นับคะแนนใหม่ 8 หน่วย-บัตรเขย่ง 6.6 หมื่นใบ สิบวันหลังเลือกตั้ง กกต. ยังเผยผลคะแนน 100% ไม่ได้

ที่มาของภาพ : Sirachai Arunrugstichai/Getty Photos

Article Recordsdata
    • Creator, วศินี พบูประภาพ
    • Characteristic, ผู้สื่อข่าว.
  • เวลาอ่าน: 13 นาที

ล่วงมาแล้ว 10 วันหลังประเทศไทยมีการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ. จนถึงวันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่สามารถประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการได้ ขณะเดียวกัน กกต. ก็เผชิญเสียงวิจารณ์เรื่องความโปร่งใสของการนับคะแนน ความเป็นไปได้ที่รหัสบนบัตรเลือกตั้งอาจเชื่อมโยงกับตัวผู้ใช้สิทธิ ไปจนถึงจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในระบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อที่ไม่ตรงกันกว่า 66,000 เสียง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ก.พ. กกต. มีมติให้นับคะแนนใหม่ใน 8 หน่วยเลือกตั้ง รวมทั้งจัดให้มีการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในบางพื้นที่ในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. นี้ รวม 4 หน่วยเลือกตั้งใน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, อุดรธานี, น่าน และพะเยา

ขณะเดียวกันมีความคิดเห็นจากแวดวงวิชาการว่าควรให้การเลือกตั้ง 8 ก.พ. เป็นโมฆะหรือไม่ สืบเนื่องจากข้อกล่าวหาว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ จากปมปัญหาที่บัตรเลือกตั้งมีรหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่อาจเชื่อมโยงไปถึงตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้

22 ก.พ. เลือกตั้งใหม่ 4 หน่วยใน กรุงเทพมหานคร-อุดรธานี-น่าน-พะเยา

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารข่าวเมื่อ 17 ก.พ. ระบุว่าที่ประชุมมีมติให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในหน่วยเลือกตั้งที่ได้รับเรื่องร้องเรียนหรือพบข้อผิดปกติ โดยแบ่งออกเป็นสองกรณี ได้แก่ การนับคะแนนใหม่ และการจัดให้มีการลงคะแนนใหม่ ซึ่งจะดำเนินการในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569

การนับคะแนนใหม่ มีทั้งหมด 8 หน่วย แยกเป็นหน่วยออกเสียงประชามติ 1 หน่วย และหน่วยเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ 7 หน่วย ประกอบด้วย

นับคะแนนประชามติใหม่ 1 หน่วย: หน่วยออกเสียงประชามติที่ 10 เขต 15 แขวงคันนายาว เขตคันนายาว

นับคะแนนเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อใหม่ 7 หน่วย ใน 4 จังหวัด ได้แก่

  • ประจวบคีรีขันธ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอสามร้อยยอด หน่วยเลือกตั้งที่ 2 ต.ไร่ใหม่
  • ประจวบคีรีขันธ์
  • เพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมือง หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ต.นายก
  • เพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 4 อ.หนองไผ่ หน่วยเลือกตั้งที่ 2 ต.หนองไผ่
  • กำแพงเพชร
  • กำแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมือง หน่วยเลือกตั้งที่ 14 ต.เทพนคร
  • สกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมือง หน่วยเลือกตั้งที่ 32 ต.ธาตุเชิงชุม

ขณะเดียวกัน กกต. มีคำสั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่เพิ่มเป็น 4 หน่วย จากเดิมที่มีมติไว้ 3 หน่วย โดยล่าสุดรวม จ.พะเยา เข้ามาด้วย ได้แก่

  • อุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 6 อ.ไชยวาน ต.โพนสูง หน่วยเลือกตั้งที่ 4 (เฉพาะแบบบัญชีรายชื่อ)
  • น่าน เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมือง ต.ไชยสถาน หน่วยเลือกตั้งที่ 3 (เฉพาะแบบแบ่งเขต)
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 15 แขวงคันนายาว หน่วยเลือกตั้งที่ 9 (ทั้งแบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ และประชามติ)
  • พะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมือง ต.ท่าวังทอง หน่วยเลือกตั้งที่ 6 (ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ)
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed readingได้รับความนิยมสูงสุด

Discontinuance of ได้รับความนิยมสูงสุด

บัตรเขย่ง 6.6 หมื่นเสียง

นอกจากนี้ยังปรากฏความคลาดเคลื่อนของตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง

ข้อมูลจากระบบรายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของ กกต. (ECT Narrative 69) ชี้ให้เห็นว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ สส. แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ มีความแตกต่างกัน 66,939 คน โดยระบบของ กกต. รายงานผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต 34,632,581 คน ส่วนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่ออยู่ที่ 34,565,642 คน

ไทยรัฐและมติชนรายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวจากที่ประชุม กกต. ระบุว่ากรณีนี้ทำให้ กกต. ยังไม่สามารถประกาศผลคะแนนรวมได้อย่างเป็นทางการ และคาดว่าจะต้องมีคำสั่งให้นับคะแนนใหม่เพิ่มเติมในช่วงปลายเดือน ก.พ. ราว 20 หน่วย เพื่อปรับข้อมูลให้ตรงกันก่อนการประกาศรับรองผลเลือกตั้ง

สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ตั้งข้อสังเกตโดยโต้แย้งวิธีคิดเรื่องตัวเลขดังกล่าว โดยระบุว่าตัวเลข 6.6 หมื่นใบที่ กกต. และสื่อมวลชนกำลังให้ความสนใจนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียง “ยอดเขย่งสุทธิ” (Get) ระดับประเทศเท่านั้น แต่ “ยอดบัตรเขย่ง (บัตรสีเขียว-ชมพู) ที่เกี่ยวข้องระดับเขตคือ 324,000++ ใบ และเขย่ง 390 จาก 400 เขตเลือกตั้ง”

เกี่ยวกับประเด็นนี้ทำให้ สำนักงาน กกต. ออกมาโพสต์ชี้แจงในเวลาต่อมาว่า “ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง”

นอกจากประเด็นความคลาดเคลื่อนของตัวเลขแล้ว วันเดียวกัน (17 ก.พ.) กกต. ยังออกคำชี้แจงกรณี จ.สมุทรปราการ เขต 6 ซึ่งพบเอกสารใบขีดคะแนนถูกทิ้งในบ่อขยะที่ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ

กกต. ระบุว่าเอกสารที่ปรากฏตามข่าวเป็นเอกสารที่ใช้ประจำหน่วยเลือกตั้ง และเจ้าหน้าที่ได้นำไปใช้จนกระบวนการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว รวมถึงได้รายงานผลการนับคะแนนเป็นที่เรียบร้อย “จึงไม่ส่งผลกระทบต่อคะแนนหรือความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง”

อย่างไรก็ตาม กกต. อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเอกสารดังกล่าวไปปรากฏในสถานที่เกิดเหตุได้อย่างไร โดยจะพิจารณาว่ามีความบกพร่องหรือความผิดปกติเกิดขึ้นในขั้นตอนใด รวมถึงมีบุคคลใดเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวหรือไม่ ทั้งนี้ กกต. ระบุว่าจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไปเมื่อการตรวจสอบแล้วเสร็จ

ที่มาของภาพ : Thai Recordsdata Pix

เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตยหรือวีวอทช์ (We Gaze) ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนยื่นข้อร้องเรียนและข้อเสนอต่อ กกต.

บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดจะนำมาใช้ในการเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ. หรือไม่

อีกหนึ่งกรณีที่ยังไม่มีข้อสรุปคือข้อถกเถียงเกี่ยวกับรูปแบบบัตรเลือกตั้งที่จะใช้ในจัดออกเสียงเลือกตั้งใหม่ในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. นี้ โดยเฉพาะการพิจารณาว่าจะคงการใช้บัตรแบบเดิมที่มีบาร์โค้ดและรหัสเล่มบนหน้าบัตร หรือจะปรับรูปแบบใหม่

ข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ร่วมการประชุม กกต. ซึ่งปรากฏในรายงานของไทยรัฐออนไลน์ ระบุว่ากกต. ยังกังวลว่าหากตัดบาร์โค้ดออกจากบัตรเลือกตั้งชุดใหม่ อาจถูกตีความว่าเป็นการยอมรับว่าบัตรที่ใช้ก่อนหน้านี้มีปัญหา และถูกนำไปใช้ในคดีที่อาจนำไปสู่การวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ส่วนรายงานของมติชนสุดสัปดาห์ให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่าการเปลี่ยนรูปแบบบัตรจะก่อให้เกิดข้อถกเถียงทางกฎหมายเรื่องความแตกต่างของบัตรเลือกตั้ง และอาจกระทบต่อการต่อสู้คดีของ กกต. ในชั้นศาล

จนถึงขณะที่บทความนี้เผยแพร่ กกต. ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะใช้บัตรรูปแบบใด โดยมีรายงานจากสื่อบางสำนักว่า คณะกรรมการ กกต. ไม่มีการประชุมเพิ่มเติมในสัปดาห์นี้

