรคประชาธิปัตย์ แน่นอนเพราะว่าเป็นพรรคอนุรักษนิยมเหมือนกัน มันทำให้คนที่จะเลือกประชาธิปัตย์อาจเปลี่ยนใจมาเลือก ภท.แทน
  2. มันเหมือนเป็นการสร้างความมั่นใจว่า ภท.เป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง และทำให้คนกล้าเลือกมากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ย้อนไปเมื่อ 23 มี.ค. 2562 หรือก่อนเลือกตั้ง 1 วัน เคยมีเรื่องทำนองเดียวกัน ข่าวในพระราชสำนัก เผยแพร่ประกาศสำนักพระราชวัง ระบุว่า ในหลวง รัชกาลที่ 10 โปรดเกล้าฯ อัญเชิญพระบรมราโชวาทของรัชกาลที่ 9 ซึ่งพูดในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 6 โดยมีใจความว่า “ให้ส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อน วุ่นวาย”

อนุทิน เข้าเฝ้ารัชกาลที่ 10 เมื่อ 7 ก.พ. 2569 หรือ 1 วันก่อนการเลือกตั้งพอดิบพอดี (ที่มา: เว็บไซต์ สำนักพระราชวัง)

คนทำงานท้องถิ่นยังคงเป็นกลจักรสำคัญ

ต่อประเด็นที่สื่อถามว่าอะไรเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนทำงานท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ครูสอนศาสนา หรืออื่นๆ ถึงมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง หรือชักชวนให้คนเลือกพรรคการเมืองต่างๆ ได้ เอกรินทร์ มองว่า คนทำงานท้องถิ่นหรือ อสม.เขาอยู่ใกล้ชิดในพื้นที่ น้ำท่วม ไฟไหม้ ลูกคลอด กลไกเหล่านี้เข้าถึงได้หมด มันเป็นเรื่องการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนทำงานกับคนท้องถิ่น และเมื่อคนกลุ่มนี้มาเป็นหัวคะแนน และเป็นความสัมพันธ์กับคนในพื้นที่ขึ้นมา ชาวบ้านเขาก็จะเลือกโดยอิงกับตัวบุคคล ไม่ได้ขึ้นกับพรรคการเมือง ใครเคยช่วยเหลือกัน พอมาขอคะแนนอาจจะ 5 หรือ 10 คะแนนกันก็ให้ ซึ่งชาวบ้านเขาโหวตกันแบบนี้จริงๆ

เอกรินทร์ มองว่า ถ้าพูดแบบตรงๆ ภท.เขาก็มีหัวคะแนนธรรมชาติ ไม่อยากให้คิดว่าเขาจ่ายเงินทั้งหมด เพราะเงินไม่ใช่ตัวตัดสินว่าผู้ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ใช้เงินเยอะ ซึ่งถ้าเรามองแบบนี้จะไม่เห็นมิติ (ไดนามิก) อื่นๆ เลย คำอธิบายก็คือว่ามันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน หรือมนุษย์กับมนุษย์

“ภูมิใจไทยเขาไม่ได้สร้างหัวคะแนนธรรมชาติแบบนั้นหรอก แต่คนที่อยู่กับภูมิใจไทย มันมีความสัมพันธ์กับคนในท้องถิ่นท้องที่

“สมมติว่าเราเทียบ อสม.กันรายเขต และอีกพรรคที่เราสมาทานใครมีเงินเยอะกว่าจะชนะ ซึ่งคนที่มีกระสุนเยอะมากๆ คือพรรคกล้าธรรม แต่ทำไมบางเขตพรรคกล้าธรรมแพ้หลายพื้นที่ให้กับภูมิใจไทยในภาคใต้ ฉะนั้นเงิน 2,000 , 3,000 จ่ายแน่ๆ แต่มันมีมากกว่านั้น” เอกรินทร์ ระบุ

น้ำท่วมหาดใหญ่ส่งผลกระทบ ภท. ?

เรียกว่าหลังยุบสภาฯ เกิดน้ำท่วมหนัก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลอนุทินเองก็ถูกวิจารณ์หนักเรื่องการจัดการปัญหาภัยพิบัติ ฉะนั้น คำถามของสื่อคือเรื่องน้ำท่วมหาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงภูมิใจไทยหรือไม่ ในมุมมองของอาจารย์จาก ม.อ.ปัตตานี เอกรินทร์ มองว่ามีผล เพราะถ้าเราดูเขตอำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งตรงกับเขตที่ 2 ผลเลือกตั้ง สส.เขตออกมา ก็เป็นจูรี นุ่มแก้ว จากพรรคประชาธิปัตย์ที่เอาชนะไปได้ ทั้งที่แชมป์เก่าในเขตนี้คือ ศาตรา ศรีปาน พรรคภูมิใจไทย (ผลคะแนนตอนนี้อยู่ที่ 3)

