
สงครามในตะวันออกกลางสะเทือนอุตสาหกรรมยาในไทยอย่างไร ยาจะขาดแคลนและแพงขึ้นหรือไม่

ที่มาของภาพ : Getty Photography
- Creator, ปวีณา นิลบุตร
- Characteristic, ผู้สื่อข่าว.
- เวลาอ่าน: 13 นาที
“เรื่องยา จริง ๆ แล้ว พอยิvกันปั๊บ พวกเราก็คิดเตรียมการจริงจังแล้วครับ” นายสุรชัย เรืองสุขศิลป์ ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมยา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และกรรมการผู้จัดการบริษัทชุมชนเภสัชกรรมจำกัด (มหาชน) บอกกับ.
เขาบอกว่าตั้งแต่ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา และเกิดสงครามบริเวณภูมิภาคตะวันออกกลาง บุคลากรในอุตสาหกรรมยาของไทยก็เริ่มเตรียมความพร้อมเรื่องปัญหาขาดแคลนยาแล้ว “ไม่ใช่ว่าปล่อยมาหนึ่งเดือนแล้วเราค่อยคิด” เนื่องจากว่าอุตสาหกรรมยาของไทยพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนที่สูง
ดังนั้น เพื่อป้องกันวิกฤตการขาดแคลนยา ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาโรงพยาบาลบางแห่งก็ได้ออกมาตรการใหม่เพื่อเริ่มบริหารสต็อกยาแล้ว โดยประกาศจ่ายยาและเวชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยนอกทุกสิทธิ์ไม่เกินหนึ่งถึงสองเดือน
แม้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยืนยันว่ายาและเวชภัณฑ์ที่สำคัญ ที่อยู่ในรายการเฝ้าดูใกล้ชิด (Explore List) ของ สธ. เช่น ยาช่วยชีวิต ยาที่ใช้ในห้องผ่าตัด น้ำเกลือ น้ำยาล้างไต ยารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ยารักษามะเร็ง รวมถึงวัคซีน เบื้องต้น 63 รายการ ขณะนี้มีปริมาณสำรองเพียงพอตั้งแต่ 3-12 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของเวชภัณฑ์ แต่หากความขัดแย้งบริเวณภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อ สต็อกและราคายารวมถึงเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ในไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง ?
ตลอดเส้นทางของวัตถุดิบผลิตยาในไทยพึ่งพาการนำเข้า “เกือบทั้งหมด”
“ภาพรวมของอุตสาหกรรมยาแผนปัจจุบันของประเทศไทย เรายังพึ่งพาการนำเข้าในระดับที่สูง” ศ.ดร.ภก.พรศักดิ์ ศรีอมรศักดิ์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และอุปนายก เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ บอกกับ.
เขาอธิบายว่าการใช้ยาแผนปัจจุบันในประเทศ สามารถแบ่งออกเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์ ยาสามัญ (generic drug) กว่า 60% ซึ่งคือยาที่หมดอายุสิทธิบัตรแล้วและสามารถผลิตได้ในประเทศ ขณะที่อีก 40% จะเป็นยาต้นแบบ (long-established drug) ที่มีสิทธิบัตรของต่างประเทศอยู่ ผลิตในประเทศเองไม่ได้และต้องพึ่งพาการนำเข้า
ขณะที่ ข้อมูลอุตสาหกรรมยาของไทย ซึ่งจัดทำโดยธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2568 ระบุว่า ไทยมีข้อจำกัดในด้านการผลิตยา เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบตัวยาสำคัญ เช่น สารออกฤทธิ์ (Vigorous Pharmaceutical Ingredients – APIs) และสารปรุงแต่งยา (Excipients) จากต่างประเทศสูงถึง 90% ของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยาทั้งหมด โดยในปี 2568 ไทยนำเข้าจากประเทศผู้ผลิตหลัก ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส อินเดีย และจีน
ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ก็ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ยอมรับว่าอุตสาหกรรมยาของไทยต้องพึ่งพาการนำเข้า 80% ทำให้เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน สต็อกยาก็อาจเสี่ยงขาดแคลนได้
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue discovering outได้รับความนิยมสูงสุดWaste of ได้รับความนิยมสูงสุด
“ยาที่เราใช้กันในประเทศประมาณกว่า 80% เป็นยาที่ต้อง import (นำเข้า) จากต่างประเทศ และแม้แต่ยาที่เราผลิตเองได้ ส่วนหนึ่งก็ยังต้องนำเข้าสารตั้งต้นจากต่างประเทศเช่นกัน” เขาบอก
ขณะเดียวกัน ศ.ดร.ภก.พรศักดิ์ เสริมด้วยว่าแม้สารตั้งต้นบางตัว เช่น โซเดียมคลอไรด์ (Sodium Chloride) ที่ใช้ผลิตน้ำเกลือ จะสามารถผลิตเองได้ในประเทศ แต่ด้วยต้นทุนที่สูงกว่าก็ทำให้มีราคาขายที่แพงกว่า บริษัทบางส่วนจึงยังเลือกนำเข้าจากต่างประเทศ
“คือถามว่าเราผลิตได้จริง แต่ด้วยเรื่องต้นทุนที่เราต้องแข่งกับต่างประเทศ บางทีก็ยังมีปัญหาต้นทุนที่สูงกว่า ฉะนั้นผู้ผลิตบางรายก็ยังเลือกที่จะนำเข้าจากต่างประเทศ” เขาบอก

ที่มาของภาพ : Getty Photography
ด้าน ผศ.ภญ.ดร.รุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์ อดีตคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับ.ว่า สัดส่วนยาที่ผลิตในประเทศและยาที่พึ่งพาการนำเข้าของไทยนั้นแตกต่างอย่างมากจากอดีต
“ในอดีตไทยจะนำเข้าประมาณ 30% แล้วก็ผลิตเองประมาณ 70% แต่ปัจจุบันกราฟ (graph) มันกลับกัน เป็นนำเข้าประมาณ 70% ผลิตเองประมาณ 30%” เธอบอก พร้อมเสริมว่าเป็นเพราะในอดีตมีโรงงานต่างประเทศที่มาตั้งฐานการผลิตยาในประเทศไทย ทำให้ตัวเลขการผลิตในประเทศสูง แต่ปัจจุบันโรงงานเหล่านี้ย้ายฐานการผลิตออกไป “เกือบหมด” เพราะประเทศอื่นมีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยาอย่างจริงจัง
ผศ.ภญ.ดร.รุ่งเพ็ชร บอกด้วยว่า นอกจากผลิตภัณฑ์ยาแล้ว ไทยก็ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบผลิตบรรจุภัณฑ์ของยาจากต่างประเทศด้วย นั่นทำให้ตลอดเส้นทางของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยาทั้งหมดของไทยต้อง “อาศัยการนำเข้าเกือบทั้งหมด”
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกลาง ได้ส่งผลกระทบศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศที่สำคัญและปิดเส้นทางการเดินเรือ ทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าหลายประเภท รวมถึง ยา หยุดชะงักลง
