
กต. เชิญทูตอิหร่านแจงเหตุโจมตีเรือสินค้าไทยที่ช่องแคบฮอร์มุซ – ยังไม่รู้ชะตาลูกเรือ 3 คน

ที่มาของภาพ : Royal Thai Navy/ handout
กระทรวงการต่างประเทศของไทยเชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำไทยเข้าพบเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงกรณีเรือมยุรี นารี เรือบรรทุกสินค้าประเภทเทกองสัญชาติไทย ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 11 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น
นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยเรื่องนี้ระหว่างการแถลงข่าวของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ประจำวันนี้ (12 มี.ค.)
รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุด้วยว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ จะหารือทางโทรศัพท์กับ รมว.การต่างประเทศของโอมาน เพื่อขอบคุณรัฐบาลโอมานที่ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย และติดตามความคืบหน้าของลูกเรืออีก 3 คนที่ยังติดค้าง ซึ่งขนาดของเรือที่สูง 7 ชั้น และความมืดเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ยังช่วยเหลือออกมาไม่ได้
ขณะที่ พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ส่งข้อความด่วนถึงผู้บัญชาการทหารเรือของโอมาน เพื่อแสดงความขอบคุณและขอให้เร่งช่วยเหลือลูกเรือที่ยังตกค้าง
หลังผ่านมาเกิน 24 ชั่วโมงนับจากที่เรือไทยถูกโจมตี สถานการณ์มีความคืบหน้าอย่างไรแล้วบ้าง
กต.ไทยเชิญทูตอิหร่านแจง – ประสานโอมานเร่งช่วยลูกเรือ 3 คนที่ติดค้าง
นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยในการแถลงข่าวของ ศบก. ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเวลา 11.05 น. ว่ากระทรวงการต่างประเทศของไทยได้เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยมาพบเพื่อหารือข้อเท็จจริงกรณีเรือพาณิชย์ไทยถูกโจมตีที่ช่องแคบฮอร์มุซแล้ว และยัง “อยู่ในระหว่างการเจรจา” ในขณะที่มีการแถลงข่าว
แม้จะยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด แต่ช่วงหนึ่งของการตอบคำถามผู้สื่อข่าว รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ รับว่าจะมีการตรวจข้อเท็จจริงกรณีที่มีข่าวว่ากองกำลังของอิหร่านได้แจ้งเตือนเรือไทยหลายครั้งก่อนที่จะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
เขาเปิดเผยด้วยว่าในการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอาเซียนสมัยพิเศษ วันพรุ่งนี้ (13 มี.ค.) ซึ่งมีวาระเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ประชุมจะหารือถึงสถานการณ์และแลกเปลี่ยนแนวทางการรับมือผลกระทบต่ออาเซียนด้วย
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed readingได้รับความนิยมสูงสุดDiscontinue of ได้รับความนิยมสูงสุด
เกี่ยวกับการช่วยเหลือลูกเรือไทยบนเรือมยุรีนารี นายปาณิดลเปิดเผยว่าอุปสรรคในการเข้าไปช่วยเหลือลูกเรือทั้ง 3 คนที่ติดค้างมาจากความใหญ่ของตัวเรือ
“เรือลำใหญ่มาก ทราบมาว่าเรือสูง 7 ชั้น แล้วข้างในก็มีความมืดมาก”
เขาบอกว่าจากข้อมูลเท่าที่ทราบตอนนี้ ลูกเรือไทยทั้ง 3 คนอยู่ใกล้กับบริเวณห้องเครื่องช่วงท้ายของเรือ ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดความเสียหายขึ้นในขณะที่เรือถูกโจมตี โดยในขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานการเสียชีวิตใด ๆ ตามที่สื่อบางสำนักรายงาน
“ตอนนี้ทางกองทัพเรือโอมานเขากำลังเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้อยู่ อยากจะให้รอฟังผลการดำเนินการของกองทัพเรือโอมาน ซึ่งเขาก็จะรีบประสานผ่านสถานทูตของเราที่มัสกัตในโอกาสแรก” รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศกล่าว พร้อมบอกว่าทางรัฐบาลโอมานและกองทัพเรือโอมานได้ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวด้วยว่าขณะนี้เรือลำดังกล่าวยังคงลอยลำอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ ยังไม่ได้มีการนำขึ้นฝั่งใด ๆ และ “ยังตรวจสอบไม่ได้” ว่าเหตุโจมตีดังกล่าวเกิดจากอาวุธประเภทใด
