
เบื้องลึก(ไม่ลับ) ดีลตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
- Creator, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Feature, ผู้สื่อข่าว.
- เวลาอ่าน: 15 นาที
ผ่านมา 9 วันหลังจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) คว้าชัยชนะในสนามเลือกตั้ง 8 ก.พ. นำว่าที่ผู้แทนราษฎรเข้าสภาได้ 193 ชีวิต พรรคสีน้ำเงินยังไม่ประกาศโฉมหน้าของรัฐบาล “อนุทิน 2” เพราะต้องการให้มีการรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียก่อน
อย่างไรก็ตามมี 9 พรรคการเมือง จากพรรคที่คาดว่าจะมีที่นั่งในสภาทั้งหมด 22 พรรค ได้ “ประสานงาน” ขอเป็นพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับภูมิใจไทย ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 74 เสียง, พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง, พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง และพรรคจิ๋วที่มี 1 เสียง รวม 6 พรรคคือ พรรคใหม่, พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรครวมใจไทย, พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรครวมพลังประชาชน, พรรคมิติใหม่
เสียงพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลล่าสุด ณ 17 ก.พ. เฉพาะพรรคที่เปิดแถลงข่าวร่วมกับพรรค ภท. อย่างเป็นทางการแล้วอยู่ที่ 278 เสียง หรือคิดเป็น 55.6% ของสมาชิกทั้งสภา 500 คน ซึ่งเพียงพอในการหวนคืนทำเนียบรัฐบาลแล้ว
แต่ถึงกระนั้น อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. เคยระบุว่าต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ซึ่งแกนนำคนสำคัญของพรรค ภท. ออกมาเปิดตัวเลขไว้ที่ 300 เสียง
นอกจากพรรคที่เปิดตัวร่วมกันไปแล้ว ยังมีอีก 2 พรรคที่ระดับนำได้พูดคุยกัน
หัวหน้าพรรค 5 เสียงอย่างพลังประชารัฐ (พปชร.) ปรากฏตัวที่พรรคสีน้ำเงินแล้ว แต่ยังไม่ได้แถลงข่าวร่วมกันอย่างเป็นทางการ เพราะอยู่ระหว่างการรวบรวมเสียง สส. จากค่ายอื่นมา “เพิ่มยอด” เพื่อเพิ่มโอกาสในการครอบครองเก้าอี้ รมต. อย่างไรก็ตาม ตรีนุช เทียนทอง กล่าวยอมรับว่า พรรค พปชร. ตัดสินใจร่วมรัฐบาลกับพรรค ภท. แต่ยังไม่มีการพูดคุยในเรื่องตำแหน่ง
ส่วนสถานะพรรคกล้าธรรม (กธ.) ที่มี 58 เสียงตามคำยืนยันของนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค คือ “ได้ติดต่อกันไปหมดแล้ว… ใจเย็น ๆ”
นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปีที่พรรคสีน้ำเงินชนะการเลือกตั้ง แต่เป็นครั้งที่ 2 ที่พรรค ภท. เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยอนุทินเคยเป็นนายกฯ ของ “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” 146 เสียงมาแล้วในช่วงปลายสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 หลังลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วม (Memorandum of Settlement – MOA) กับพรรคประชาชน (ปชน.) เมื่อ ก.ย. 2568
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุดได้รับความนิยมสูงสุด

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
ส่วนว่าที่พรรคฝ่ายค้านมี 1 พรรคยืนพื้นคือ พรรคประชาชน 118 เสียง ซึ่งประกาศเอาไว้แต่ต้นว่าจะไม่จัดรัฐบาลแข่งหากตกที่นั่งพรรคอันดับ 2
ขณะที่อีก 9 พรรคยังไม่ได้รับเทียบเชิญให้เข้าร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ 22 เสียง, พรรคไทรวมพลัง 6 เสียง, พรรคประชาชาติ 5 เสียง, พรรครวมไทยสร้างชาติ 2, พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง และพรรคเสียงเดียวอีก 4 พรรคคือ พรรคทางเลือกใหม่, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคไทยภักดี, พรรคโอกาสใหม่
เงื่อนไขที่ทุกพรรคต้องรู้ ก่อนรับดีลตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2”
การรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลของพรรค 193 เสียงดำเนินไปอย่างมียุทธศาสตร์ ถึงแม้หัวหน้าพรรค ภท. สื่อสารต่อสาธารณะหลายกรรมหลายวาระว่า “รอให้ กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการก่อน จึงจะเริ่มกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่” เพราะนั่นจะส่งผลต่อจำนวนที่นั่งในสภาของแต่ละพรรคการเมือง และจำนวน “ที่นั่งพึงมี” ใน ครม. ที่พันธมิตรการเมืองจะได้รับตามสัดส่วนของ สส.
ทว่าเงื่อนไขที่ทุกพรรคต้องรู้-ต้องรับคือ “ตัวยืนแพ็ก 4” และ “3 กระทรวงสงวน” ไว้สำหรับ “3 แม่ครัว” เท่านั้นคือ นายกฯ ชื่ออนุทิน โดยมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกฯ ควบ รมว.คลัง, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกฯ ควบ รมว.ต่างประเทศ

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
ก่อนเห็นยอด สส. อย่างเป็นทางการ .เคยสอบถาม 1 กรรมการบริหารพรรค และ 1 ทีมยุทธศาสตร์พรรคว่า หากภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 3 รมต. จะนับรวมในโควต้าของพรรค ภท. หรือตัดแยกต่างหากเป็นโควต้ากลางของนายกฯ แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยทำหลังเลือกตั้ง 2562
“พรรคเราไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนขนาดนั้น ตัวเลขมาอย่างไร ก็ว่ากันไปตามนั้น” แหล่งข่าวจากพรรค ภท. 2 คนกล่าวในทำนองเดียวกัน
หลังเลือกตั้งปี 2562 พรรค พปชร. ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 2 ของสภาด้วยยอด สส. 116 เสียง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสม 19 พรรคได้สำเร็จ ทว่ามีเพียง 6 พรรคร่วมฯ ได้ร่วมวงฝ่ายบริหาร ภายใต้สัดส่วน “3-7 สส. ต่อ 1 รมต.” ทั้งนี้พรรค พปชร. ส่งบุคลากรการเมือง 18 คนเข้าไปเป็น รมต. ในจำนวนนี้มีอยู่ 6 รมต. “คนนอก” ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค แต่มาในโควต้า “ลุงตู่ขอมา”
พรรคน้ำเงิน-เขียว ชิงไหวชิงพริบการเมือง ?
กลับมาที่การจัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2” พรรค ภท. เริ่มต้นด้วยปฏิบัติการเก็บ-กวาดเสียงของพรรคเล็กและพรรคจิ๋วมาไว้กับตัว และให้แกนนำพรรคเหล่านั้นทยอยเปิดหน้า-แสดงตัว ณ ที่ทำการพรรค ภท. ถ.พหลโยธิน ตั้งแต่ 12 ก.พ. เพื่อลดทอนอำนาจต่อรองของพรรคขนาดกลางที่ประสงค์จะเข้าร่วมรัฐบาล
ถึงตอนนี้มี 1 พรรคขนาดกลางคือ พรรค พท. 74 เสียงไปแสดงตัวพร้อมเป็นพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลแล้ว
และมี 8 พรรคขนาดเล็กและจิ๋วประกาศ “สนับสนุนอนุทินเป็นนายกฯ โดยไม่มีเงื่อนไข” ประกอบด้วย พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง, พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง และพรรคจิ๋ว 1 เสียง รวม 6 พรรค ได้แก่ พรรคใหม่, พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรครวมใจไทย, พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรครวมพลังประชาชน, พรรคมิติใหม่
ทว่าพรรคที่ถูกนักวิเคราะห์การเมืองมองว่าชิงไหวชิงพริบกันอย่างหนักกับพรรค ภท. ในการจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ หนีไม่พ้น พันธมิตรเก่าอย่างกล้าธรรม ซึ่งถูกมองในฐานะ “พรรคบ้านใหญ่” ที่ “ทำได้” และ “ทำเป็น” เช่นกัน โดยใช้เวลาเพียงปีเศษนับจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยกคณะไปอยู่ใต้ชายคาพรรคนี้ ก็ทะยานขึ้นสู่การเป็นพรรคขนาดกลางในการลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรก ด้วยยอดว่าที่ สส. 58 คน
.ขอลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและการสื่อสารสำคัญ ๆ จากแกนนำพรรคสีน้ำเงิน-สีเขียว เอาไว้ ดังนี้
10 ก.พ. ภายหลังเสร็จศึกเลือกตั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. มีโอกาสพบปะอนุทินในห้องประชุม ครม. ก่อนออกมาเปิดเผยว่ายังไม่มีการพูดคุยกันเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล
ทว่า 2 สารสำคัญที่ “เจ้าของพรรค 58 เสียง” จงใจสื่อสารผ่านสื่อในวันนั้นคือ หากได้ร่วมรัฐบาลก็ “อยากทำงานในสิ่งที่ตัวเองถนัด” แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพรรคแกนนำ และ “คาดว่าเสียงในมือของพรรค กธ. น่าจะอยู่ที่ราว 80 ที่นั่ง” ซึ่งได้จากการรวมตัวกับพรรคเล็กที่พูดคุยไว้ก่อนการเลือกตั้งและมีอุดมการณ์เดียวกัน
ประธานที่ปรึกษาพรรคสีเขียวให้ความเห็นด้วยว่า เสียงของรัฐบาลชุดใหม่ “ไม่จำเป็น” ต้องถึง 300 เสียง พร้อมย้อนไปยกตัวอย่างสมัยจัดตั้งรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” ภายหลังเลือกตั้ง 2562 โดยระบุว่า “ผมก็ถือว่าผมเป็นตัวขับเคลื่อน ผมได้เสียงจากพรรคเล็กพรรคน้อยมารวมอีก 19 พรรค สามารถจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ 251 เสียง ก็อยู่รอดปลอดภัย”
นี่ถือเป็นความพยายามตอกย้ำที่มาที่ไปของ 80 เสียงที่ถูกนับว่าอยู่ในมือผู้กองธรรมนัส
ว่ากันว่าหลังทราบผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ แกนนำพรรคสีเขียวได้ต่อสายตรงถึงแกนนำ “พรรคหลักหน่วย” ชักชวนให้มาเกาะกลุ่มรวมตัวกันไว้ ทว่าปลายสายออกอาการแบ่งรับแบ่งสู้ ก่อนปรากฏในเวลาต่อมาว่าพรรคดังกล่าวขอ “แยกดีล” ไม่นับรวมเป็นส่วนหนึ่งของทีมผู้กอง

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
12 ก.พ. ปรากฏภาพพรรคเล็ก-พรรคจิ๋วไปนั่งแถลงข่าวที่พรรค ภท. ทำให้ผู้สื่อข่าวย้อนกลับไปตรวจสอบท่าทีของ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งเจ้าตัวบอกว่ายังไม่มีอะไรแน่นอน และยังไม่ทราบว่าพรรคใดได้จำนวน สส. กี่ที่นั่งแน่ แต่มีบางพรรคที่ไป “มอบตัว” แล้ว ถือเป็นเรื่องปกติในการประสานงานกัน เป็นสิทธิของแต่ละพรรค ซึ่งในอดีตก็เคยเป็นมาก่อน เข้าใจว่าแต่ละพรรคอยากเป็นรัฐบาล พรรคขนาดเล็กส่วนใหญ่ก็เคยอยู่กับตนมาก่อน ขณะนี้ไม่ได้เสียกำลังใจ เพราะปัจจุบันยังมี สส. อยู่ในมือจำนวน 58 ที่นั่ง และยังมีแนวร่วมอีกมากที่มีอุดมการณ์เดียวกัน
“เอาเป็นว่าธรรมนัสเดินแต่ละสเต็บไม่ธรรมดาแล้วกัน” ร.อ.ธรรมนัสกล่าวในช่วงค่ำ หลังมี 3 พรรคเข้า “มอบตัว” กับพรรค ภท. แล้ว
วันเดียวกัน พรรค ภท. เดินเกมเร็ว-รุกคืบต่อเนื่อง โดยสื่อหลายสำนัก อาทิ ไทยรัฐ ไทยโพสต์ แนวหน้า รายงานข่าวโดยอ้างแหล่งข่าวในที่ประชุม สส. ภูมิใจไทย ซึ่งมีเนื้อหาตรงกันว่า มีว่าที่ สส. จากพรรคการเมืองอื่นไม่น้อยกว่า 30 คนแสดงความจำนงชัดเจนที่จะสนับสนุนอนุทินเป็นนายกฯ โดยมีทั้งกลุ่มที่เดินทางมาแสดงตนที่พรรคแล้วและกลุ่มที่รอจังหวะเปิดตัวในภายหลัง
นอกจากนี้ หัวหน้าพรรค ภท. ยังประกาศแนวทางเจรจาจัดตั้งรัฐบาลว่าจะมีการเชิญแต่ละพรรคตามลําดับคะแนน ซึ่งพรรค ปชน. แสดงเจตนารมณ์ว่าจะไม่ร่วมกับพรรค ภท. จึงจะประสานพรรคอันดับ 3-4-5 ต่อไป
13 ก.พ. อนุทินตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงพรรค กธ. เข้ามาร่วมรัฐบาล โดยบอกว่า “จะต้องให้เกียรติพรรคที่มีจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรตามลำดับ” ซึ่งถือเป็นการยืนยันข้อมูล “รายงานข่าว” กลางวงประชุม สส. พรรค ภท.