นครดูไบ ของสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์และกรุงโดฮาของกาตาร์ถือเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าที่สำคัญ เชื่อมโยงยุโรปกับเอเชียและแอฟริกา โดยมีสายการบินเอมิเรตส์ (Emirates) และเอทิฮัด (Etihad) และบริษัทโลจิสติกส์ ดีเอชแอล (DHL) เป็นผู้ขนส่งยาที่ทั้งไวต่ออุณหภูมิ และต้องเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิที่จำกัด เพื่อให้คงประสิทธิภาพ
วูเตอร์ ดิวูล์ฟ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแอนต์เวิร์ป (Antwerp Management College) ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์โดยอ้างอิงข้อมูลจากอุตสาหกรรมและระบุว่า กว่าหนึ่งในห้าของการขนส่งสินค้าทางอากาศทั่วโลก ซึ่งเป็นเส้นทางหลักสำหรับการขนส่งยาและวัคซีนที่สำคัญหรือช่วยชีวิต มีความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักในตะวันออกกลาง
สต็อกยาในไทยยังมีเพียงพอไปอีกนานแค่ไหน
นายสุรชัย ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมยา บอกกับ.ว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วไทยมีสต็อกยาที่เป็นสินค้าสำเร็จรูป (performed goods) เพียงพอสำหรับ 60 วัน และมีวัตถุดิบ (uncooked presents) เพื่อใช้ผลิตเป็นสต็อกยาอีกราว 60 วัน ทำให้ไทยยังมีสต็อกยาราว 120 วัน หรือ 4 เดือน
อย่างไรก็ตาม เขาคาดว่าปัจจุบันสต็อกยาในประเทศจะมีเพียงพอราว 110 วัน ยกเว้นน้ำเกลือที่มีสต็อกอยู่ไม่เกิน 90 วัน แต่นายสุรชัยก็เสริมด้วยว่า ตน “ไม่สามารถไปรับประกันได้ทุกกรณี” และด้วยสถานการณ์เช่นนี้จึงทำให้บางโรงพยาบาลมีการบริหารสต็อกยาเพื่อให้อยู่ได้นานที่สุด
โดย โรงพยาบาลรามาธิบดี ประกาศจ่ายยาและเวชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยนอกทุกสิทธิ์ ไม่เกิน 2 เดือน ขณะที่ โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลจุฬาภรณ์, และ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ หลายสาขา ทั้งสาขาประชาชื่น, บางแค, และ รัตนาธิเบศร์ ต่างออกมาตรการจ่ายยาและเวชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยนอกราวครั้งละไม่เกิน 1 เดือน
“โรงพยาบาลเขาต้องการบริหารสต็อกให้อยู่ได้นานที่สุด สมมติเขาขอซื้อจากผู้ผลิตไป 4 เดือน เขาเองก็อาจจะขอจ่ายให้ผู้ป่วยแค่หนึ่งถึงสองเดือน ก็จะเท่ากับว่าในกรณีที่ไม่สามารถได้ของใหม่เลย เขาก็จะสามารถยังอยู่ได้ไปอีกสักประมาณสองรอบ” นายสุรชัยอธิบาย
ทว่า ยาบางชนิดจะได้รับผลกระทบโดยตรงกว่า เช่น ยาวาร์ฟาริน (Warfarin) ซึ่งเป็น ยาต้านการแข็งตัวของเลืoด และมีอิสราเอลเป็นผู้ผลิตสารตั้งต้นของยาตัวนี้ ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยาคาดการณ์ว่า สงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน อาจส่งผลให้การขนส่งสารตั้งต้นยาดังกล่าวออกนอกประเทศอิสราเอลเกิดความล่าช้าหรือติดขัดได้
