
เหตุใดราคาน้ำมันที่พุ่งสูง จึงส่งผลกระทบมากกว่าที่เราคิด

ที่มาของภาพ : LightRocket by draw of Getty Photos
- Author, นาตาเลีย เชอร์แมน
- Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ
- เวลาอ่าน: 7 นาที
ผลกระทบจากสงครามของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่านเริ่มส่งผลถึงการใช้ชีวิตของผู้คนทุกหนแห่ง
ขณะที่ความขัดแย้งขัดขวางการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียและผู้ผลิตเริ่มลดกำลังการผลิตน้ำมัน แรงกระแทกด้านอุปทานได้ฉุดให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น โดยช่วงหนึ่งราคาน้ำมันดิบแตะเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เขย่าตลาดการเงิน ดันราคาน้ำมันหน้าปั๊มให้สูงขึ้น และทำให้ผู้คนกังวลว่าเรื่องนี้อาจจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
น้ำมันขาดแคลน
สงครามครั้งนี้เป็นเครื่องย้ำเตือนอีกครั้งว่าทั่วโลกยังคงพึ่งพาภูมิภาคตะวันออกกลางในด้านพลังงานมากแค่ไหน นี่ทำให้นึกถึงแรงกระแทกด้านอุปทานที่เคยเกิดขึ้นในทศวรรษ 1950 และ 1970
แต่นักวิเคราะห์ระบุว่า ผลกระทบครั้งนี้ใหญ่กว่าครั้งนั้นมาก
อุปทานน้ำมันดิบทั่วโลกราว 20% ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งขณะนี้การเดินเรือถูกปิดกั้นจากสงคราม
นักวิเคราะห์หลายคนระบุว่า ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซนอกภูมิภาค เช่น สหรัฐฯ บราซิล และนอร์เวย์ มีศักยภาพจำกัดในการเพิ่มการผลิต
และแม้จะมีท่อส่งน้ำมันภายในภูมิภาคเป็นทางเลือก แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ ด้วยเหตุนี้ผู้ผลิตหลายรายจึงจำเป็นต้องลดกำลังผลิตลง สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าการผลิตน้ำมันในอิรักลดลงมากกว่า 60% ขณะที่คูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็เริ่มลดกำลังผลิตเช่นกัน
ทั้งนี้ ปัญหาพลังงานไม่ได้จำกัดเฉพาะน้ำมันเท่านั้น อุปทานก๊าซธรรมชาติทั่วโลกราว 20% ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน หลังบริษัทพลังงานแห่งชาติของกาตาร์ประกาศหยุดการผลิตโดยอ้างเหตุโจมตีทางทหาร
ได้รับความนิยมสูงสุด
เมื่อไม่มีทางแก้ไขปัญหาที่ง่ายและรวดเร็ว นักวิเคราะห์ของเจพีมอร์แกนจึงระบุว่า พวกเขาคาดว่าจะเห็น “การขาดแคลนที่เห็นได้ชัด” ในเอเชียและยุโรปภายในหนึ่งสัปดาห์

เอเชียนั้นต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นพิเศษ ทำให้รัฐบาลบางประเทศได้ประกาศมาตรการควบคุมราคาและการจำกัดปริมาณใช้น้ำมันแล้ว โดยสื่อของรัฐบาลบังกลาเทศรายงานว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งปิดภาคการศึกษาก่อนกำหนดในช่วงวันหยุดทางศาสนา
ในสหราชอาณาจักร ราเชล รีฟส์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เตือนว่าอาจมีความเสี่ยงจากแรงกระแทกเงินเฟ้อตามมา
บางประเทศได้หารือถึงแผนการระบายน้ำมันจากคลังน้ำมันสำรองเพื่อบรรเทาวิกฤต แต่มาตรการดังกล่าวอาจช่วยได้อย่างจำกัด โดย ฮันเตอร์ คอร์นไฟน์ด นักวิเคราะห์อาวุโสด้านพลังงานมหภาคของบริษัท แรพิด เอเนอร์จี กรุ๊ป (Speedily Vitality Crew) ระบุว่า ปริมาณการระบายน้ำมันสำรองใด ๆ จะมีขนาดเพียง “เล็กน้อย” เมื่อเทียบกับความต้องการของตลาด
“นี่คือแรงกระแทกด้านอุปทานที่ใหญ่ที่สุด อย่างน้อยก็ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลกสมัยใหม่” คอร์นไฟน์ดกล่าว
“ปริมาณความต้องการกับปริมาณที่จะมีการปล่อยน้ำมันออกมาสู่ตลาดนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง”
ราคาพลังงานพุ่งสูง
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดในขณะนี้ คือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์และเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงของสหรัฐฯ ต่างพุ่งขึ้นตั้งแต่สงครามเริ่มต้น โดยในวันจันทร์ราคาขึ้นไปแตะเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะลดลงมาอยู่ต่ำกว่า 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเล็กน้อย
ราคาที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวถูกผลักต่อไปยังต้นทุนของภาคธุรกิจและครัวเรือน
ในสหราชอาณาจักรและยุโรป ราคาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงครามในอิหร่าน
แม้แต่ในสหรัฐฯ ซึ่งในฐานะผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ มักได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาตลาดโลกน้อยกว่าที่อื่น ๆ ราคาน้ำมันหน้าปั๊มก็กำลังขยับเข้าใกล้ 3.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้นจากราว 2.90 ดอลลาร์เมื่อเดือนก่อน และกลับไปอยู่ในระดับที่เห็นครั้งล่าสุดในปี 2024
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วธนาคารโกลด์แมน แซคส์ ประมาณการว่าหากราคาน้ำมันปรับขึ้นชั่วคราวไปแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกหดตัวลง 0.4%