ส่วนลูกเรืออีก 20 คนที่ได้รับการช่วยเหลือจากทางการโอมานจนสามารถขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัยแล้ว นายปาณิดล ระบุว่าเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงมัสกัตได้พูดคุยกับกัปตันเรือแล้วและทราบว่าทั้งหมดปลอดภัยดี โดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมัสกัต กำลังเดินทางเข้าพื้นที่ไปที่เมืองซึ่งลูกเรือไทยพำนักอยู่ แต่การเดินทางต้องใช้เวลาถึง 10 ชั่วโมงเนื่องจากเป็นเขตห้ามบิน (no fly zone)
นายปาณิดลยังเปิดเผยถึงเรือพาณิชย์ลำอื่น ๆ ของไทยที่อาจแล่นอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกองทัพเรืออย่างเคร่งครัด ซึ่งเท่าที่ทราบในตอนนี้ “เรือที่ยังอยู่ในบริเวณนั้น ช่องแคบฮอร์มุซ ก็ออกหมดแล้ว”
ผบ.ทร. ส่งข้อความขอบคุณ ผบ.ทร.โอมาน
ด้านสำนักงานโฆษกกองทัพเรือไทย เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ระบุว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา (11 มี.ค.) พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้ส่งข้อความด่วนตรงถึง พล.ร.ต.ซาอีฟ บิน นัสเซอร์ อัล ราห์บี (Saif bin Nasser Al Rahbi) ผบ.ทร.โอมาน เพื่อแสดงความขอบคุณต่อการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย และแสดงความห่วงใยต่อชะตากรรมของลูกเรือไทยอีก 3 คน ที่ยังตกค้างบนเรือ
สำนักงานโฆษกกองทัพเรือยังระบุว่า พล.ร.อ.ไพโรจน์ ยังได้ขอความร่วมมือจากกองทัพเรือโอมานในการเร่งค้นหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการพบและช่วยเหลือลูกเรือที่ยังตกค้างให้ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งกองทัพเรือยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมัสกัต เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือลูกเรือไทยอย่างเต็มกำลัง
สรุปเหตุการณ์ 11 มี.ค.
สำนักงานโฆษกกองทัพเรือเปิดเผยเมื่อช่วงเย็นวันพุธ (11 มี.ค.) ว่าได้รับรายงานเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยถูกโจมตีในขณะเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และกำลังอยู่ในระหว่างช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คนที่ยังตกค้าง หลังได้ช่วยเหลือลูกเรืออีก 20 คนขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัยแล้ว
เรือลำดังกล่าวเป็นเรือบรรทุกสินค้าประเภทเทกอง สัญชาติไทย ชื่อ “มยุรี นารี” (Mayuree Naree) ขนาดระวางขับน้ำประมาณ 30,000 ตัน ที่มี บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของ โดยศูนย์ควบคุมการจราจรทางทะเล ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ (ศคจร.ศปก.ทร.) ได้รับรายงานการโจมตีเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันนี้ (11 มี.ค.) หลังจากที่เรือลำดังกล่าวได้ออกเดินทางจากท่าเรือในเมืองคาลิฟา (Khalifa) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เมื่อเวลา 03.00 น.
พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยเมื่อเวลา 16.35 น. ของวันที่ 11 มี.ค. ว่า ภายหลังได้รับรายงานเหตุการณ์ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ ได้เร่งประสานขอความช่วยเหลือผ่านกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลระหว่างประเทศ โดยให้นายทหารประสานงานของกองทัพเรือที่ประจำอยู่ที่กองกำลังทางทะเลร่วม (Mixed Maritime Forces หรือ CMF) ติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงมัสกัต ประเทศโอมาน เพื่อขอความช่วยเหลือโดยทันที
เขาระบุด้วยว่าในตอนนี้กองทัพเรือโอมาน “ได้เข้าให้ความช่วยเหลือลูกเรือแล้วจำนวน 20 คน และกำลังดำเนินการช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน” โดยลูกเรือชาวไทยที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว ได้ถูกนำขึ้นฝั่งที่เมืองคาซับ (Khasab) ประเทศโอมาน เพื่อดูแลความปลอดภัย ส่วนสาเหตุการถูกโจมตียังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

ที่มาของภาพ : Royal Thai Navy/ handout
ด้านหน่วยปฏิบัติการด้านการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (United Kingdom Maritime Alternate Operations – UKMTO) ระบุว่าได้รับรายงานเหตุการณ์เรือบรรทุกสินค้า (cargo vessel) ลำหนึ่งถูกยิvโดยวัตถุไม่ทราบชนิด (unknown projectile) บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ในระยะห่างจากประเทศโอมานไปทางตอนเหนือ 11 ไมล์ทะเล เมื่อเวลา 4.35 น. ตามเวลาสากลเชิงพิกัด (UTC) เทียบเป็นเวลาไทยคือ 11.35 น. ของวันที่ 11 มี.ค.