สำหรับในพื้นที่จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ได้เขตที่ 3 และ 4 เอกรินทร์ มองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไม่พอใจ ‘โกหนอ’ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ ตระกูลบ้านใหญ่เมืองตรัง ซึ่งเคยอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน แต่เลือกตั้งครั้งล่าสุดย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ไม่พอวันประกาศย้ายพรรค โกหนอก็ไปเปิดตัวที่หน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ก็ทำให้คนไม่ชอบ แต่นอกเหนือจากประเด็นของโกหนอแล้ว เขามองว่าคนทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ก็ทำได้ดี และได้กระแสอภิสิทธิ์ หนุนเสริมเข้าไป ก็ทำให้สามารถคว้าที่นั่งเขต 3-4 ตรังไปได้

“ตอนแรกผมเข้าใจว่าภูมิใจไทยได้ สส. 3 คน แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2 คน โดยไปแพ้เขต 3 คำอธิบายของผมก็คือกระแสคุณอภิสิทธิ์ และกระแสไม่เอาบ้านใหญ่กินรวบ เพราะว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นของตระกูลโล่สถาพรพิพิธแล้ว” เอกรินทร์ กล่าว

ลุงตู่ไม่อยู่ ลุงพีก็ไม่เอา

ก่อนหน้านี้ อาจารย์เอกรินทร์ ประเมินว่า การที่พรรคภูมิใจไทยสร้างฐานเสียงในภาคใต้ เพราะการถอยออกจากวงการการเมืองของประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนใต้ไม่เลือกพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (ลุงพี) หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเป็นพรรค “DNA ลุงตู่”

ประเด็นนี้เอกรินทร์ มองว่าเป็นเพราะว่าไม่มีประยุทธ์ เลยคะแนนตก เหตุผลมีแค่นั้น ส่วนพีระพันธุ์ ไม่น่าจะสู้ภาคใต้ไหว เพราะคนใต้ไม่น่าจะรู้จักลุงพี ทำให้คะแนนไหลไปลงที่พรรคภูมิใจไทยแทน

ปาร์ตีลิสต์ ปชป.นำอันดับ 1 เพราะ ‘มาร์ค’ คืนรัง

อาจารย์ ม.อ.ปัตตานี มองว่าของพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนจากกระแสอภิสิทธิ์ คืนรัง โดยสังเกตได้จากคะแนนเสียงปาร์ตีลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ขยับขึ้นแบบก้าวกระโดด

“ปาตรีลิสต์ 12 คนที่ได้มา นี่เป็นเพราะอภิสิทธิ์ล้วนๆ”

“ประชาธิปัตย์มาจากกระแสล้วน ไม่มีใครมาซื้อคะแนนปาร์ตีลิสต์กัน และตอนนี้ประชาธิปัตย์ได้อยู่ 10 เขตที่ได้มา ก็จะเป็นเขตที่บ้านใหญ่ของเดชเดโช (เขตนครศรีธรรมราช) แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลก็ไม่ถือว่าใช้กระสุนเป็นธงนำ กรณีของจูรี มาจากกระแสแน่ๆ แต่เขตอื่นก็ยังใช้ทั้งกระสุน และกระแสบ้าง” เอกรินทร์ กล่าว

อาจารย์เอกรินทร์ ชวนคุยด้วยว่า ตอนแรกประเมินว่าพรรคประชาธิปัตย์น่าจะได้คะแนนปาร์ตีลิสต์ ประมาณ 3 ล้านเสียง แต่ ณ ปัจจุบัน ตอนสัมภาษณ์ คะแนนขยับพุ่งเกิน 3.6 ล้านเสียงแล้ว เลยจะ ‘ขอมอบตัว’ สารภาพผิดบนหน้าเฟซบุ๊ก เพราะว่าประเมินผิด

หลังจากนี้ น่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของพรรคประชาธิปัตย์ เอกรินทร์ ให้ทัศนะว่า ตัวของอภิสิทธิ์ ต่อไปน่าจะเล่นเกมยาว เพราะว่าเขาอยากทำงานเชิงนโยบาย หรือเชิงกระแส มากกว่าเล่นการเมืองแบบบ้านใหญ่ เพราะฉะนั้น ต้องใช้เวลาในการสร้างฐานเสียง หรือทำงานในพื้นที่

เวทีปราศรัยใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ ที่จังหวัดสงขลา เมื่อ 2 ก.พ. 2569 (ที่มา เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาธิปัตย์)

‘สส. 888’ ไม่กระทบคะแนนเสียงพรรคกล้าธรรม ?

