SCB Julius Baer เปิดหลักสูตร “Wealth Planning Collection” ชูธรรมาภิบาลและการยกระดับ Household Place of job สู่มาตรฐานใหม่ รับมือความท้าทายบริหารความมั่งคั่งข้ามรุ่นของครอบครัวไทย
บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด (SCB Julius Baer) บริษัทร่วมทุนระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ และ จูเลียส แบร์ เดินหน้าส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการวางแผนความมั่งคั่งอย่างต่อเนื่อง เปิดตัวหลักสูตรสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “SCB Julius Baer Wealth Planning Collection” เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริหารและส่งต่อความมั่งคั่งของครอบครัวไทยอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิด “Prepare This present day, Offer protection to The next day” เน้นบทบาทของธรรมาภิบาลครอบครัว (Household Governance) และการยกระดับการบริหารจัดการความมั่งคั่งของครอบครัวผ่าน Household Place of job อย่างมืออาชีพ รองรับโครงสร้างสินทรัพย์ที่ซับซ้อนและบทบาทของผู้นำรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน งานสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติจาก Julius Baer, Baker McKenzie และ Household Commercial Asia มาร่วมแบ่งปันมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับความท้าทายที่ครอบครัวไทยหลายรุ่นกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของโครงสร้างสินทรัพย์ การกระจายตัวของสมาชิกครอบครัวในหลายประเทศ และความจำเป็นของการมีระบบบริหารจัดการความมั่งคั่งที่โปร่งใสและเป็นมาตรฐาน ตลอดจนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของผู้นำรุ่นถัดไป โดยงานจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ สำนักงาน Baker McKenzie ประเทศไทย
นายเอเดรียน เมซซินาวเออร์ (Adrian Mazenauer) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด เปิดเผยว่า “ในยุคที่ครอบครัวไทยขยายการลงทุนไปทั่วโลก พร้อมกับโครงสร้างความมั่งคั่งที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่งคั่งระยะยาว ด้วยหลักสูตร “SCB Julius Baer Wealth Planning Collection” เรามุ่งหวังที่จะนำเสนอกรอบแนวคิด ความเชี่ยวชาญ และมุมมองระดับสากล เพื่อช่วยให้ครอบครัวสามารถวางรากฐานของมรดกความมั่งคั่งที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับคุณค่าของครอบครัว สะท้อนความมุ่งมั่นของเราในการเคียงข้างลูกค้าคนสำคัญในทุกเส้นทางแห่งความมั่งคั่ง ภายใต้คำมั่นสัญญา Your legacy. Our promise.”
ในช่วงเสวนาหัวข้อ “การกำกับดูแลความมั่งคั่งของครอบครัว” นางสาวเกรซ อิง (Grace Ng) กรรมการผู้จัดการฝ่ายให้คำปรึกษาด้านความมั่งคั่งของ Julius Baer กล่าวถึงความสำคัญของ ความโปร่งใสและกฎกติกาที่ชัดเจน ซึ่งช่วยลดความขัดแย้งและเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งต่อความมั่งคั่ง ด้าน นายณวพล วิริยะกุลกิจ กรรมการผู้จัดการ Household Commercial Asia เสริมว่า ความไว้วางใจช่วยให้ครอบครัวสามารถพูดคุยในประเด็นละเอียดอ่อนได้อย่างเปิดเผย ตั้งแต่เรื่องการสืบทอดธุรกิจไปจนถึงการกำหนดคุณค่าร่วมของครอบครัว ทั้งสองต่างเห็นพ้องว่า “ธรรมาภิบาลที่ดีเริ่มต้นจากการสื่อสารที่จริงใจและการตกลงร่วมกันภายในครอบครัว”