UKMTO ไม่ได้ระบุชื่อเรือหรือสัญชาติของเรือลำดังกล่าว แต่ระบุว่าเหตุที่เกิดขึ้นทำให้เกิดเพลิงไหม้บนเรือ ทำให้มีการร้องขอความช่วยเหลือและอพยพลูกเรือออกจากเรือ

ที่มาของภาพ : Royal Thai Navy/ handout
.ติดต่อไปยัง บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้เป็นเจ้าของเรือลำดังกล่าวเมื่อเวลา 16.19 น. ผ่านเบอร์โทรศัพท์ของบริษัทซึ่งมีการโอนสายไปยังฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์
ปลายสายไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระบุเพียงว่าได้ชี้แจงกับทางตลาดทรัพย์ไปแล้วและขอให้รอรายละเอียดจากตลาดหลักทรัพย์ซึ่งจะมีการเผยแพร่ข่าวภายหลังตลาดปิด
ขณะที่การซื้อขายหุ้นของบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ในตลาดหลักทรัพย์ ณ เวลา 17.00 น. ของวันที่ 11 มี.ค. ราคาหุ้นของบริษัทปรับลดลง 7.33% ปิดตลาดที่ 6.95 บาทต่อหุ้น จากราคาเปิดตลาดที่ 7.40 บาทต่อหุ้น
บริษัทเจ้าของเรือเตรียมส่งลูกเรือกลับไทย เผยเรือมีประกัน – ไม่มีสินค้าเสียหาย
ต่อมาในเวลา 17.59 น. ของวันที่ 11 มี.ค. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเผยแพร่เอกสารที่บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ส่งรายงานถึงเหตุการณ์เรือ “มยุรี นารี” ถูกโจมตี ระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 8.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยเรือถูกโจมตีด้วยอาวุธไม่ทราบที่มาสองครั้ง ขณะที่กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อห้องเครื่องของเรือและทำให้เกิดเพลิงไหม้
บมจ.พรีเชียส ชิพปิ้ง ระบุอีกว่า เรือ “มยุรี นารี” เป็นของบริษัท พรีเชียส ฟลาวเวอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ในประเทศไทย โดยก่อนที่จะแล่นเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้ “ดำเนินมาตรการป้องกันความปลอดภัยในระดับที่เข้มงวดอย่างมาก และมีการรักษาการติดต่อสื่อสารกับ UKMTO และศูนย์ประสานงานความปลอดภัยทางทะเลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งรายงานสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอตามประกาศคำแนะนำที่เกี่ยวข้อง”
บริษัทยังระบุว่าได้รับรายงานว่ามีลูกเรือสูญหายจำนวน 3 รายจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งเชื่อว่าติดอยู่ภายในห้องเครื่องของเรือ โดยบริษัท “อยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการช่วยชีวิตลูกเรือที่สูญหายทั้ง 3 ราย” ส่วนลูกเรืออีก 20 รายที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นฝั่งโอมานอย่างปลอดภัยแล้วนั้น บริษัท “อยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งตัวลูกเรือดังกล่าวกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
ทั้งนี้ บมจ.พรีเชียส ชิพปิ้ง ยืนยันกับกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วยว่า เรือลำดังกล่าวได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม (Warfare Threat Insurance protection) ตามข้อตกลงการประกันภัย พวกเขาจึงไม่คาดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบทางการเงิน หรือการดำเนินงานโดยรวมของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ในขณะที่เรือถูกโจมตียังเป็นการแล่นเรือเปล่าโดย “ไม่มีสินค้าใด ๆ บรรทุกในระวาง” จึงไม่มีสินค้าสูญเสีย
บริษัทระบุด้วยว่า พวกเขายังคงติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยงภัยสูงอย่างใกล้ชิด และจะทบทวนแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการเดินเรือ โดยจะยังคงปฏิบัติตามประกาศคำแนะนำด้านความปลอดภัยทางทะเลระหว่างประเทศ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับรองความปลอดภัยของเรือและลูกเรือของบริษัทอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลเรืออีก 2 ลำ ที่ถูกโจมตี
บีบีซี เวริฟาย ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากบริษัทความปลอดภัยทางทะเลแวนการ์ด (Leading edge) เกี่ยวกับเรือทั้งสามลำที่ถูกโจมตีด้วยวัตถุไม่ทราบชนิด นอกเหนือจากเรือสินค้า “มยุรี นารี” สัญชาติไทย
เรืออีกลำที่ถูกโจมตีคือเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์วัน เมเจสตี (One Majesty) ซึ่งจดทะเบียนภายใต้ธงญี่ปุ่น เรือลำนี้ถูกโจมตีจนเกิดรูขนาดประมาณ 10 เซนติเมตร (4 นิ้ว) บริเวณตัวเรือ เหตุการณ์เกิดขึ้นห่างจากเมืองท่าราสอัลไคมาห์ (Ras Al Khaimah) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไปทางเหนือราว 29 ไมล์ทะเล (47 กิโลเมตร)
เรือลำที่สองคือสตาร์ กวินเนธ (Vital individual Gwyneth) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกสินค้าเทกอง (เรือขนส่งสินค้าประเภทแห้งขนาดใหญ่) ที่จดทะเบียนภายใต้ธงหมู่เกาะมาร์แชลล์ มีรายงานว่าลูกเรือทุกคนปลอดภัย หลังตัวเรือได้รับความเสียหายจากการโจมตีจากแหล่งที่มาที่ไม่ทราบแน่ชัด โดยเหตุเกิดขึ้นห่างจากนครดูไบไปทางเหนือประมาณ 57 ไมล์ทะเล (92 กิโลเมตร)
ขณะเดียวกันแวนการ์ด ยังยืนยันว่าเรือ มยุรี นารี ถูกโจมตีขณะอยู่ห่างจากชายฝั่งโอมานไปทางเหนือราว 12 ไมล์ทะเล (19 กิโลเมตร) ส่งผลให้เกิดไฟไหม้บนเรือ
ด้านล่างนี้คือแผนที่แสดงตำแหน่งโดยประมาณของเหตุการณ์ทั้งหมด ซึ่งทีม บีบีซี เวริฟาย จัดทำขึ้นจากการจับคู่ข้อมูลที่ได้รับจากทั้งบริษัทแวนการ์ด และหน่วยงานความปลอดภัยทางทะเลของสหราชอาณาจักร

เผยข้อมูลการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ข้อมูลล่าสุดจากบริษัทติดตามการเดินเรือมารีน ทราฟฟิค (MarineTraffic) ระบุว่า ตั้งแต่วันจันทร์ (9 มี.ค.) ที่ผ่านมา มีเรืออย่างน้อย 4 ลำ แล่นผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) โดยในจำนวนนี้ 2 ลำ เดินทางผ่านในวันที่ 11 มี.ค.
