เปลี่ยนคำนำหน้านามหญิง-ชายข้ามเพศ ส่งผลต่อการรับบริการทางการแพทย์จริงหรือ และมีวิธีใดจะอุดช่องว่างนั้น ?

ที่มาของภาพ : Getty Photos

กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ร่วมเดินขบวนพาเหรดในการไพรด์ที่กรุงเทพฯ (แฟ้มภาพปี 2024)
Article Knowledge
    • Creator, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Operate, ผู้สื่อข่าว.
  • เวลาอ่าน: 14 นาที

“สมมติว่ารถชนปอยเสร็จปุ๊บ ปอยไปถึงสถานีอนามัย อันดับแรกเขาจะต้องผ่ามดลูก หรือเขาจะต้องปั๊มหัวใจหรือตรวจหมู่เลืoดก่อน… ถ้าหมู่เลืoดมีเพศไหม ไม่มี ปั๊มหัวใจมันต่างกันไหมระหว่างเพศหญิงเพศชาย ตับ ไต ม้าม dispute (ตำแหน่ง) แทบจะไม่ต่างเลยถูกไหมคะ” ปอย-ตรีชฎา หงษ์หยก นักแสดงหญิงข้ามเพศตั้งคำถามในการให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อ 2 มี.ค. เมื่อมีผู้ขอให้เธอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อถกเถียงเรื่องการเปลี่ยนคำนำหน้านาม

หญิงข้ามเพศที่มีชื่อเสียงหลายคนก็ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้ ส่วนหนึ่งสนับสนุนการอนุญาตให้เปลี่ยนคำนำหน้าเพื่อให้สอดคล้องกับเพศสภาพปัจจุบัน ขณะที่อีกส่วนก็มองว่าควรสงวนคำว่า “นางสาว” ให้กับผู้ที่มีร่างกายเป็นหญิงตั้งแต่กำเนิด

นอกจากข้อโต้แย้งเรื่องสิทธิต่าง ๆ ว่าจะจัดสรรปันส่วนอย่างไร และการให้สิทธิชาย-หญิงข้ามเพศเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ จะทำให้กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ชายจริง-หญิงแท้” เสียสิทธิต่าง ๆ ไปหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่มักถูกนำมาอ้างถึง คือบริบททางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคและการรักษาพยาบาลต่าง ๆ จะได้รับผลกระทบหรือไม่ หากไทยอนุญาตให้บุคคลข้ามเพศสามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามได้

.พูดคุยกับ ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร ผู้ก่อตั้งคลินิกเพศหลากหลาย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี (Gen V hospital) และ นพ.ชาตรี เมธาธราธิป ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ที่กำกับดูแลหน่วยบริการส่งเสริมสุขภาพต้นแบบสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ (Pleasure Clinic) ของกรมอนามัย เพื่อหาคำตอบว่าการอนุญาตให้เปลี่ยนคำนำหน้านามบุคคลข้ามเพศ (transgender) จะส่งผลกระทบต่อการแพทย์จริงหรือไม่อย่างไร และมีวิธีใดบ้างในการอุดช่องว่างเหล่านี้

หมอชี้เพศกำเนิดยังจำเป็นต่อการวินิจฉัยบางโรค

หากหญิงข้ามเพศหรือชายข้ามเพศเข้ามารักษาในโรงพยาบาลโดยที่ข้อมูลในบัตรประชาชนระบุเพียง “นาย” หรือ “นางสาว” ไม่ตรงตามเพศกำเนิด และไม่มีข้อมูลอื่น ๆ ที่บ่งบอกเพศกำเนิดที่แท้จริงได้ แพทย์ทั้งสองคนที่.ได้พูดคุย ยอมรับว่าอาจส่งผล “กระทบ” ต่อการวินิจฉัยโรคบางโรคได้

“ถ้าเขามีสติดีจริง ๆ เขาควรจะสามารถปกป้องตัวเองในการที่จะสามารถบอกได้ว่า ตัวเขาคือชายข้ามเพศ หญิงข้ามเพศ เพื่อให้หมอสามารถที่จะวินิจฉัยแล้วก็ให้การรักษาถูกต้อง ใช่ไหมคะ อันนี้ก็กรณีที่ถ้าเขาสามารถมีสติสัมปชัญญะ เขาควรจะสามารถให้ประวัติที่ปกป้องตัวเองได้ แล้วหมอก็เชื่อว่าคนข้ามเพศส่วนใหญ่ก็จะทำแบบนั้น” ผศ.พญ.จิราภรณ์ บอกกับ.