ประเด็นด้านกฎหมายและภาษีเป็นอีกหนึ่งเสาหลักสำคัญในการปกป้องความมั่งคั่ง โดย นายปัญญา สิทธิสาครศิลป์ Accomplice (Tax and Wealth Management) บริษัท Baker McKenzie (ประเทศไทย) เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายและภาษีตั้งแต่แรกเริ่ม โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างการถือครองสินทรัพย์ ความเสี่ยงด้านภาษี และมาตรการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง จะมีบทบาทสำคัญต่อการลดความเสี่ยงให้แก่ครอบครัวผู้มั่งคั่งระดับสูง นอกจากนี้อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม (Philanthropy) ซึ่งถูกมองว่าเป็นเครื่องมือด้านธรรมาภิบาลที่ช่วยเชื่อมโยงสมาชิกในครอบครัวต่างรุ่นเข้าด้วยกัน โดย นางลอร่า เฮมริก้า (Laura Hemrika) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Julius Baer Foundation อธิบายว่า การให้ที่มีโครงสร้างชัดเจนสามารถสร้าง ‘พื้นที่การเรียนรู้ที่เป็นกลาง’ ซึ่งช่วยเชื่อมโยงคนต่างรุ่นในครอบครัว สร้างเป้าหมายร่วมกัน และเสริมสร้างอัตลักษณ์ของครอบครัวให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่คนรุ่นใหม่ต้องการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม
ในช่วงเสวนาหัวข้อ “การยกระดับการบริหารความมั่งคั่งของครอบครัวให้เป็นมืออาชีพ” ผู้เชี่ยวชาญได้ชี้ให้เห็นถึงกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เร่งตัวขึ้นของครอบครัวผู้มีความมั่งคั่งสูงในไทย ซึ่งหันมาใช้โครงสร้าง สำนักงานครอบครัว (Household Place of job) ในรูปแบบองค์กรมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศของความมั่งคั่งมีความซับซ้อนกว่าในอดีต หลายครอบครัวเริ่มเปลี่ยนผ่านจากการจัดการแบบไม่เป็นทางการ ไปสู่การวางกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน มีมาตรฐานการรายงานผลที่มีประสิทธิภาพ และมีกลไกการตรวจสอบที่รัดกุมยิ่งขึ้น โดย นายคริสตอส อนากนอสโตปูลอส (Christos Anagnostopoulos) กรรมการบริหารและหัวหน้าฝ่ายโซลูชัน/ที่ปรึกษาสำนักงานครอบครัว (เอเชีย) ของจูเลียส แบร์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทที่เพิ่มขึ้นของสมาชิกครอบครัวรุ่นถัดไป การขยายการถือครองสินทรัพย์ข้ามพรมแดน และความต้องการระบบธรรมาภิบาลภายในครอบครัวที่ตรวจสอบได้ โดยเขาเน้นย้ำว่า กระบวนการบริหารจัดการในระดับมาตรฐานสากล จะช่วยให้ครอบครัวสามารถรับมือกับประเด็นข้อกฎหมายและภาษีในหลายเขตอำนาจศาลได้อย่างมั่นใจและชัดเจน
ขณะที่ นางสาวดอว์น เควก (Shatter of day Quek) Main จาก Baker McKenzie สิงคโปร์ เน้นย้ำว่า เมื่อครอบครัวมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีความซับซ้อนของสินทรัพย์มากขึ้น พวกเขาจึงจำเป็นต้องแสวงหารูปแบบการดำเนินงานที่เป็นระบบเพื่อรองรับการตัดสินใจ การบริหารความเสี่ยง และความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งการยกระดับ Household Place of job ให้มีความเป็นมืออาชีพ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการบริหารจัดการเท่านั้น แต่คือก้าวสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้ครอบครัวสามารถรักษาสมดุลระหว่างความเป็นหนึ่งเดียวและความปรารถนาส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพี่น้องและเครือญาติต่างเข้ามามีบทบาทที่หลากหลายในธุรกิจของครอบครัวผู้เชี่ยวชาญทั้งสองเห็นตรงกันว่า Household Place of job ที่พัฒนาอย่างเป็นระบบจะช่วยเชื่อมคนรุ่นก่อนที่เน้นการรักษาความมั่งคั่งกับคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจการลงทุนด้าน ESG เทคโนโลยี และธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ












