
สำรวจร้านค้า 3 สัปดาห์หลังสงครามอิหร่าน ของกินของใช้ใกล้ตัว แพงขึ้นแค่ไหน

ที่มาของภาพ : Nongnapat Patcham/ BBC Thai
- Creator, นงนภัส พัฒน์แช่ม
- Role, ผู้สื่อข่าว.
- เวลาอ่าน: 16 นาที
“อาทิตย์ที่แล้วมีบางอย่างที่ขึ้นราคา แต่มันไม่เยอะขนาดนี้” พชรพร กชมนพรรณ แม่ค้าอาหารตามสั่ง วัย 49 ปีในเขตดินแดง บอกกับ.หลังเพิ่งไปจ่ายตลาดซื้อวัตถุดิบเพื่อทำอาหารขายในสัปดาห์นี้แล้วพบว่าราคาวัตถุดิบประกอบอาหาร ทั้งเนื้อหมู ไข่ไก่ และมะนาว ปรับขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้เธอต้องลดปริมาณกับข้าวที่ทำให้ลูกค้าลงเพื่อให้ยังคงขายได้ในราคาเดิม
ขณะที่ต้นทุนบรรจุภัณฑ์สำหรับคนที่สั่งข้าวกลับบ้าน ทั้งกล่องข้าวและถุงพลาสติก ที่ไปถึงมือเธอและผู้ประกอบการร้านโชห่วยอีกราย ก็ปรับราคาขึ้นเช่นกัน ตามหลังข่าวการขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับผลิตเม็ดพลาสติก แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยจะยืนยันเมื่อวันอังคารที่แล้ว (17 ส.ค.) ว่าจากการหารือกับผู้ผลิตรายใหญ่ สามารถหาแหล่งวัตถุดิบนำเข้าเพิ่มขึ้นจนเพียงพอสำหรับการผลิตได้อีกประมาณ 4 เดือน
ในขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประกาศโครงการ “ไทยช่วยไทย” ไปเมื่อต้นสัปดาห์นี้ หลังประชุมร่วมกับสมาคมผู้ค้าและบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ต่าง ๆ พร้อมขอผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เพราะยังเป็น “วัตถุดิบเดิมที่มีอยู่ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง”
.สำรวจคนกลางที่อยู่ระหว่างผู้ค้ารายใหญ่กับผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ตั้งแต่ร้านค้าโชห่วย ไปจนถึงร้านขายข้าวสาร-ก๊าซหุงต้ม และร้านอาหารตามสั่ง ในพื้นที่หนึ่งของเขตดินแดง และตรวจสอบข้อมูลว่าตั้งแต่ก่อน 28 ก.พ. ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันโจมตีอิหร่าน จนขณะนี้ผ่านมาแล้วกว่าสามสัปดาห์ มีสินค้าอะไรใกล้ตัวเราที่แพงขึ้นแล้วบ้าง แม้เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าปัจจัยที่ทำให้ข้าวของต่าง ๆ แพงขึ้นนั้น มาจากการสู้รบในตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียวหรือไม่ หรือมีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย
ร้านโชห่วยต้องซื้อถุงพลาสติกในราคา “วันต่อวัน”
ช่วงสายของวันจันทร์ที่ 23 มี.ค. ร้านโชห่วยขนาดสองคูหาแห่งหนึ่งในเขตดินแดง มีลูกค้าที่ทยอยเข้ามาซื้อสินค้าอยู่เรื่อย ๆ
ที่นี่มีสินค้าขายหลากหลายประเภท ทั้งของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แชมพูสระผม ครีมอาบน้ำ ส่วนสินค้าประเภทบรรจุภัณฑ์ เช่น กล่องข้าว แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ถุงพลาสติก ที่แบ่งขายเป็นแพ็กสำหรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มีอยู่หลายร้านในบริเวณนั้น, สินค้าบริโภค เช่น น้ำดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมต่าง ๆ ไปจนถึงเหล้า เบียร์ และบุหรี่