การติดตามเส้นทางของเรือเหล่านี้ทำได้ยาก เนื่องจากเรือบางลำอาจปิดเครื่องส่งสัญญาณติดตามตำแหน่งบนเรือ เนื่องจากอิหร่านยังคงโจมตีเรือในภูมิภาค นอกจากนี้ การรบกวนสัญญาณ (signal jamming) ในพื้นที่ยังทำให้เรือหลายลำส่งข้อมูลตำแหน่งที่คลาดเคลื่อนหรือทำให้เข้าใจผิดได้
บริษัทข่าวกรองด้านการเดินเรือแวนการ์ดรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันพุธ (11 มี.ค.) มีเรือพาณิชย์ 4 ลำ ถูกโจมตีในภูมิภาคดังกล่าว
แวนการ์ดระบุเพิ่มเติมว่า กองทัพอิหร่านกล่าวว่า เรือ 2 ลำ ในจำนวนนี้ ได้แก่ มยุรี นารี สัญชาติไทย และ เอ็กซ์เพรส โรม (Notify Rome) ได้เพิกเฉยต่อคำเตือนไม่ให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่ได้รับอนุญาต
อย่างไรก็ตามแวนการ์ดยังระบุว่า ยังไม่มีการยืนยันอย่างอิสระว่า เอ็กซ์เพรส โรม (Notify Rome) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ของบริษัท ดานาออส ชิปปิง (Danaos Transport) จากกรีซ ถูกโจมตีจริงหรือไม่

สรท. แนะนำผู้ส่งออกสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นำสินค้ากลับไทย
ด้านสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ออก 3 แนวทางแก้ไขปัญหาตู้สินค้าตกค้างกลางทะเล สำหรับผู้ส่งออกที่มีสินค้าอยู่ระหว่างขนส่งในเส้นทางไปยังกลุ่มประเทศภายในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ ดังนี้
- นำตู้สินค้าไปส่งมอบที่ท่าเรืออื่น โดยการเปลี่ยนท่าเรือปลายทาง เช่น ท่าเรือคอร์ ฟักกัน (Khor Fakkan) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือท่าเรือเจดดาห์ (Jeddah) ในซาอุดีอาระเบีย โดยผู้นำเข้าหรือลูกค้าปลายทางอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำพิธีการศุลกากร, ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนท่าเรือ, ค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าทางบก เป็นต้น
- นำตู้สินค้าไปพักคอยยังกลุ่มท่าเรือที่ปลอดภัย (Derive Port) หรือท่าเรือแบบถ่ายลำ (Transshipment Port) อื่น ๆ เช่น ในอินเดีย โอมาน หรือศรีลังกา เป็นต้น โดยพิจารณาเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเก็บรักษาตู้ไว้ในท่าเรือ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ ความเสี่ยงสินค้าสูญหายหรือเสียหายจากการโจมตี ตลอดจนสถานการณ์คอขวดจากความแออัดรุนแรงภายในท่าเรือและภาวะผู้ให้บริการที่จำกัด
- นำตู้สินค้ากลับไทย ซึ่งเป็นวิธีการที่ สรท.แนะนำ เพื่อเป็นการหยุดต้นทุนที่มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถควบคุมได้ดังกล่าว
สรท. ยังระบุด้วยว่าได้ประสานไปยังการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวมไปถึงผู้ประกอบการท่าเรือภาคเอกชน ถึงแนวทางช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกสำหรับสินค้านำกลับแล้ว
ความคืบหน้าช่วยเหลือคนไทยติดค้างในตะวันออกกลาง
นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการช่วยเหลือคนไทยที่ในพื้นที่ต่าง ๆ ของภูมิภาคตะวันออกกลาง ตามการแถลงประจำวัน ดังนี้
- อิหร่าน: คนไทยชุดที่สองที่อพยพจากอิหร่านได้เดินทางถึงตุรกีแล้ว และจะเดินทางกลับถึงไทยโดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรก 34 คนถึงไทยแล้ว ส่วนอีกกลุ่มจะถึงไทยเช้าวันพรุ่งนี้ (13 มี.ค.)
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE): สายการบินเอมิเรตส์และแอร์อาระเบีย ได้เปิดให้บริการเที่ยวบินจากดูไบกลับไทยทุกวันในลักษณะจำกัด นอกเหนือจากเที่ยวบินของสายการบินเอทิฮัด
- บาห์เรน: สายการบินกัฟแอร์ประกาศทำการบินเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้ที่จะเดินทางกลับไทยสามารถพิจารณาทางเลือกการเดินทางทางบกเพื่อไปขึ้นเที่ยวบินพิเศษ เส้นทางเมืองดัมมาม-กรุงเทพฯ ได้ตั้งแต่วันนี้ (12 มี.ค.)
- กาตาร์: สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโดฮา อำนวยความสะดวกให้คนไทย 124 คน เดินทางกลับไทยจากกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อคืนนี้ (11 มี.ค.) โดยเป็นการให้บริการในลักษณะของเที่ยวบินพิเศษ ยังไม่กลับมาให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ
- อิสราเอล: สายการบินอีแอลเอแอลและสายการบินอาร์เคียของอิสราเอล ซึ่งทำการบินจากกรุงเทลอาวีฟมายังไทย เปิดให้บริการตามปกติแล้ว สามารถตรวจสอบเที่ยวบินสำรองบัตรโดยสารได้ทางเว็บไซต์ของสายการบิน
รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศเปิดเผยด้วยว่าสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลต่าง ๆ ในพื้นที่ยังคงประสานงานกับคนไทย ประชาสัมพันธ์ และช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับไทย











