องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเตือนว่า สภาพภูมิอากาศของโลก “เสียสมดุลมากกว่าที่เคยเป็นมา”

ที่มาของภาพ : Getty Photography

Article Files
    • Writer, มาร์ค พอยน์ติง
    • Operate, นักวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Group – WMO) เตือนว่า สภาพภูมิอากาศของโลกกำลังเสียสมดุลมากกว่าช่วงเวลาใด ๆ ในประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้

สำนักงานด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติแห่งนี้ระบุว่า โลกของเรากำลังได้รับพลังงานความร้อนมากกว่าที่สามารถระบายออกไปได้ ซึ่งเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์

ความไม่สมดุลของพลังงานครั้งนี้ ส่งผลให้อุณหภูมิของมหาสมุทรสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้ว และยังคงทำให้ธารน้ำแข็งบนโลกละลายอย่างต่อเนื่อง

นักวิทยาศาสตร์เกรงว่าปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อนตามธรรมชาติที่เรียกว่า เอลนีโญ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มขึ้นในปลายปีนี้ อาจทำให้เกิดสถิติอุณหภูมิสูงสุดใหม่ขึ้นอีกในไม่ช้า

สืบเนื่องจากผลการรายงานดังกล่าว อันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ย้ำข้อเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลแล้วหันมาใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อ “สร้างความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านพลังงาน และความมั่นคงของชาติ”

“โลกกำลังถูกผลักดันเกินขีดจำกัด ตัวชี้วัดสภาพภูมิอากาศที่สำคัญทุกตัวกำลังส่งสัญญาณสีแดง” เขากล่าวเตือนในวิดีโอที่ทรงพลังตามแบบฉบับของเขา

ขณะที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกระบุว่า 11 ปีที่ผ่านมา เป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดของโลกนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลมาตั้งแต่ปี 1850

ในปี 2025 อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 1.43 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่มนุษย์จะเริ่มเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในปริมาณมาก

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue finding outได้รับความนิยมสูงสุด

Waste of ได้รับความนิยมสูงสุด

การเย็นตัวชั่วคราวจากปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้ปี 2025 ไม่ร้อนเท่าปี 2024 ซึ่งร้อนขึ้นเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

กราฟเส้นแสดงอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกรายปีระหว่างปี 1850-2025 มีการผันผวนบ้างในแต่ละปี แต่แนวโน้มตั้งแต่ประมาณปี 1970 เป็นต้นมานั้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีอุณหภูมิสูงกว่าที่เคยบันทึกไว้ตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลมา

ทว่าปีที่แล้วก็ยังเป็น 1 ใน 3 ปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูล นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่าภาวะโลกร้อนกำลังเร่งตัวขึ้น แม้ว่าพวกเขาจะกล่าวว่าอุณหภูมิโดยทั่วไปอยู่ในช่วงของการคาดการณ์ระยะยาวก็ตาม

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกชี้ให้เห็นหลักฐานอื่น ๆ อีกมากมายที่แสดงว่าสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เราเคยพบเห็นมาก่อน

บางทีมาตรการที่ครอบคลุมที่สุดคือปริมาณพลังงานความร้อนส่วนเกินที่โลกดูดซับไว้

WMO กล่าวว่า “ความไม่สมดุลของพลังงาน” นี้เป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในที่สุด และแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้ว

ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ยังคงกำลังหาคำตอบว่าทำไมโลกจึงสะสมความร้อนส่วนเกินมากมายในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พวกเขาไม่สงสัยเลยว่าก๊าซเรือนกระจกที่ดักจับความร้อน เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นสาเหตุหลักของความไม่สมดุลนี้

WMO กล่าวว่า ระดับ CO2 ในชั้นบรรยากาศอยู่ในระดับสูงสุดในรอบอย่างน้อย 2 ล้านปี เนื่องจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

บางส่วนของพลังงานส่วนเกินที่ถูกกักเก็บไว้ในก๊าซเหล่านี้ทำให้อุณหภูมิของชั้นบรรยากาศและพื้นดินสูงขึ้น รวมถึงทำให้ธารน้ำแข็งบนโลกละลายด้วย

ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ธารน้ำแข็งทั่วโลกประสบกับปีที่เลวร้ายที่สุดปีหนึ่งใน 5 เท่าที่เคยบันทึกไว้ในปี 2024/25 ขณะที่น้ำแข็งทะเลที่ขั้วโลกทั้งสองอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์หรือใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ตลอดปี 2025 ส่วนใหญ่

แต่พลังงานส่วนเกินของโลกมากกว่า 90% ทำให้อุณหภูมิของมหาสมุทรสูงขึ้น ซึ่งส่งผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล ก่อให้เกิดพายุรุนแรงขึ้น และทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น

WMO กล่าวว่า ความร้อนที่สะสมอยู่ในชั้นบนสุดของมหาสมุทรทั่วโลกที่ระดับความลึก 2 กิโลเมตร สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้ว ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา อุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่าช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ถึง 2 เท่า

ศาสตราจารย์เซเลสเต เซาโล เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก กล่าวว่า “กิจกรรมของมนุษย์กำลังรบกวนสมดุลทางธรรมชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ และเราจะต้องอยู่กับผลกระทบเหล่านี้ไปอีกหลายร้อยหลายพันปี”

รายงานฉบับนี้ยังชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของอุณหภูมิที่สูงขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้สภาพอากาศสุดขั้วหลายประเภททวีความรุนแรงขึ้น และเอื้อต่อการแพร่กระจายของโรคต่าง ๆ เช่น ไข้เลืoดออก

ขณะนี้ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนในช่วงต้นฤดูที่ทำลายสถิติ โดยอุณหภูมิในบางพื้นที่สูงเกิน 40 องศาเซลเซียสในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส

การวิเคราะห์อย่างรวดเร็วโดยนักวิทยาศาสตร์จากกลุ่ม World Climate Attribution เมื่อวันศุกร์ (20 มี.ค.) พบว่า ความรุนแรงของความร้อนนั้น “แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย” หากปราศจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์

นักวิจัยยังจับตาดูมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างใกล้ชิด โดยการพยากรณ์ระยะยาวชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอาจเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงครึ่งหลังของปี 2026

ปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งเกิดขึ้นควบคู่ไปกับแนวโน้มอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากฝีมือมนุษย์ อาจผลักดันอุณหภูมิให้สูงขึ้นไปอีกในปี 2027

“หากเราเปลี่ยนไปสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญ เราจะเห็นอุณหภูมิโลกสูงขึ้นอีกครั้ง และอาจทำลายสถิติใหม่” ดร.จอห์น เคนเนดี จาก WMO กล่าว