
‘กสม.’ แนะ ‘ราชทัณฑ์’ ตรวจสอบ เจ้าหน้าที่เรือนจำกลาง ‘เขาบิน’ หลังสั่งห้ามไม่ให้ ‘ผู้ต้องขัง’ ที่ไม่โกน ‘หนวดเครา' พบ ‘แพทย์-ญาติ’ ชี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมเข้าเยี่ยมอาการป่วย ‘เอกชัย หงส์กังวาน’ เผยยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
…………………………….
เมื่อวันที่ 13 มี.ค. นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือน ส.ค.2568 จากผู้ร้องรายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ต้องขังที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางเขาบิน จังหวัดราชบุรี ระบุว่า ผู้ร้องมีอาการเจ็บปวดบริเวณเอวและปลายประสาทตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 และได้พบแพทย์ผ่านระบบการบริการการแพทย์ทางไกลมาโดยตลอด
ต่อมาเมื่อเดือน พ.ค.2568 ในช่วงเวลาที่ผู้ร้องไม่ยินยอมโกนหนวดเคราเนื่องจากความเชื่อส่วนตัว ผู้ร้องมีอาการเจ็บปวดบริเวณเอวและหลังอย่างรุนแรง สถานพยาบาลเรือนจำฯ ได้ประสานให้พบแพทย์ผ่านระบบบริการการแพทย์ทางไกล เพื่อติดตามอาการและรับยาเช่นเดิม แต่เจ้าพนักงานเรือนจำฯ ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องพบแพทย์ นอกจากนี้ เมื่อผู้ร้องมีกำหนดนัดเยี่ยมญาติผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เจ้าพนักงานเรือนจำฯ ก็มีคำสั่งห้ามผู้ร้องออกไปเยี่ยมญาติอีก ผู้ร้องเห็นว่าเป็นการกระทบต่อสิทธิของผู้ต้องขัง จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้ต้องขังมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขเมื่อเจ็บป่วยตามมาตรฐานเดียวกับประชาชนทั่วไป โดยไม่เลือกปฏิบัติและได้รับรองและคุ้มครองในกฎหมายให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจัดหาหรืออำนวยความสะดวกให้ผู้ต้องขังต้องได้รับการรักษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อผู้ร้องจะต้องออกนอกแดนคุมขังเพื่อพบแพทย์ผ่านระบบบริการการแพทย์ทางไกล เจ้าพนักงานเรือนจำฯ ได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องโกนหนวดเคราก่อนออกนอกแดนคุมขังแต่ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตาม
เจ้าพนักงานเรือนจำฯ จึงไม่อนุญาตให้ผู้ร้องออกนอกแดนคุมขัง อันเป็นการดำเนินการตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานเรือนจำ และการแต่งตั้งผู้ช่วยเหลือ พ.ศ. 2561 ข้อ 15 (5) และ 16 (2) เพื่อควบคุมระเบียบวินัยของผู้ต้องขัง และข้อบังคับเรือนจำกลางเขาบินว่าด้วยมาตรการผู้ต้องขังออกภายนอกแดน พ.ศ. 2566 ข้อ 3 ซึ่งกำหนดให้ผู้ต้องขังที่จะออกภายนอกแดน โกนหนวดเคราให้เรียบร้อย
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องในการได้รับการรักษาพยาบาลปรากฏว่าผลเสียที่เกิดกับผู้ร้องมีมากกว่าประโยชน์ที่เรือนจำจะได้รับ
กล่าวคือ การที่ผู้ร้องไม่ได้พบแพทย์และได้รับยามารับประทานจะส่งผลต่อสุขภาพของผู้ร้องและหากมีอาการป่วยที่รุนแรงย่อมส่งผลต่อชีวิต การห้ามมิให้ผู้ร้องไปพบแพทย์ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่จำกัดสิทธิผู้ร้องเกินสมควรแก่เหตุและไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ประเด็นนี้ จึงรับฟังได้ว่า มีการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ส่วนกรณีที่ผู้ร้องไม่ได้รับอนุญาตให้เยี่ยมญาติผ่านแอปพลิเคชันไลน์นั้น เห็นว่า การได้รับการเยี่ยมของผู้ต้องขังเป็นการใช้เสรีภาพในการติดต่อสื่อสารตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้รับรองไว้ การที่จะไม่อนุญาตให้ผู้ต้องขังได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ใดต้องปรากฏว่าได้กระทำผิดวินัยโดยมีการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของเรือนจำ
กรณีนี้แม้ผู้ร้องไม่โกนหนวดเคราจะเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับอนามัยและสุขาภิบาลของผู้ต้องขัง พ.ศ. 2561 แต่ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเขาบินยังไม่มีคำสั่งลงโทษทางวินัยด้วยการตัดการอนุญาตให้ได้รับการเยี่ยมเยียนหรือติดต่อตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงการดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ.2563
ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานเรือนจำฯ ไม่ให้ผู้ร้องออกไปเยี่ยมญาติ จึงมีลักษณะเป็นการลงโทษที่ไม่เป็นตามขั้นตอนของกฎหมาย และไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่กำหนดให้การลงโทษวินัยผู้ต้องขังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย ประเด็นนี้จึงรับฟังได้ว่า เป็นการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่นเดียวกัน
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 จึงมีมีติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกรมราชทัณฑ์ให้ตรวจสอบการกระทำของเจ้าพนักงานเรือนจำกลางเขาบินที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว และดำเนินการไปตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในลักษณะนี้อีก พร้อมให้กำชับเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งต้องอนุญาตให้ผู้ต้องขังที่มีกำหนดนัดพบแพทย์ออกนอกแดนไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา
นอกจากนี้ ให้เรือนจำกลางเขาบินทบทวนและแก้ไขข้อบังคับเรือนจำกลางเขาบินว่าด้วยมาตรการผู้ต้องขังออกภายนอกแดน พ.ศ. 2566 ข้อ 3 โดยกำหนดให้ “ผู้ต้องขังที่จะออกภายนอกแดน จะต้องแต่งกายสวมใส่เสื้อสีฟ้า กางเกงสีกรมท่า หรือตามเรือนจำกำหนด และตัดผม โกนหนวดให้เรียบร้อย เว้นแต่กรณีเจ็บป่วยและมีกำหนดนัดพบแพทย์”
@‘กสม.’เยี่ยมติดตามอาการป่วย‘เอกชัย หงส์กังวาน’
ด้าน นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา กสม. และเจ้าหน้าที่ กสม.ได้เข้าเยี่ยมติดตามอาการป่วยของนายเอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ประเภทอุทธรณ์-ฎีกา ณ เรือนจำกลางคลองเปรม กรุงเทพฯ หลังจากมีข่าวนายเอกชัยป่วยหนัก โดยพบว่านายเอกชัยมีอาการของโรคฝีในตับและภาวะต่อมลูกหมากโต ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
นายเอกชัยได้ให้ข้อมูลความเป็นอยู่ภายในเรือนจำ และได้พบแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์เพื่อตรวจโรคฝีในตับในเช้าวันนี้ (13 มีนาคม) รวมถึงมีกำหนดการพบแพทย์กรณีต่อมลูกหมากโตในวันที่ 24 มี.ค.ที่จะถึงนี้ ทั้งนี้ กสม. มีภารกิจในการคุ้มครอง ส่งเสริม และเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงสิทธิผู้ต้องขังด้วย
นายวสันต์ ยังระบุว่า สืบเนื่องจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 สำนักงาน กสม. ดำเนินโครงการพัฒนากลไกการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันตามมาตรฐานพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (OPCAT) โดยมีแผนงานตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวประเภทต่างๆ เช่น เรือนจำ สถานีตำรวจ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ และสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อวันที่ 3-7 มี.ค.ที่ผ่านมา
กสม.ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน ณ เรือนจำกลางพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เพื่อรับทราบการดำเนินงานของเรือนจำ แลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ และร่วมกันพิจารณาแนวทางในการส่งเสริมมาตรฐานการดำเนินงานที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงของเรือนจำ โดยมีผู้แทนจากสำนักงานผู้ตรวจการเรือนจำของสหราชอาณาจักร (HMIP) เข้าร่วมสังเกตการณ์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับแนวทางการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน ซึ่งเป็นกลไกที่มุ่งเน้นการป้องกันความเสี่ยงและการพัฒนาระบบ มากกว่าการตรวจสอบภายหลังเหตุการณ์
การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันครั้งนี้ กสม. ได้หารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางพิษณุโลกในประเด็นสำคัญ เช่น สภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข การดำเนินงานด้านการฝึกอาชีพและการศึกษา แนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการควบคุมดูแลผู้ต้องขังให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
รวมทั้งการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดย กสม. เห็นว่า การดำเนินงานของเรือนจำมีความท้าทายหลายด้าน และการพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล สอดคล้องกับแนวคิดของพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (OPCAT) ซึ่งส่งเสริมให้รัฐมีระบบการตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม
โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบข้อเสนอเกี่ยวกับการเข้าเป็นภาคี OPCAT ของประเทศไทยแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาความพร้อมในการเข้าเป็นภาคี ทั้งนี้ กลไกการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันของ กสม. สามารถมีบทบาทในการส่งเสริมแนวทางการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันและการพัฒนามาตรฐานการดำเนินงานในสถานที่ควบคุมตัวของรัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ในวันนี้ (วันที่ 13 มี.ค.) กสม.ได้จัดการประชุมหารือระดับสูงว่าด้วยการเข้าเป็นภาคี OPCAT ของประเทศไทย ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความเห็นในระดับนโยบาย โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และหารือแนวทางที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยด้วย
“การตรวจเยี่ยมเรือนจำเชิงป้องกันของ กสม. เป็นการสนับสนุนการพัฒนาระบบการควบคุมตัวของรัฐให้มีมาตรฐานที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ และความมั่นคงของเรือนจำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ต้องดำเนินควบคู่กัน
รวมทั้งการพัฒนาระบบการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันและการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการควบคุมตัวของรัฐ และสนับสนุนให้การดำเนินงานของเรือนจำสามารถบรรลุทั้งเป้าหมายด้านความยุติธรรม ความมั่นคง และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม” นายวสันต์ กล่าว