ในวันนั้น หัวหน้าพรรคสีน้ำเงินเปิดพรรคต้อนรับแกนนำพรรค พท. นำโดย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคสีแดง
อนุทินแถลงว่า แม้ยังจะไม่มีประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศ ได้มีการหารือมาระดับหนึ่งได้ข้อสรุปว่าทางพรรค พท. ยินดีที่จะสนับสนุนพรรค ภท. เป็นแกนนําในการจัดตั้งรัฐบาล
ส่วนพรรคอันดับ 4 ของสภาอย่างกล้าธรรม จะได้รับเทียบเชิญเข้าร่วมรัฐบาลเมื่อใดนั้น อนุทินตอบเพียงว่า “เดี๋ยวค่อยทยอยเทียบเชิญ เพราะเราต้องการความแข็งแรง”
ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 13 อาจทำให้นักเลือกตั้งอาชีพที่ต้องการสถานะพรรครัฐบาลต้องฝันร้าย ด้วยเพราะเสียงที่พรรค ภท. รวบรวมได้ในมือเกินกึ่งหนึ่งของสภาแล้ว-ไปอยู่ที่ 275 เสียง (เฉพาะที่แถลงเปิดตัวร่วมกันแล้ว) หากมีเหตุให้ต้องข้ามพรรคอันดับ 4 ไปเปิดดีลกับพรรคอันดับ 5 อย่างประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งมีว่าที่ สส. 22 เสียง ก็ยังสามารถตั้งรัฐบาลที่มีอย่างน้อย 297 เสียงได้อยู่ดี ที่สำคัญคือหัวหน้าพรรคสีฟ้าประกาศเงื่อนไขไว้ชัดเจนว่า ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรค กธ.

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ มี “ข่าวลือ-ข่าวปล่อย” ผ่านหน้าสื่ออย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การเคาะสูตร 10 สส./1 รมต. ภายในของภูมิใจไทย หรือการยึดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คืนจากอ้อมอกผู้กองธรรมนัส เพื่อให้งานของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน
กระแสข่าวทวงคืนกระทรวงเกษตรฯ ให้พรรคแกนนำดูแล หาใช่ข่าวที่เลื่อนลอยไม่ แต่เป็นข่าวที่มีมูลความจริง สะท้อนผ่านคำกล่าวของศุภจีทั้งในทางลับและทางแจ้ง
“ตอนนี้ราคาวัวเนือยมากใช่ไหมคะ เพราะว่าไม่ได้อยู่กับกระทรวงพาณิชย์ ต้องขอให้เลือกพรรคภูมิใจไทยเยอะ ๆ จะได้ไปดูแล (กระทรวง) เกษตรฯ ให้ด้วย…” ศุภจีกล่าวปราศรัยที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อ 27 ม.ค.