“แต่ว่าถ้าในกรณีหมดสติ อันนี้จะเป็นกรณีหนึ่งที่อาจจะทำให้มีความยากมากขึ้นในการวินิจฉัยบางโรค ซึ่งก็ต้องบอกว่ามันก็อาจจะมี เช่น เราอาจจะคิดถึงเรื่อง ท้องนอกมดลูกน้อยลง เมื่อเขาเป็น transwoman (หญิงข้ามเพศ)” เธอกล่าว

สอดคล้องกับ นพ.ชาตรี ที่มองว่าหากแพทย์ไม่ทราบเพศกำเนิดที่แท้จริงของบุคคลข้ามเพศที่เข้ามารักษา ก็อาจทำให้คิดไม่ถึงโรคบางประเภทที่เกิดจากอวัยวะภายในซึ่งไม่ตรงตามเพศสภาพได้ เช่น ผู้ที่มีเพศกำเนิดเป็นหญิงโดยปกติจะมีมดลูกและรังไข่ แต่ไม่มีอวัยวะสืบพันธุ์เพศชายและต่อมลูกหมาก ขณะที่หญิงข้ามเพศจะยังคงมีต่อมลูกหมากอยู่แม้จะตัดอวัยวะเพศชายและถุงอัณฑะออกไปแล้ว

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed studyingได้รับความนิยมสูงสุด

Discontinuance of ได้รับความนิยมสูงสุด

“จะมี 2 ประเด็นว่าเขาเปิดเผยสิ่งที่เขาไม่บอกไหม ไม่ว่าจะไม่เปิดเผยโดยไม่ตั้งใจ เช่น หมดสติมาแล้วปวดท้องมา เราก็จะไม่มีทางรู้แล้วว่าที่ปวดท้องมันเป็นจากอวัยวะอะไรที่มีปัญหา” นพ.ชาตรี อธิบาย

“หรือมีสติปกติแต่ปกปิด ไม่อยากให้รู้ เกิดไปเปลี่ยนเสียงอะไรมา ก็เหมือน ๆ ไปหมดเลย แล้วก็ยังไม่บอกหมออีกว่าตัวเองไม่ใช่ผู้หญิงแท้ ๆ โดยเพศกำเนิด การวินิจฉัยโรคที่อาจจะเป็นจากอวัยวะผู้ชายอยู่ข้างในก็จะไม่ได้ถูกนึกถึง เช่น ถ้าจะเป็นโรคของต่อมลูกหมาก แต่ว่าไม่มีข้อมูลว่าเขาเคยเป็นผู้ชายมาก่อนเลย อย่างนี้โรคของต่อมลูกหมากมันจะไม่ถูกคิดถึงเลย” เขาระบุ

“สมมติคนนี้มาเป็นเหมือนผู้ชายเลย แต่ที่จริงเขาเป็นผู้หญิง โดย ดั้งเดิม เพราะฉะนั้นไส้ในก็ต้องมีรังไข่ แต่ถ้าเจ็บท้องมาหาหมอ เกิดเจ็บท้องน้อยด้านขวา ถ้าเขาไม่พูดนะ… มันมีอันเดียว สงสัยต้องเป็นไส้ติ่งอักเสบ แต่ความจริงคนนี้ ผู้ชายคนนี้เขามีรังไข่อยู่ข้างใน เพราะฉะนั้นรังไข่มันอาจจะบิดขั้ว มันอาจจะเป็นเนื้องอกแล้วมันแตกอะไรก็แล้วแต่ นึกออกไหมครับ มันก็ทำให้วินิจฉัยมันตกหล่นไป”