“ประเทศที่เป็นผู้ผลิตสารตั้งต้นของตัวยา วาร์ฟาริน ผลิตโดยอิสราเอล ซึ่งก็เท่ากับว่าถ้าสารตั้งต้นตัวนี้มันส่งมอบมาไม่ได้หรือติดขัด นั่นก็จะทำให้มีผลต่ออุปทาน (provide) ของยาที่มีผลต่อยาต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลืoด มีผลต่อสุขภาพของคนป่วยตรงนี้ค่อนข้างมาก” นายสุรชัยบอก
เขาเสริมว่า ยาตัวนี้ไม่สามารถนำสารตั้งต้นที่ผลิตจากชาติอื่นมาทดแทนได้อย่างทันที เนื่องจากจะส่งผลต่อคุณภาพของตัวยาอย่างมาก

ที่มาของภาพ : Getty Photography
อย่างไรก็ตาม ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่าจากการตรวจสอบสต็อกวัตถุดิบที่ใช้ผลิตยาวาร์ฟาริน พบว่ายังมีในสต็อกให้ใช้ได้ยาวถึงเดือน ก.ค. นี้ และปัจจุบันกำลังประสานงานกับบริษัทให้หาแหล่งวัตถุดิบสำรองไว้แล้ว
ขณะที่ ศ.ดร.ภก.พรศักดิ์ แสดงทัศนะกับ.ว่า เมื่อเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับช่วงระบาดโรคโควิด-19 สถานการณ์ไม่น่ากังวลเท่า เนื่องจากในตอนนั้นเกือบทุกประเทศต้องการเก็บยาไว้ในประเทศตัวเองเพื่อความมั่นคง ต่างกับปัจจุบันที่เพียงแต่อาจเกิดการขนส่งล่าช้า หรือต้นทุนสูงขึ้น
“ตอนโควิดเรานำเข้ายาไม่ได้ แต่ตอนนั้นปัญหามันเยอะกว่าเพราะทุกประเทศต้องการเก็บยาไว้ในประเทศตัวเองเพื่อความมั่นคง อันนั้นจะยิ่งซื้อไม่ได้เลย แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ มันเป็นแค่ในภูมิภาคเดียว” เขาเสริม
ทว่า นายสุรชัย กลับแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป ว่าสถานการณ์ปัจจุบันอาจมีความ “น่ากังวลกว่า” ช่วงการระบาดของโรคโควิด-19
“ช่วงโควิดมันเป็นปัญหาในแง่ที่ว่าทุกคนในแต่ละประเทศก็อยากขายอยากได้เงิน ขอให้เราติดต่อไปแล้วมีช่องทางเขาก็พยายามจะส่งมา แต่ตอนนี้ไม่ใช่ เขาอยากขายแต่เขาไม่มีสารตั้งต้นผลิตยา เขาก็ไม่รู้จะทำยังไง คือมันไปติดล็อกที่ตรงน้ำมันดิบที่มีสารตั้งต้นยาเป็นผลพลอยได้ในกระบนการผลิตน้ำมัน” นายสุรชัยบอก
ราคายาจะแพงขึ้นหรือไม่

ที่มาของภาพ : กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)
ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมยา ระบุว่า น้ำมันที่ราคาสูงขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคายาแพงขึ้น เนื่องจากต้นทุนการจัดส่งแพงขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อความล่าช้าในการจัดส่งยาอีกด้วย
กรรมการผู้จัดการบริษัทชุมชนเภสัชกรรมรายนี้บอกด้วยว่า สารตั้งต้นที่เป็นผลพลอยได้ (spinoff) จากการผลิตน้ำมัน ในตอนนี้ราคาปรับขึ้นแล้ว อย่างเช่น โพรพิลีนไกลคอล (Propylene Glycol) ที่ตอนนี้ราคา “ขึ้นไปแล้วหนึ่งเท่าตัว”
“คือต้นทางเขาขึ้นมาแบบนี้ แต่ว่าเราก็ยังไม่ได้ประกาศว่ายาที่สำเร็จรูปเราจะขอขึ้นราคา เราจะพยายามยืนราคาไว้ให้ได้นานที่สุด” เขาบอก
ทั้งนี้ โพรพิลีนไกลคอล เป็นสารเคมีสังเคราะห์ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และมีรสหวานเล็กน้อย มักถูกใช้เป็นตัวทำละลายในผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง และ ยา