ที่มาของภาพ : NurPhoto via Getty Photos

เกี่ยวกับปัญหาเรื่องบัตรเลือกตั้ง เครือข่ายเพื่อการเลือกตั้งเสรีแห่งเอเชียหรือแอนเฟรล (ANFREL) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลว่าสิทธิมนุษย์ชนขั้นพื้นฐานเรื่องการลงคะแนนลับจะได้รับผลกระทบ โดยย้ำว่าการคุ้มครอง “การลงคะแนนลับ” เป็นหลักการประชาธิปไตยสำคัญ รับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) มาตรา 25 ซึ่งไทยเป็นภาคี รวมถึงรัฐธรรมนูญไทยปี 2560 มาตรา 85 และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. มาตรา 84

“แม้ในบางประเทศในเอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์ และสาธารณรัฐเกาหลี (จนถึงปี 2024) จะใช้บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรลงคะแนน แต่ระบบดังกล่าวมีไว้เพื่อคุ้มครองความถูกต้องของกระบวนการลงคะแนนและนับคะแนนเท่านั้น และไม่สามารถใช้เพื่อติดตามบัตรลงคะแนนของรายบุคคลได้

กลไกเหล่านี้ต้องถูกออกแบบและดำเนินการในลักษณะที่รักษา ‘ความลับของบัตรลงคะแนน' ไว้อย่างชัดเจน ป้องกันไม่ให้เกิดความเป็นไปได้ทั้งในทางปฏิบัติหรือแม้แต่ในทางรับรู้ว่าสามารถติดตามบัตรกลับไปยังผู้ลงคะแนนคนใดคนหนึ่งได้”

สำหรับกรณีนี้องค์กรจับตาการเลือกตั้งประจำภูมิภาคเอเชียระบุว่า ควรเปิดให้มีการตรวจสอบทางเทคนิคโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระต่อระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง พร้อมทั้งเปิดเผยสเปกและกระบวนการที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะ เพื่อให้สามารถประเมินได้อย่างเป็นกลางว่า “ตัวระบุบนบัตร” จะไม่กระทบต่อความลับของการลงคะแนนในทุกกรณี

แอนเฟรลยังเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยผลคะแนนระดับหน่วยเลือกตั้งอย่างครบถ้วน พร้อมเอกสารขั้นตอนการรวมและประมวลผล เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส และช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของสาธารณะ ขณะเดียวกันองค์กรแอนเฟรลยังเสนอให้ กกต. รับข้อเรียกร้องการ “นับใหม่” ในพื้นที่ที่มีข้อกังวลด้านการพิมพ์โค้ดหรือการรวมคะแนน พร้อมจัดให้มีหลักประกันด้านการเข้าถึงกระบวนการตรวจนับและประมวลผลสำหรับผู้สังเกตการณ์ สื่อมวลชน และพรรคการเมืองทั้งในและต่างประเทศ

ขณะที่ ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โพสต์ความเห็นบนเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับปมปัญหาเรื่องหลักการเลือกตั้งโดยลับโดยระบุว่ารูปแบบบัตรที่มีบาร์โค้ดอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายในหลายส่วน ทั้งในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและความเสี่ยงด้านการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล จึงมีข้อเสนอให้คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือคณะกรรมการพีดีพีเอ (PDPA) เข้ามาตรวจสอบ และอาจสั่งให้มีการทำลายต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลสามารถโยงกลับไปถึงตัวผู้ใช้สิทธิ ขณะเดียวกันก็ยังคงเก็บบัตรลงคะแนนไว้เพื่อใช้ในการตรวจสอบผลคะแนนต่อไป

ฟังความสองด้าน เลือกตั้ง 8 ก.พ. ควรเป็นโมฆะหรือไม่ ?

ท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากบางส่วนของสังคมให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะจากข้อผิดพลาดของ กกต. มีความเคลื่อนไหวทางกฎหมายจากหลายฝ่าย

นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มสำรอง ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้บัตรเลือกตั้ง สส. ที่ใช้ไปแล้วถูกนับเป็นบัตรเสีย พร้อมเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด และขอให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้มีการรับรองผลการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน ตัวแทนนิสิตนักศึกษาจากสถาบันการศึกษา 9 แห่งร่วมกับทนายความยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางในประเด็นความไม่ชอบด้วยกฎหมายของบัตรเลือกตั้ง ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่ามีมูล ก็อาจนำไปสู่คำสั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่ได้

นอกจากนี้ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคทางเลือกใหม่ ได้ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยชี้ว่าบัตรเลือกตั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นช่องทางที่สามารถนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญได้

อย่างไรก็ดี ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยชี้ว่าควรระมัดระวังในการเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ผศ.สุทธิชัย ระบุว่า แม้จะไม่เห็นด้วยกับการทำงานของ กกต. และยอมรับว่ากรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดเป็นการขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับอย่างชัดเจน แต่การจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ต้องพิจารณาว่าการละเมิดนั้นส่งผล “บิดเบือนเจตจำนงของประชาชน” หรือไม่

“การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะได้ขึ้นอยู่กับว่าการละเมิดหลักการพื้นฐานว่าด้วยการเลือกตั้งนั้นถึงขนาดเป็นการบิดเบือนเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งหรือไม่ เช่น มีหลักฐานชัดเจนว่า กกต. กับพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งมีการฮั้วกันจนนำไปสู่ผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่ปรากฎผมยังเห็นว่าการละเมิดหลักการเลือกตั้งโดยลับที่เกิดขึ้นนั้นยังไม่ถึงขนาดที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ” ผศ.สุทธิชัย ระบุ

นักวิชาการนิติศาสตร์จาก ม.สงขลานครินทร์ กล่าวว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปี 2549 ที่สั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะเพียงเพราะคูหาหันออกด้านนอกขัดต่อหลักการลับ “ไม่ควรที่จะถูกถือเป็นบรรทัดฐาน”

“การตัดสินคดีที่ไม่ยึดอยูบนหลักการในวันนั้น (โดยหวังเพียงแค่ผลในทางการเมือง) จะกลับมาเป็นเข็มทิ่มแท-งศาลรัฐธรรมนูญเสียเองในวันนี้… สิ่งสำคัญสำหรับฝ่ายประชาธิปไตยก็คือเราไม่ควร endorse (รับรอง) ว่าการตัดสินของศาลในปี 49 เป็นเรื่องที่ถูกต้องในเชิงหลักการ”

คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ กล่าวอีกว่าการเลือกตั้งคือเครื่องมือสำคัญของประชาชนในการส่งผ่านอำนาจ หากยอมให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้โดยง่าย จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดีต่อระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว เพราะในอนาคตฝ่ายตรงข้ามก็อาจใช้เงื่อนไขเล็กน้อยมาล้มผลการเลือกตั้งได้เช่นกัน

เขาเสนอว่าไม่ควรล้มกระดานเลือกตั้ง แต่ควรใช้มาตรการทางกฎหมายลงโทษผู้กระทำผิด คือ กกต. ทั้งความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงใช้กลไกการนับคะแนนใหม่หรือเลือกตั้งใหม่เฉพาะในเขตที่มีปัญหาตามที่กฎหมายเปิดช่องไว้

ด้านเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แสดงจุดยืนสอดคล้องกัน โดยไม่เห็นด้วยกับการร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และระบุว่าบทเรียนจากปี 2549 และ 2557 ชี้ให้เห็นว่าการล้มกระดานจะทำให้เสียงของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิด้วยเจตนาบริสุทธิ์กลายเป็นศูนย์ และเป็นการเพิ่มอำนาจให้องค์กรตุลาการมากเกินความจำเป็น

นอกจากนี้ยังเสนอในทำนองคล้ายกับ ผศ.สุทธิชัย ว่าควรมีการแก้ไขโดยจำกัดวง เช่น การสั่งนับคะแนนใหม่หรือการตัดวงจรการตรวจสอบย้อนกลับด้วยการทำลายกุญแจเชื่อมโยงข้อมูลบาร์โค้ดแทนการทำให้บัตรเสีย และหากจำเป็นต้องจัดเลือกตั้งใหม่ ก็ควรทำเฉพาะส่วนที่มีปัญหา

ที่มาของภาพ : Thai Recordsdata Pix

ตัวแทนเครือข่าย 9 สถาบันการศึกษา นำโดยนายธีรภัทร ศุภพิทักษ์ไพบูลย์ ผู้ประสานงานธรรมศาสตร์และการชุมนุม (หมวกเขียว) พร้อมด้วย นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ (ชายใส่สูท) เดินทางมายังศาลปกครองกลาง เพื่อยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง

ในอีกด้านหนึ่ง รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงความเห็นโต้แย้งโดยมองว่าแม้จะเห็นด้วยว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2549 ไม่ควรเป็นบรรทัดฐาน แต่บริบทในครั้งนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

รศ.ดร.พวงทอง ชี้ว่าเสียงเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในครั้งนี้ ไม่ได้มาจากผู้มีอำนาจที่ต้องการล้มกระดานเหมือนในอดีต แต่มาจากประชาชนที่โกรธแค้นจากการถูกละเมิดสิทธิและการทำงานที่บกพร่องของ กกต.

“เสียงเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในครั้งนี้ คือการประกาศว่าประชาชนตัวเล็ก ๆ ให้คุณค่ากับเสียงของตนเอง… หาใช่เป็นความพยายามที่จะลดความศักดิ์สิทธิ์ของการเลือกตั้งเลย” รศ.ดร.พวงทอง กล่าว