“มาพอดี” คือคำทักทายแรกที่หญิงสาวพนักงานของร้านเอ่ยกับ.เมื่อเราแนะนำตัวว่าเป็นนักข่าวและขอมาสอบถามราคาสินค้า ก่อนที่จะมีสายโทรศัพท์เข้ามายังเจ้าของร้านที่อยู่ด้วยกันตรงนั้น
ปลายสายแจ้งว่ากำลังจะมีการปรับราคา “ถุงพลาสติก” ที่โดยปกติจะส่งให้กับเขา โดยอ้างผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซในอิหร่านทำให้ราคาเม็ดพลาสติกพุ่งสูงขึ้น แต่ไม่ได้บอกราคาว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ หรือจะปรับขึ้นอีกกี่ครั้ง บอกเพียงว่าเป็น “ราคาวันต่อวัน”
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุดได้รับความนิยมสูงสุด
เจ้าของร้านบอกกับ.ว่า ปลายสายที่โทรศัพท์เข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่าย (agent) ถุงพลาสติกหลากหลายชนิด ทั้งถุงหูหิ้ว ถุงร้อนใส่แกง ไปจนถึงถุงขยะ ซึ่งตัวแทนฯ จะรับมาจากโรงงานในปริมาณมาก และจะขายส่งต่อให้กับร้านค้าต่าง ๆ เช่น ร้านของเขา ที่นำมาขายในร้านให้กับลูกค้าที่มีทั้งพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนทั่วไปในบริเวณนี้
อย่างไรก็ดี ด้วยเหตุที่เขาไม่ได้รับถุงพลาสติกมาจากโรงงานโดยตรง เขาจึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าการที่ตัวแทนฯ โทรมาแจ้งปรับขึ้นราคาสินค้านั้น เป็นการปรับขึ้นมาจากต้นทางตามที่ปลายสายกล่าวอ้างจริงหรือไม่
.ไม่เปิดเผยพิกัดของร้านและตัวตนของเจ้าของร้านข้างต้นเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจของเขา

ที่มาของภาพ : Nongnapat Patcham/ BBC Thai
เจ้าของร้านค้าโชห่วยรายนี้บอกด้วยว่า ตอนนี้ต้นทุนสินค้าประเภทพลาสติกและโฟมที่เขารับมา เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% นับจากก่อนที่สงครามอิหร่านจะเริ่มขึ้น
โดยราคาสินค้าต่าง ๆ ที่เขารับมาซึ่งมีการทยอยปรับราคามาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วมาจนถึงช่วงสายของเมื่อวานนี้ (23 มี.ค.) อาทิ
- แพ็กกล่องข้าว PP 500 ขนาด 192 x 375 x 40 มม. (แบบที่ร้านอาหารตามสั่งมักจะใช้ใส่อาหารให้ลูกค้านำกลับบ้าน) ยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งมีแพ็กละ 100 ชิ้น ขึ้นราคาจากเดิม 100 บาท เป็น 110 บาท
- หลอดพลาสติกสีสันต่าง ๆ (แบบที่มักพบตามร้านน้ำชง) จากที่เคยซื้อ 1 มัด ซึ่งจะมีทั้งหมด 5 แพ็ก ราคา 140 บาท ปัจจุบันปรับขึ้นราคาเป็นมัดละ 155 บาท
- ถุงใส่ขยะสีดำ ขนาดแพ็กละครึ่ง กก. ขึ้นราคามาแล้วจากเดิมแพ็กละ 35 บาท เป็นแพ็กละ 40 บาท

ที่มาของภาพ : Nongnapat Patcham/ BBC Thai
แม้จะต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการรายนี้บอกว่า เขาพยายามจะคงราคาขายสินค้าต่าง ๆ ในร้านให้เท่าเดิม ตราบเท่าที่ยังพอมีสต็อกของเก่าอยู่ แต่เมื่อต้องซื้อของใหม่ราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ ถึงจุดหนึ่งเขาก็อาจจำเป็นต้องปรับราคาด้วยเช่นกัน
“ถ้าเราไม่ขึ้นก็ได้ เรายังอาจจะพอมีกำไร แต่นิดเดียว เราทำไม่ได้ การค้าเราทำไม่ได้เลย เราก็จำเป็นต้องขึ้นราคา จริง ๆ เราไม่อยากจะขึ้น เราอยากจะยืนราคา” ผู้ประกอบการรายนี้บอก
เขาสะท้อนว่าความ “ยากลำบาก” ในการบริหารร้านของเขาตอนนี้ คือราคาสินค้าบางอย่างที่ปรับขึ้นแบบ “ขั้นบันได” และยังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัด ทำให้เขาไม่สามารถประเมินได้ว่าควรขึ้นราคาสินค้าเท่าไหร่ และจะตรึงราคาเดิมได้ถึงเมื่อไหร่”
“สิ่งที่พี่ถามเมื่อกี้คือเราอยากรู้ราคา” เขากล่าวโดยอ้างอิงถึงบทสนทนาที่.ได้ยิน “เพราะว่าเดี๋ยววันนี้ขึ้น อีกอาทิตย์หนึ่งขึ้น เราจะเสียลูกค้า เพราะราคามันไม่นิ่ง”
“ตอนนี้สิ่งที่ประเมินได้ก็คือ ผมมีของเก่า ผมขายราคาเก่าก่อน คือเราช่วยลูกค้าได้เท่านั้น แต่พอถึงจุดหนึ่งเราจะสั่งของใหม่ พอบางประเภทบางชนิดมันขาด เพราะถุงมันมีหลายไซซ์ถูกไหมครับ สมมติถุงไซซ์นี้มันขาด เราจำเป็นต้องสั่ง พอเราสั่งเข้ามาปุ๊บเราจะมาขายไซซ์นี้ราคาใหม่ไม่ได้ มันต้องขายราคาเดียวกันหมด” เจ้าของร้านโชห่วยรายนี้กล่าว

ที่มาของภาพ : Nongnapat Patcham/ BBC Thai
สัปดาห์ที่แล้ว (17 มี.ค.) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุถึงกระแสความกังวลเรื่องวัตถุดิบเม็ดพลาสติกว่า จากการหารือกับผู้ผลิตรายใหญ่ พบว่าปัจจุบันสามารถหาแหล่งวัตถุดิบนำเข้าเพิ่มขึ้นทำให้เพียงพอสำหรับการผลิตได้อีกประมาณ 4 เดือน และอยู่ระหว่างการหาแหล่งนำเข้าเพิ่มเติมจากประเทศอื่น เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต
ขณะที่ในวันต่อมา (18 มี.ค.) เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยอมรับในระหว่างการแถลงข่าวรายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือน ก.พ. 2569 ว่ามีการขาดแคลนเม็ดพลาสติกอยู่จริง เนื่องจากมีปัญหาการนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต คือ แนฟทา (Naphtha) จากตะวันออกกลาง ทำให้เกิดการ “แย่งกันซื้อ” อยู่บ้าง แต่เม็ดพลาสติกที่ขาดแคลนมีตัวเลขไม่ถึง 50% ตามกระแสข่าวก่อนหน้านี้
ล่าสุด กรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการแถลงข่าวของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ในวันนี้ (24 มี.ค.) ว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพิ่มรายการ “เม็ดพลาสติก” เข้าไปในรายการสินค้าควบคุมที่มีความจำเป็น พร้อมจะขอปรับมาตรการให้การจะขึ้นราคาสินค้าต่าง ๆ ในหมวดดังกล่าว จะต้อง “ขออนุญาต” ก่อน
ร้านอาหารตามสั่ง “ลดปริมาณ” หลังต้นทุนราคาหมู-ผัก สูงขึ้น

ที่มาของภาพ : Nongnapat Patcham/ BBC Thai
นอกจากราคา “กล่องข้าวพลาสติก” ที่ขึ้นราคาแล้ว แม่ค้าร้านอาหารตามสั่งรายหนึ่งเปิดเผยกับ.ว่า เธอยังต้องเผชิญกับราคาวัตถุดิบประกอบอาหารต่าง ๆ ที่พุ่งสูงขึ้น
“อาทิตย์ที่แล้วมีบางอย่างที่ขึ้นราคา แต่มันไม่เยอะขนาดนี้” พชรพร กชมนพรรณ วัย 49 ปี บอกกับ. โดยเธออ้างอิงราคาวัตถุดิบต่าง ๆ ในตลาดห้วยขวางที่ปรับขึ้นมาจากสัปดาห์ที่แล้ว อาทิ
- มะนาวเบอร์เล็ก ปรับขึ้นจาก กก. ละ 70 บาท เป็น 125 บาท
- ไข่ไก่ตั้งแต่เบอร์ 0 – 4 ปรับขึ้นราคาต่อหนึ่งแผง (ไข่ 30 ใบ) แผงละ 6 บาท เช่น ไข่ไก่เบอร์ 3 ปรับจาก 118 บาท เป็น 124 บาท
- เนื้อหมูทุกส่วน ยกตัวอย่างเช่น สันในหมู ปรับขึ้นจาก กก. ละ 132 บาท เป็น 136 บาท
แม่ค้าอาหารตามสั่งรายนี้บอกว่า ราคาวัตถุดิบต่าง ๆ ที่เธอยกมาข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งของวัตถุดิบที่เธอพบว่าต้องซื้อในราคาแพงขึ้น โดยผักบางชนิดแม้แม่ค้าที่ตลาดจะไม่ได้ปรับขึ้นราคา แต่เธอก็สังเกตว่ามีการปรับลดปริมาณลง โดยเธอยกตัวอย่าง เช่น คะน้า ที่ “กำหนึ่งเราเคยซื้อได้ 10 ต้น รอบที่แล้วไปซื้อเหลืออยู่ 6 ต้น”
พชรพรบอกว่า ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้ตอนนี้เธอต้องใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการลดปริมาณอาหารที่ทำขายลูกค้าในแต่ละจานลง แต่ยังคงราคาขายเท่าเดิม อย่างไรก็ดี หากราคาต้นทุนต่าง ๆ ยังคงสูงขึ้นต่อเนื่องจนคงราคาเดิมไม่ไหวจริง ๆ เธอยอมรับว่าอาจต้องติดป้ายแจ้งปรับราคาอาหาร
“ตอนนี้ราคาเดิม แต่เราใส่ให้เขาน้อยลงกว่าเดิม แก้ปัญหาแบบนี้ เพราะถ้าเราขึ้น เขาก็ไม่ไหวหรอก เราก็ขายไม่ได้ด้วย” เธอกล่าว
“ตอนนี้หมูอะไรพวกนี้เราก็ยังโอเคอยู่ มันก็ยังได้อยู่ ยังไปไหวอยู่ เพราะว่าเราลดปริมาณที่ให้ลูกค้า เวลาเราผลิตเราก็ลดปริมาณมันลง มันก็ยังไม่น่าเกลียดไง มันก็ยังบาลานซ์อยู่” เธอกล่าวก็จะหยุดคิดชั่วครู่
“ถ้ามากกว่านี้เหรอ มันก็ต้องดู ถ้ามากกว่านี้มันก็ต้องแจ้งลูกค้าแหละ และลูกค้าก็น่าจะเข้าใจ เพราะมันก็ไม่ใช่ปัญหาเล็ก”

ที่มาของภาพ : Nongnapat Patcham/ BBC Thai
.ตรวจสอบฐานข้อมูลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค/สินค้าเกษตร ของกระทรวงพาณิชย์ พบว่าเมื่อเปรียบเทียบราคาในวันที่ 27 ก.พ. หนึ่งวันก่อนวันที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากร่วมกันโจมตีอิหร่าน กับราคาล่าสุดที่กระทรวงพาณิชย์มีข้อมูล คือวันที่ 20 มี.ค. สินค้าจำพวกวัตถุดิบในการประกอบอาหารหลายชนิดปรับตัวสูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น
- สุกรชำแหละ พบหลายส่วน อาทิ เนื้อสันใน เนื้อสันนอก และเนื้อสามชั้น ปรับขึ้นเฉลี่ย 5 บาท/กก.
- ไก่สดชำแหละ เนื้อสันใน ปรับขึ้นเฉลี่ย 2.5 บาท/กก.
- ไข่ไก่เบอร์ 1 ปรับขึ้นเฉลี่ย 0.20 บาท/ฟอง
- น้ำมันปาล์มสำเร็จรูป บรรจุขวด 1 ลิตร ปรับขึ้นเฉลี่ย 1 บาท/ขวด
- กระเทียมแห้ง แกะกลีบ กลีบใหญ่ ปรับขึ้นเฉลี่ย 15 บาท/กก.
- มะนาว เบอร์ 3-4 ปรับขึ้นกว่าเท่าตัว จากเดิมที่ราคาเฉลี่ย 1.50 บาท/ผล ขึ้นเป็น 3.50 บาท/ผล
อย่างไรก็ดี .พบว่าผักบางชนิดก็มีราคาคงเดิม เช่น ผักคะน้าคัด ที่แม้จะเคยขึ้นราคา 5 บาท/กก. มาตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรกของสงคราม แต่ก็มีการปรับลดราคาไปเท่าเดิมตั้งแต่ช่วงกลางเดือน มี.ค.

ที่มาของภาพ : กระทรวงพาณิชย์
ข้าวสาร – ก๊าซหุงต้ม ยังคงราคาเดิม
ทั้งนี้ จากการสำรวจร้านค้าละแวกหนึ่งของเขตดินแดนในช่วงสายของวันจันทร์ (23 มี.ค.) . พบว่าราคาวัตถุดิบสำคัญอีกอย่างคือ ข้าวสาร และก๊าซหุงต้ม ยังคงเดิมมาตั้งแต่ก่อนสงคราม ตามคำบอกเล่าของทั้งผู้ประกอบการร้านขายข้าวสารและก๊าซหุงต้ม และแม่ค้าร้านอาหารตามสั่ง
โดยลูกชายร้านขายข้าวสารและก๊าซหุงต้มแห่งหนึ่งที่ขอสงวนนาม บอกว่าราคาขายข้าวสารและก๊าซหุงต้มในร้านของเขายังคงเดิมมาตั้งแต่ต้นปี และโรงสีต้นทางก็ยังไม่มีการประกาศว่าจะขึ้นราคาใด ๆ เนื่องจาก “ต้องรอรัฐบาลประกาศก่อน”
เขายกตัวอย่างราคาสินค้าต่าง ๆ ในร้านที่เขาบอกว่ายังคงราคาเดิมตั้งแต่ต้นปี อาทิ
- ข้าวเสาไห้ 5 กก. ขายราคา 150 บาท
- ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ 5 กก. ราคา 210 บาท
- ปลายข้าว 5 กก. ราคา 125 บาท
- ข้าวเหนียว 5 กก. ราคา 150 บาท
- ก๊าซหุงต้ม ปตท. ขนาด 15 กก. ขายราคา 450 บาท

ที่มาของภาพ : Nongnapat Patcham/ BBC Thai
ขณะที่ข้อมูลราคาข้าวจากฐานข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ พบว่ามีทั้งที่คงเดิม เพิ่มขึ้น และลดลง เช่น ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิมีการปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท/ตัน นับจากก่อนสงคราม แต่ในขณะเดียวกันราคาข้าวเปลือกเจ้าก็ปรับลดลงเฉลี่ย 150 บาท/ตัน ส่วนราคาขายส่งข้าวสารเจ้า 100% และข้าวหอม ให้กับร้านค้าขายปลีก ยังคงราคาเฉลี่ยเท่าเดิมนับตั้งแต่ก่อนสงคราม

ที่มาของภาพ : กระทรวงพาณิชย์
ก.พาณิชย์ ขอตรึงราคา “สินค้าจำเป็น”
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 มี.ค.) สื่อไทยหลายสำนัก รวมถึง ไทยพีบีเอส รายงานอ้างแหล่งข่าวจากวงการค้าปลีกและค้าส่งว่ามีบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภครายใหญ่ 5 รายแล้ว ที่ทยอยทำหนังสือถึงร้านค้า แจ้งว่าสินค้าอาจต้องปรับราคาสินค้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หรือร้านค้าอาจได้รับสินค้าล่าช้าลงได้ เมื่อสต็อกสินค้าที่มีอยู่หมดลง หรือการส่งมอบบรรจุภัณฑ์ไม่เป็นไปตามต้องการ โดยหลายบริษัทคาดว่าจะเริ่มได้รับผลกระทบในเดือน เม.ย.
บริษัทต่าง ๆ ตามรายงานของไทยพีบีเอส ประกอบด้วย
- บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด
- บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด
- บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
- บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)
- บริษัท เอฟแอนต์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ประกอบการร้านโชห่วยที่ให้ข้อมูลกับ. บอกว่าเขายังไม่ได้รับแจ้งราคาจากตัวแทนของบริษัทต่าง ๆ เหล่านี้ ว่าราคาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัทจะขึ้นไปเท่าไหร่หรือไม่ โดยตอนนี้สินค้าหลายชนิดที่เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ซึ่งเขารับมาขายในร้าน ยังคงราคาเดิมอยู่
“ผมประมาณการณ์ว่าเขาจะยังไม่แจ้งปรับขึ้นราคา เขาจะใช้วิธีว่าของขาด คือมันเป็นประสบการณ์นะ พอของขาดปุ๊บ ไม่มี เขาไม่พูดเรื่องราคา จนร้านค้าเรายอมรับที่ว่า ‘เออ ขึ้นก็ขึ้นมาเถอะ เรายอมรับได้ ขึ้นเท่าไหร่ก็ขึ้นมา'” เขาคาดการณ์โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ในอดีต
“อย่างร้านผม เราพูดถึงรอบก่อน ๆ ด้วย เรามองออกเลยว่ายังไงมันก็ต้องขึ้นราคา ถ้าเขาไม่ขึ้นเขาก็ต้องบอกว่าสินค้าขาด เพราะฉะนั้นถ้าเรายังอยากดำเนินการ เราก็ต้องสั่งเขามาก่อน ก็เลยเป็นภาวะเหมือนการใช้น้ำมัน ทุกคนแย่งกัน ร้านค้าอย่างพวกผมถ้าใครพอมีทุนรอนก็สั่งเข้ามาสต็อกก่อน รีบสั่งเข้ามาก่อน” ผู้ประกอบการรายนี้บอก
“จริง ๆ ผมก็เข้าใจบริษัทใหญ่ต่าง ๆ เขาก็คงแบกต้นทุนพอสมควร คงคล้าย ๆ เรา” เขาระบุ

ที่มาของภาพ : Gallo Shots/Orbital Horizon/Copernicus Sentinel Records 2026 via Getty Shots
กรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงมาตรการต่าง ๆ ของกระทรวงในการควบคุมราคาสินค้า ระหว่างการแถลงข่าวของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ในวันนี้ (24 มี.ค.)
เขาบอกว่ากระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามกับห้างค้าส่ง-ค้าปลีก และผู้ผลิตทุกรายในการตรึงราคาสินค้าในช่วงเวลาที่ผ่านมา เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ประกอบการยังมีสต็อกสินค้าเดิมอยู่ในมือ จึง “ไม่มีเหตุอันควรที่จะขึ้นราคา”
อย่างไรก็ดี เขาย้ำว่าเมื่อสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน กระทรวงพาณิชย์จึงดำเนินมาตรการเชิงรุก โดย โดยจากการหารือกับผู้ประกอบการและสมาคมการค้าที่เกี่ยวข้อง มีแผนดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” ร่วมมือกันจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคทางเลือกมาให้กับประชาชน
ก่อนหน้านี้ พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เคยเปิดเผยรายละเอียดโครงการ “ไทยช่วยไทย” เป็นผลมาจากการหารือกับสมาคมผู้ค้า และบริษัทยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ได้แก่ บริษัทในเครือเซ็นทรัล, ซีพี, บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต, วิลล่า มาร์เก็ท เจพี, สหพัฒนพิบูล, ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์, ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป, น้ำมันพืชไทย, พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น, และข้าวมาบุญครอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “ลดหรือตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน” และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่สินค้ากลุ่มสินค้าที่เป็นแบรนด์ของผู้ประกอบการเอง หรือ เฮาส์แบรนด์ (rental designate) และสินค้าแบรนด์ทางเลือกหรือแบรนด์รอง (2d-tier designate) ของผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ของประเทศ โดยแบ่งกลุ่มสินค้าเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และยาสีฟัน กับสินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มโครงการในเดือน เม.ย. และมีระยะเวลาดำเนินการเบื้องต้นราว 2 เดือน
ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะรองโฆษกของกระทรวงฯ ยังเปิดเผยในการแถลงข่าว ศบก. ด้วยว่า ในวันพรุ่งนี้ (25 มี.ค.) กระทรวงฯ เตรียมเสนอต่อคณะกรรมการ กกร. ขอ “เพิ่มจำนวนรายการสินค้าควบคุมที่มีความจำเป็น เช่น เม็ดพลาสติก รวมถึงน้ำดื่มบรรจุขวด และจะปรับมาตรการควบคุมสินค้าจำเป็น อาทิ กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ จากเดิมที่ต้องแจ้งเมื่อเปลี่ยนราคา จะปรับเป็นต้องขออนุญาตก่อนขึ้นราคา
เขาเปิดเผยด้วยว่า กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนการจัดการกระจายสินค้าผ่านโครงการ “ธงฟ้า” ไปสู่ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ตั้งแต่ มี.ค. – ส.ค. นี้ และจะมีโครงการ “ธงเขียวพลัส” ช่วยเกษตรกรลดค่าปุ๋ยช่วง พ.ค. – ก.ค. ที่เกษตรกรต้องใช้ปุ๋ยทำนาปี ข้าวโพด มันสำปะหลัง และปาล์มด้วย