นพ.ชาตรี ยังชี้ถึงลักษณะทางกายภาพอื่น ๆ ที่มีความแตกต่างระหว่างหญิงและชาย เช่น ระดับความเข้มข้นของเลืoด และระดับของฮอร์โมนต่าง ๆ ที่ผู้มีเพศกำเนิดเป็นหญิงและหญิงข้ามเพศยังมีความแตกต่างกันอยู่ ทำให้มีความเสี่ยงของการเป็นโรคบางโรคที่แตกต่างกัน

นายแพทย์จากกรมอนามัยยังแสดงความกังวลต่อการเก็บสถิติทางการแพทย์ เช่น อัตราอุบัติการณ์ของโรคต่าง ๆ จะผิดเพี้ยนไปหรือไม่ หากหญิงข้ามเพศถูกเก็บข้อมูลในฐานะ “ผู้หญิง” หรือชายข้ามเพศถูกเก็บข้อมูลในฐานะ “ผู้ชาย”

“ฐานข้อมูลตัวเลขทางสถิติของโรคต่างๆ ที่มันจะเพี้ยน จะมีวิธี gain (รวบรวม) กลับมาให้มันถูกต้องอย่างไร เช่น อัตราการเกิดมะเร็งเต้านมในประเทศไทยมันจะเพี้ยนแล้วแน่นอน นึกออกไหม เพราะจำนวนคนที่เป็นผู้หญิงจะเยอะขึ้น แต่จำนวนคนเป็นมะเร็งเต้านมจะใกล้ ๆ เดิม เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่มะเร็งเต้านมอย่างเดียว แต่จะมีอีกหลายโรคที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะสืบพันธุ์ ที่เกี่ยวข้องกับโครโมโซมเพศก็จะเพี้ยน โรคพิการแต่กำเนิดต่าง ๆ ข้อมูลเชิงสถิติเหล่านี้มันก็จะเปลี่ยนไป” นพ.ชาตรีระบุ

เปลี่ยนคำนำหน้านาม ควรทำระบบเวชระเบียนให้รองรับ

ที่มาของภาพ : Getty Picture

ประเทศไทยผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกฎหมายมีผลบังคับใช้เมื่อเดือน ม.ค. ปีที่แล้ว ทว่ายังไม่มีกฎหมายใดที่รับรองการเปลี่ยนคำนำหน้านาม (ภาพเมื่อ มิ.ย. 2024)

แพทย์ทั้งสองรายมองคล้ายกันว่าหากประเทศไทยจะอนุญาตให้มีการเปลี่ยนคำนำหน้านามจริง สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือการปรับระบบฐานข้อมูลเวชระเบียนในโรงพยาบาลต่าง ๆ ให้สามารถทราบเพศกำเนิดของผู้ป่วยได้ นอกเหนือไปจากการคาดการณ์ผ่านคำนำหน้าหรือเพศสภาพ

ผศ.พญ.จิราภรณ์ บอกว่า ในบางประเทศที่มีการอนุญาตให้เปลี่ยนคำนำหน้านาม มีการระบุเพศทางชีววิทยา (biological sex) หรือเพศที่ถูกกำหนดเมื่อแรกเกิด (sex assigned at beginning) ไว้ในเวชระเบียน เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคของแพทย์

เธอมองว่านี่คือสิ่งที่ประเทศไทยเองก็สามารถจัดการได้ “ไม่ได้เป็นประเด็นที่เราต้องทำให้คนที่ข้ามเพศถูกเรียกว่าตัดสิทธิ หรือลิดรอนสิทธิที่จะไม่มีคำนำหน้า” แม้ว่าปัจจุบันระบบข้อมูลทางสุขภาพของคนไทยในโรงพยาบาลต่าง ๆ อาจจะยังไม่เชื่อมต่อกันมากนัก

“บางประเทศระบบสุขภาพเชื่อมต่อกันหมด คุณจะเข้าโรงพยาบาลไหน คุณมีประวัติ แต่ว่าหมอคิดว่าของบ้านเราไม่ได้ link (เชื่อมต่อ) ก็คือเป็นของโรงพยาบาลใครโรงพยาบาลมัน แต่ว่าเราอาจจะทำระบบได้ เช่น อย่างตอนนี้เราตรวจสอบสิทธิ เราก็สามารถเสียบบัตรประจำตัว ประชาชนของ เรา สิทธิก็ขึ้นมาว่าเรามีสิทธิการรักษา มันก็เป็นระบบที่มันสามารถสร้างได้” ผศ.พญ.จิราภรณ์ กล่าว

ผู้ก่อตั้งคลินิกเพศหลากหลาย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวต่อไปว่าประเด็นการเปลี่ยนคำหน้าชื่อเป็นเรื่องของวิธีการมองว่าจะมองบนพื้นฐานของความเห็นอกเห็นใจกันมากกว่าจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความหวาดกลัว หากเข้าใจคนที่ได้รับผลกระทบเราก็จะพยายามหาทางที่ช่วยให้การเปลี่ยนแปลงมีความเป็นไปได้

ผศ.พญ.จิราภรณ์ยังยกตัวอย่างในประเทศที่ใช้เวชระเบียนระบุเพศทางชีวภาพ (biological sex) และเพศภาวะ (gender) แยกกัน

“เป็นเรื่องของการปรับตัวของวงการแพทย์ ของโรงพยาบาลให้เข้ากับสภาพความเป็นจริงของสังคม ซึ่งอันนี้หมอก็ไม่เห็นว่าเขาจะเป็นปัญหาอะไรกัน” แพทย์หญิงจาก รพ.รามาฯ กล่าวกับ.

“เรา (ไทย) จะเป็น dread-based mostly (ความหวาดกลัว) เดี๋ยวหมอจะทำงานหนัก เดี๋ยวจะโดนลวง เดี๋ยวคนไข้ให้ประวัติไม่ครบ ซึ่งในความเป็นจริง มันจะเป็นอย่างนั้นหรือ ถ้าเรารักตัวเอง เรากลัวหมอวินิจฉัยผิด เราก็ควรจะบอกประวัติเรา หมอคิดว่ามันเป็นความกลัวแบบที่มองปัญหาเล็ก แล้วก็เลยทำให้ไม่เห็นภาพรวมของปัญหาใหญ่ และพอมันเป็น dread (ความกลัว) มันก็พยายามจะทำให้มันไม่ต้องเกิดขึ้น มันจะได้ไม่ต้องเผชิญกับปัญหา เราก็เลยจบปัญหาไปโดยการทำให้คนข้ามเพศเป็นฝ่ายที่ต้องรับกับปัญหานั้นไปแทน โดยที่ไม่มี resolution (ทางออก) หรือไม่มีข้อแก้ไข” ผศ.พญ.จิราภรณ์ ระบุ

“เพศของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับจู๋และจิ๋ม เพศของเราขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเรา” ผู้ก่อตั้งคลินิกเพศหลากหลาย รพ.รามาฯ กล่าว “เหมือนวันนี้ถ้าอวัยวะเพศเราหายไป เราไม่ได้เปลี่ยนเพศของเรานะ คือสมมติผู้ชายทั่วไปอยู่ดี ๆ จู๋หายไปอย่างนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะกลายเป็นผู้หญิง… หรือการไม่มีมดลูกก็ไม่ได้แปลว่าคุณไม่เป็นผู้หญิง ผู้หญิงหลายคนมาก ๆ ที่เกิดมาไม่มีมดลูก แล้วแปลว่าเขาไม่ได้เป็นผู้หญิงหรือเปล่าก็ไม่ใช่”

ที่มาของภาพ : ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น/ Fb

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เป็นประธานในพิธีเปิดคลินิกวัยรุ่นและเพศหลากหลาย (Formative years and Pleasure Clinic) ที่ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา นับเป็นหน่วยบริการนำร่องของกรมอนามัยก่อนขยายไปยังจังหวัดอื่น ๆ ซึ่ง นพ.ชาตรี ระบุว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขได้มากขึ้น

ขณะที่ นพ.ชาตรี เปิดเผยว่าปัจจุบันประเทศไทยพยายามจะเชื่อมโยงข้อมูลทางสุขภาพผ่านแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” โดยพยายามเชื่อมต่อระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคล (Non-public Smartly being Characterize: PHR) ให้โรงพยาบาลต่าง ๆ สามารถดึงประวัติการรักษาเดิมของผู้ป่วยได้ แต่ก็ยังทำสำเร็จในระดับ “บางจังหวัด” ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่ถึงขั้นที่สามารถดึงข้อมูลข้ามจังหวัดหรือข้ามหน่วยงานได้

ที่เป็นเช่นนี้ นพ.ชาตรี อธิบายว่าเพราะระบบไอทีในแต่ละโรงพยาบาลมีความแตกต่างกันออกไป และโรงพยาบาลต่าง ๆ ในไทยก็อยู่ภายใต้หลายสังกัด ทั้งโรงพยาบาลภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ทหาร ตำรวจ โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยต่าง ๆ โรงพยาบาลเอกชน อีกทั้งยังมีคลินิกต่าง ๆ ด้วย การจะเชื่อมต่อข้อมูลของสถานพยาบาลทุกสังกัดจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

แตกต่างจาก ผศ.พญ.จิราภรณ์ ที่มองว่าระบบต่าง ๆ สามารถ “สร้างได้” เพื่อไม่คนข้ามเพศถูก “ลิดรอนสิทธิที่จะไม่มีคำนำหน้า” ตรงกับเพศสภาพของตัวเอง ขณะที่ นพ.ชาตรี มองว่าการเปลี่ยนระบบ “ไม่ใช่เรื่องเล็ก” และหากสังคมยอมรับบุคคลข้ามเพศอย่างเท่าเทียมจริง ๆ การจะเปลี่ยนคำนำหน้านามหรือไม่ก็อาจไม่ใช่สาระสำคัญ

“ถ้าสังคมเปิดกว้าง เราก็อยู่กันไปแบบนี้ มันก็ไม่ได้มีความเสียหายอะไรไหม ในขณะที่การเปลี่ยนแล้วก็จะต้องไปปรับในระบบทางด้านการแพทย์อย่างที่บอก ผมว่าก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่เรื่องง่ายในการจะไปเปลี่ยนตรงส่วนนั้น” นพ.ชาตรี กล่าว

สำรวจการ “รับรองเพศทางกฎหมาย” ในต่างประเทศ

ที่มาของภาพ : Getty Photos

บรรยากาศงานไพรด์ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อปี 2025 โดยเยอรมนีคือหนึ่งในประเทศที่มีการรับรองเพศทางกฎหมาย โดยใช้หลักการกำหนดเจตจำนงด้วยตนเอง (Self-resolution)

ข้อมูลจาก “ILGA-Europe” ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือเพื่อส่งเสริมสิทธิและความเท่าเทียมสำหรับกลุ่ม LGBTI ในปี 2025 พบว่ามี 12 ประเทศในยุโรป ที่รับรองเพศทางกฎหมาย (upright gender recognition – LGR) โดยใช้หลักการกำหนดเจตจำนงด้วยตนเอง (Self-resolution) ได้แก่ เบลเยียม เดนมาร์ก ฟินแลนด์ เยอรมนี ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก มอลตา นอร์เวย์ โปรตุเกส สเปน และสวิตเซอร์แลนด์