เช่นเดียวกับการขึ้นเวทีปราศรัยที่ จ.ชัยภูมิ เมื่อ 2 ก.พ. ศุภจีนำเสนอนโยบาย “เกษตรยกทั้งระบบ-ราคาพืชไร่ต้องอยู่ได้จริง” เพื่อแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร
15 ก.พ. อนุทินโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า พรรค ภท. จะเป็นผู้รับผิดชอบด้านการบริหารงานความมั่นคง และเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย
“การทำงานด้านเศรษฐกิจ จะต้องทำงานแบบมืออาชีพ เป็นทีมเดียวกันคือทีมประเทศไทยที่มีส่วนผสมหลักคือ อนุทิน เอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์ ทุกพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นทีมเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้พี่น้องประชาชนมีรายได้ดีขึ้น ทั้งผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ท่องเที่ยว บริการ และอาชีพอิสระ” หัวหน้าพรรค ภท. ระบุ
16 ก.พ. ทันทีที่เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ 2 เลขาธิการพรรคก็พูดคุยกันทางโทรศัพท์ โดย ไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรค กธ. เปิดเผยว่า พรรค กธ. ไม่มีข้อต่อรองหรือเงื่อนไขใด ๆ ทางการเมืองทั้งสิ้นตามที่เป็นข่าว เช่น ในเรื่องของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งพรรค กธ. ยึดผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ
ด้าน ร.อ.ธรรมนัสใช้คำว่า “อยู่ในที่ตั้ง ผมเป็นคนที่ไม่เคยออกหน้าไปสู่ขอใคร ส่วนใหญ่จะให้หัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรคเป็นคนทําทุกครั้ง” และย้ำว่าต้องรอความชัดเจนของผลการเลือกตั้งก่อน และตามมารยาททางการเมืองต้องให้พรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดเป็นผู้ดำเนินการนัดเจรจา
เขาถูกถามถึงจุดยืนของพรรค กธ. ว่ายังคงยึดกระทรวงเกษตรฯ อยู่อีกหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสตอบว่า การเป็นนักการเมืองจะไปยึดกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ มันไม่ใช่ การจัดสรรหรือเจรจาอยู่ที่แกนนำพรรค ไม่ใช่ว่าตนจะอยู่ที่นี่ตลอดเวลา เป็นการผิดมารยาทมาก
กับกระแสข่าวพรรค ภท. ต้องการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้ศุภจีเป็นผู้บริหารควบคู่ไปกับกระทรวงพาณิชย์นั้น ประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. ถามว่าใครพูด มีแต่สื่อนำเสนอเองทั้งนั้น และยังปฏิเสธด้วยว่าพรรค กธ. ไม่ไปเดินเกมรวบเสียงพรรคเล็กเพื่อไปต่อรองกับพรรค ภท. แต่มีพรรคการเมืองหลายพรรคโทรศัพท์มาหา บอกว่า หาก ร.อ.ธรรมนัสจะไปทางไหน ก็จะไปด้วย แค่นั้นเอง

ที่มาของภาพ : กองโฆษก พรรคกล้าธรรม
17 ก.พ. คำยืนยันล่าสุดจากปากผู้นำ 2 พรรคยังไปคนละทาง ฝ่ายอนุทินบอกว่า “คุยแล้ว” แต่ฝ่ายผู้กองธรรมนัสบอกว่า “ยังไม่คุย” และย้ำว่าเร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล เพราะตอนนี้วุ่นวายกันไปหมด เรื่องบัตรเลือกตั้ง ทั้งบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด บัตรเขย่ง ขอพูดอย่างที่นายกฯ พูดคือ “รอความชัดเจน” เพราะปัญหาที่จะต้องแก้กันยังมีอีกเยอะ โดยเฉพาะตอนนี้มีคณะนักศึกษาและอาจารย์ออกมาเคลื่อนไหวกัน
19 ก.พ. พรรค กธ. จะเรียกประชุมว่าที่ สส. ของพรรคเพื่อสื่อสารแนวทางทางการเมือง ก่อนที่ ร.อ.ธรรมนัสจะลาไปพักผ่อนต่างประเทศ
ย้อนสูตรจัด 14 รัฐบาลผสม ก่อนถึงยุค “อนุทิน 2”
ในระหว่างรอสมการจัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2” อย่างเป็นทางการ .ชวนย้อนดูสูตรจัดรัฐบาล 14 ชุด ใน 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ว่ามีเสียงแค่ไหนถึงจะถูกมองว่ามีเสถียรภาพ
หากไม่นับรัฐบาล “ทักษิณ 2” ที่ตั้งรัฐบาลพรรคเดียวในปี 2548 จะพบว่ารัฐบาล “ทักษิณ 1” ยึดครองที่นั่งในสภาถึง 73.6% และอยู่ครบเทอม 4 ปี