แต่หากความขัดแย้งไม่ยุติภายในสิ้นเดือนนี้ นักวิเคราะห์ระบุว่าราคาน้ำมันโลกอาจทะลุระดับสูงสุดในปี 2022 ที่เกิดขึ้นหลังการรุกรานยูเครนของรัสเซีย และในบางสถานการณ์อาจพุ่งสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้
คอร์นไฟน์ดระบุว่า หากราคาขึ้นไปถึงจุดนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะ “รุนแรงมาก” เพราะต้นทุนที่สูงขึ้นจะทำให้ครัวเรือนและธุรกิจต้องลดการใช้จ่ายด้านอื่น ๆ ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวลง
กระทบธุรกิจตั้งแต่สายเทคฯ ไปจนถึงเกษตกร
ไต้หวันซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตชิปนั้นต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างมาก เหล่านักวิเคราะห์จึงกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า แรงกระแทกด้านพลังงานจะทำให้การผลิตชิปลดลงหรือไม่เนื่องจากจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ ตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงสมาร์ทโฟน
ในสหรัฐฯ มีความกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อบรรดาบริษัทเทคโนโลยีที่กำลังพยายามขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ
และไม่ใช่เพียงภาคพลังงานเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ
ตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งสำคัญของอะลูมิเนียม กำมะถันที่ใช้ในกระบวนการผลิตโลหะ เช่น ทองแดง รวมถึงวัตถุดิบทำปุ๋ย เช่น ยูเรีย
เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้เริ่มขยับสูงขึ้น มันก็อาจส่งต่อแรงกดดันไปถึงต้นทุนด้านอาหารและสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ
ตามข้อมูลของสหพันธ์สำนักงานฟาร์มอเมริกัน (American Farm Bureau Federation) สหรัฐฯ นำเข้าปุ๋ยราว 25% ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก
“นี่เป็นจังหวะที่แย่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” แฮร์รี ออตต์ เกษตรกรผู้ปลูกฝ้าย ข้าวโพด และถั่วเหลืองในรัฐเซาท์แคโรไลนา กล่าว
เขาโทรหาผู้จัดจำหน่ายปุ๋ยที่เขาซื้อเป็นประจำเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อเตรียมเริ่มใส่ปุ๋ยลงแปลง แต่กลับถูกบอกว่าบริษัทกำลังชะลอการขายและการส่งมอบปุ๋ยออกไปก่อน เนื่องจากต้องประเมินผลกระทบจากสงครามให้ชัดเจนขึ้น
หลังจากนั้น บริษัทดังกล่าวได้ประกาศขึ้นราคาปุ๋ย ซึ่งออตต์กังวลว่าจะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ยของเขาเพิ่มขึ้นราว 100 ดอลลาร์ต่อเอเคอร์ (ราว 1,300 บาทต่อไร่) และอาจทำให้เขาไม่เหลือกำไรจากผลผลิตปีนี้เลย
“ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก และสิ่งที่เรากำลังเผชิญกับเรื่องปุ๋ยนี้… ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน” ออตต์กล่าวระหว่างงานบรรยายสรุปต่อสื่อซึ่งจัดโดยสหพันธ์สำนักงานฟาร์ม “งบการเงินของใครก็ไม่พร้อมสำหรับการปรับตัวแบบนี้”
แรงกดดันทางการเมือง
เหล่านักวิเคราะห์ระบุว่า เอเชียและยุโรปจะเผชิญความเสี่ยงทางเศรษฐกิจรุนแรงเนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างมาก ตลาดหุ้นเองก็สะท้อนความกังวลนี้เช่นกัน
ในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ตัวชี้วัดหุ้นสำคัญร่วงลงประมาณ 10% และ 15% ตามลำดับนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น ขณะที่ดัชนี Dax ของเยอรมนีลดลงมากกว่า 7%
ในสหรัฐฯ สถานการณ์ต่างออกไป โดยดัชนี S&P 500 ลดลงเพียง 1.2% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความกังวลเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นก่อนการเลือกตั้งสภาคองเกรสในเดือนพฤศจิกายน นักวิเคราะห์มองว่าสถานการณ์นี้อาจกลายเป็นปัญหาทางการเมืองสำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หากราคาสินค้าเริ่มส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค
ทั้งนี้ ทำเนียบขาวกลับส่งสัญญาณถึงแผนการณ์ในภูมิภาคดังกล่าวโดยไม่สอดคล้องกัน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล้าจะยืดระยะเวลาการทำสงครามต่อไปหรือไม่
และต่อให้ทรัมป์จะประกาศยุติสงคราม แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าความกังวลว่าอาจเกิดความปั่นป่วนขึ้นอีกครั้งก็อาจทำให้ราคายังคงอยู่ในระดับสูง
“ต่อให้สหรัฐฯ และอิสราเอลจะประกาศว่ายุติและปิดฉากปฏิบัติการแล้ว แต่อิหร่านอาจไม่เห็นพ้องเช่นนั้น” พอล แซงกีย์ จากบริษัทวิจัยอิสระ แซงกี รีเสิร์ช (Sankey Research) เตือน “นั่นอาจหมายความว่าสถานการณ์นี้จะยืดเยื้อต่อไปอีกนานแม้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะมีการประกาศยุติการสู้รบก็ตาม”
How personal you ever been struggling from the components raised in this fable? Present us about your ride.
Contact invent



