หลักการกำหนดเจตจำนงด้วยตนเอง (Self-resolution) หมายถึงการเลือกที่จะเปลี่ยนชื่อ เพศตามกฎหมาย หรือ เพศสภาพ โดยขึ้นอยู่ที่ความต้องการของผู้ยื่นเรื่องเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานหรือบุคคลที่สามผู้เชี่ยวชาญมารับรอง ซึ่งนับเป็นรูปแบบการรับรองเพศทางกฎหมายที่เปิดกว้างมากที่สุด

ประเทศอื่น ๆ อาจมีหลักเกณฑ์ในการรับรองเพศทางกฎหมายที่แตกต่างกันออกไป เช่น ทางการสหรัฐฯ เคยอนุญาตให้พลเมืองทุกคนสามารถเลือกเครื่องหมายระบุเพศ “X” ในฐานะเพศกลางหรือการไม่ระบุเพศ ในหนังสือเดินทางของแต่ละบุคคลได้ จากเดิมที่ระบุได้เพียง 2 เพศคือ “M” (ชาย) หรือ “F” (หญิง) โดยในบางรัฐยังอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายระบุเพศ “X” ในใบขับขี่หรือสูติบัตรด้วย

อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยกเลิกการออกหนังสือเดินทางที่มีเครื่องหมายระบุเพศ “X” ในปี 2025 โดยกลับมาระบุเพศบนหนังสือเดินทางตามเพศกำเนิดทางชีววิทยา ซึ่งเป็นผลจากการออกคำสั่งพิเศษของโดนัลด์ ทรัมป์ หลังกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยที่สอง

งานศึกษาในสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อปี 2020 ที่ศึกษากลุ่มตัวอย่างในรัฐแมสซาชูเซตส์และโรดไอแลนด์ พบว่า กลุ่ม LGBT+ ที่เลือกเปลี่ยนเครื่องหมายระบุเพศในหนังสือเดินทางและในใบขับขี่เป็น X เผชิญกับความไม่สบอารมณ์จากการถูกเลือกปฏิบัติจากเพศน้อยกว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้เปลี่ยนเครื่องหมายระบุเพศในเอกสารดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังมีระดับความวิตกกังวล, อาการโซมาติเซชัน (Somatization – อาการทางกายที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งภายในจิตใจ) และความทุกข์ใจในภาพรวม (World psychiatric afflict) ที่น้อยกว่าด้วย แต่ก็พบว่าผู้ที่เปลี่ยนเครื่องหมายระบุเพศในเอกสารแสดงตัวเพียงฉบับเดียว ไม่มีความแตกต่างทางสถิติในด้านสุขภาพจิตเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้เปลี่ยนเลย

งานวิจัยการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-prognosis) อีกชิ้นที่รวบรวมและประมวลผลการศึกษาต่าง ๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการรับรองเพศทางกฎหมาย (upright gender recognition) กับสุขภาพของบุคคลข้ามเพศและผู้ที่มีความหลายทางเพศ ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือน ส.ค. 2025 พบว่ามีการศึกษาหลายฉบับที่สรุปผลว่าการได้รับการยอมรับเพศทางกฎหมาย ส่งผลให้กลุ่มคนข้ามเพศมีความคิดฆ่-าตัวเสียชีวิตมีความทุกข์ใจน้อยลง และยังมีหลักฐานบางอย่างที่แสดงให้เห็นผลทางบวกต่อการใช้บริการดูแลสุขภาพด้วย

อย่างไรก็ดี ผู้วิจัยระบุว่างานวิจัยส่วนใหญ่ที่พวกเขานำมาศึกษานั้น ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในประเทศที่มีรายได้สูงและตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ยังไม่เป็นตัวแทนของกลุ่มคนข้ามเพศทั่วโลกได้อย่างแท้จริง และรูปแบบการวิจัยส่วนใหญ่เป็นแบบตัดขวาง (rotten-sectional – การศึกษาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งโดยไม่ได้ติดตามผลในระยะยาว) มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอคติในการวิจัยจากปัญหาเรื่องการควบคุมตัวแปร