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้พรรคกล้าธรรมได้คะแนน สส.เขต มากเป็นอันดับ 2 ในแดนใต้ เอกรินทร์ มองว่า มี 2 ส่วน ประกอบด้วย

1. มาจากการย้ายพรรคของ สส.พรรค ปชป. มาอยู่กับพรรคกล้าธรรมของร้อยเอกธรรมนัส อย่างกรณีของ ‘สุรินทร์ ปาณาเร่’

2. การเอา สส.ที่ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ของการเลือกตั้งปี 2566 หรือมีฐานเสียงอยู่บ้างแล้ว และมาบวกกับทรัพยากรหรือกระสุนของพรรคกล้าธรรม ทำให้พวกเขาชนะการเลือกตั้ง

เอกรินทร์ มีข้อสังเกตด้วยว่า ถ้านับเฉพาะคะแนนปาร์ตีลิสต์ของพรรคกล้าธรรมจะสะท้อนว่า กธ.ไม่ใช่พรรคกระแสหรือพรรคนโยบาย เพราะว่าคะแนนบัญชีรายชื่อได้เพียง 6 แสนคะแนนเท่านั้น สวนทางกับคะแนน สส.เขต ที่ตอนนี้ขึ้นไปถึง 4 ล้านคะแนนแล้ว

ก่อนหน้านี้มีกระแสวิจารณ์ สส.พรรคกล้าธรรม ว่ามีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา หรืองานผิดกฎหมาย จนโลกออนไลน์ตั้งชื่อเล่น สส.กลุ่มนี้ว่า “สส. 888” เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงพรรคกล้าธรรมหรือไม่ อาจารย์ ม.อ.ปัตตานี มองว่าไม่มีผล เพราะประชาชนเขาเลือกคนที่ทำงานในท้องที่มากกว่าดูที่พรรคอย่างเดียว และสังเกตได้จากป้ายหาเสียงของ กธ.ด้วย ซึ่งจะเห็นว่าไม่มีรูปปธรรมนัสในป้ายในภาคใต้

“เราจะสังเกตได้ว่าป้ายหาเสียงของพรรคกล้าธรรม ไม่มีรูปคุณธรรมนัสเลยในภาคใต้ ธรรมดาหัวหน้าพรรคกับผู้สมัครในป้ายหาเสียง แต่ภาคใต้ไม่ค่อยมีภาพคุณธรรมนัสยืนหราอยู่ และเบอร์เล็กมาก” เอกรินทร์ กล่าว

แผ่นพับหาเสียงเลือกตั้งของ ‘สจ.เสือ' วงศ์วชร ขาวทอง พรรคกล้าธรรม (ที่มา เพจเฟซบุ๊ก สจ.เสือ วงศ์วชร ขาวทอง)

เหตุใด ปชน.ยังปักธง ‘ส้ม' ในภาคใต้ไม่ไหว

มาถึงคิวแชมป์เก่าเลือกตั้งปี 2566 มาปีนี้ (2569) ผลงานของพรรคประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เหมือนยังไม่กระเตื้องขึ้น แถมได้คะแนน สส.เขต และปาร์ตีลิสต์น้อยถอยลง ซึ่งอาจสัมพันธ์กับจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง

เดิมปี 2566 พรรคประชาชน (พรรคก้าวไกลเดิม) ได้ สส.เขตในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 3 เขต หรือก็คือได้จังหวัดภูเก็ตยกจังหวัด

ต่อมา ปี 2569 ได้ สส.เขตน้อยลง 1 ที่นั่ง เหลือเพียง 2 ที่นั่งคือพื้นที่ เขต 1-2 ของจังหวัดจังหวัดภูเก็ต

ส่วนคะแนนปาร์ตีลิสต์ของพรรคประชาชน เฉพาะภาคใต้ เทียบระหว่างปี 2566 และ 2569 พบว่าได้น้อยลงเช่นเดียวกัน

อ.เอกรินทร์ ระบุว่า ถ้าสังเกตคะแนน สส.เขตที่ 1-2 จังหวัดภูเก็ตของพรรคประชาชนชนะฉิวเฉียดมากๆ โดยเฉพาะเขต 1 สาเหตุเพราะพรรคอนุรักษนิยมตัดคะแนนกันเอง ระหว่าง ปชป. กธ. และ ภท. โดยได้ไปพรรคละ 1 หมื่นกว่าคะแนน ส่วนของพรรคประชาชน ได้คะแนนที่ 1.8 หมื่นคะแนน

อาจารย์รัฐศาสตร์ เสริมว่า สาเหตุที่ทำให้คะแนนภาคใต้พรรคประชาชนไม่กระเตื้องมี 2 สาเหตุ คือ

  1. ปัญหาคลาสสิกเลยก็คือตัวผู้สมัคร สส. ยังไม่ได้โดดเด่นมากเพียงพอและชนกับพลังของบ้านใหญ่ไม่ไหว
  2. ขุนพลพรรคประชาชนน้อยเกินไป รวมถึงอุดมการณ์และความใกล้ชิดคนใต้ของพรรคประชาชนแทบไม่มีเลย ล่าสุดเพิ่งมามีคือ ‘ลิซา’ ภคมน หนุนอนันต์ นอกนั้นไม่มีความเชื่อมโยงกับคนใต้ในความหมายทางการเมือง ปัญหานี้เป็นปัญหาเดียวกับพรรคเพื่อไทย

เอกรินทร์ มองว่า ถ้าอยากแก้ไขปัญหา พรรคประชาชนต้องมีความสัมพันธ์กับคนใต้ให้มากกว่านี้ ต้องหาคนหรือทำงานที่เชื่อมโยงกับคนในท้องถิ่นให้มากกว่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องต้องใช้เวลา ถอดบทเรียน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ แต่ถ้าวันไหนสามารถเปลี่ยนภาคใต้ ภูมิทัศน์การเมืองไทยก็จะเปลี่ยนตาม

ต่อประเด็นที่ถามว่าจุดยืนเรื่องประเด็นโครงสร้างและสถาบันพระมหากษัตริย์ของพรรคประชาชนมีส่วนหรือไม่ที่ทำให้คนภาคใต้ไม่เลือก อาจารย์ ม.อ.ปัตตานี มองว่า มีผลด้วยทำให้คนใต้มีความรู้สึกว่าไม่ตรงอุดมการณ์ ไม่ตรงจริตทางการเมือง และวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับสถาบันหลักของชาติ

“ไม่ใช่ว่าแสดงตัวตนว่ารักชาติแล้วจะชนะใจคนใต้แบบอนุทิน แต่เป็นหน้าที่พรรคการเมือง การทำงานทางความคิด และจะขายอะไรกับคนใต้ ในความหมายว่า จะอธิบายตัวตนอย่างไร” อาจารย์รัฐศาสตร์ ระบุ

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าฐานคนรุ่นใหม่ในภาคใต้ของ ปชน.อาจจะยังแข็งอยู่ อาจารย์เอกรินทร์ มองว่า คนรุ่นใหม่ทางภาคใต้ โดยเฉพาะคนที่เติบโตมากับการเลือกตั้ง 3 ครั้งหลังสุด (ปี 2562 , 2566, และ 2569) น่าจะเลือกพรรคประชาชนเป็นหลัก และไม่น่าจะแตกต่างจากที่อื่นๆ อย่างมีนัยยะสำคัญ

ท้ายที่สุด ชวนมองอนาคตกันว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถขึ้นมาทดแทนพรรคประชาธิปัตย์ และรวมไทยสร้างชาติได้นานขนาดไหน อาจารย์เอกรินทร์ มองว่า การผงาดขึ้นของพรรคภูมิใจไทย เป็นเพราะฝ่ายอนุรักษนิยมตัดสินใจแล้วว่าจะให้ ภท.ถือธงนำในการเลือกตั้งปี 2569 และมาพร้อมกับการเสริมพลัง

“การคงอยู่ของชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย จากอันดับ 3 ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ผมคิดว่ามันสะท้อนให้เห็นว่า ภูมิทัศน์ทางการเมืองตอนนี้มันเอียงขวา ถ้าเรามองว่าฝั่งที่ซ้าย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย ถ้าเรารวมไปด้วย ยังได้ สส.ไม่ถึง 200 คนเลยรวมกัน แต่ทั้งสภาฯ เอียงขวาไป 300 กว่าเสียง ถ้าเราดูผลผลิตการเลือกตั้งครั้งนี้” เอกรินทร์ กล่าว

ที่มา ประชาไท ( prachatai.com )

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

ผู้เรียบเรียง

ให้คะแนนความพอใจของคุณ :

0 / 5 คะแนน 0

คุณให้คะแนน:

แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/me7ypm 📋 | ดู : 10 ครั้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


Share via
Click to Hide Advanced Floating Content
×

มีแจกคูปองส่วนลด จุกๆ

ให้เราแนะนำสินค้าไหม มีจ่ายเงินปลายทางด้วยนะ

ไปกันเล้ยยย
Send this to a friend
ล่าสุด
×