ขณะที่ ศ.ดร.ภก.พรศักดิ์ บอกว่ากลไกในการควบคุมราคายาของภาครัฐฯ อาจสามารถช่วยดึงราคายาเอาไว้ได้บ้าง
“ประเทศไทยมีกลไกในการควบคุมราคายาอยู่โดยภาครัฐฯ ก็อาจจะควบคุมไว้ที่ระดับหนึ่งเนื่องจากการใช้ยาส่วนใหญ่จะเป็นการใช้ยาผ่านโรงพยาบาล การซื้อยาในโรงพยาบาลของรัฐจะมีระบบราคากลาง ซึ่งนี่ก็จะเป็นตัวกรองที่จะบอกว่าราคาต้องไม่เกินนี้ แล้วก็มีการประมูล มีการแข่งขัน ฉะนั้นในระยะสั้นจะยังไม่มีผลกระทบกับราคายา” เขาบอก
แต่เขาก็ยอมรับว่าเมื่อผ่านไปสักระยะ ต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มมากขึ้นก็จะส่งผลกระทบกับราคายาในระยะต่อ ๆ ไปได้
ศ.ดร.ภก.พรศักดิ์ บอกด้วยว่าร้านยาขนาดเล็กที่ต้องซื้อยาผ่านบริษัทโดยตรง หรือ ซื้อผ่านร้านคนกลางขายส่ง ก็อาจได้รับผลกระทบในเรื่องราคายาเช่นกัน และจะได้รับผลกระทบมากกว่าร้านยาขนาดใหญ่
“ถ้าการสั่งซื้อน้อยก็อาจได้รับผลกระทบเยอะกว่า ถ้าเป็นร้านยาขนาดใหญ่ที่มีหลายสาขา มีร้านเยอะ ๆ สั่งซื้อรวม ซื้อปริมาณมาก เขาก็อาจจะต่อรองราคาได้ราคาที่ต่ำกว่า” เขาอธิบาย
ด้าน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า ราคายาอาจสูงขึ้นแต่คาดว่าไม่น่าเกิน 10%
“ราคายาแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นได้บ้าง ซึ่งแต่ละตัวมีต้นทุนต่างกัน แต่หากมองภาพรวม ค่าขนส่ง (logistic fee) ต่าง ๆ ไม่น่าเกิน 10%” รมว.สธ. ระบุ
บรรจุภัณฑ์ก็ได้รับผลกระทบ

ที่มาของภาพ : Getty Photography
“บรรจุภัณฑ์ (packaging) ที่สัมผัสกับตัวยา มันเกี่ยวข้องกับทั้งความคงตัวและคุณภาพของยา สารพวกนี้มันมาจากตัวอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเม็ดพลาสติก เช่น พีวีซี (pvc) คล้าย ๆ พลาสติกใส ๆ ที่เอามาทำแผงยา เรามองเห็นเม็ดยาได้ มันก็มาจากอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกที่อาศัยส่วนหนึ่งมาจากการกลั่นน้ำมันจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ตรงนี้จะเป็นตัวที่มีผลกระทบกับเราเร็วที่สุด” นายสุรชัย อธิบาย
เขาเสริมว่า เนื่องจากบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ “ค่อนข้างที่จะกินพื้นที่ในการเก็บ” โรงงานยาจึงไม่ได้คาดว่าต้องมีการเก็บในจำนวนมากสำหรับการใช้หลายเดือน และโดยส่วนใหญ่มักจะซื้อไว้ในจำนวนที่พอใช้ประมาณสองเดือน
การหาวัสดุอื่นมาทนแทนในการผลิตบรรจุภัณฑ์ก็มีความท้าทาย เพราะบรรจุภัณฑ์ยาต้องมีความสามารถในการปกป้องยาเป็นพิเศษ เช่น ป้องกันความชื้น หรือกันแสงทะลุ “ไม่ใช่พลาสติกทั่วไปที่เราใช้ทำถุง หรือ ภาชนะทั่วไปอย่างกล่องพลาสติกที่ใส่อาหาร” นายสุรชัยบอก
โดยพลาสติกที่นำมาผลิตบรรจุภัณฑ์ยา เช่น พลาสติกที่กลุ่มน้ำเกลือใช้จะมีชื่อเรียกเฉพาะว่า PE:LUPOLEN 3220D หรือ PP:COSMOPOLENE W331 เป็นต้น

ที่มาของภาพ : Getty Photography
การจะเปลี่ยนภาชนะบรรจุยาก็ไม่สามารถทำได้ทันที เนื่องจากต้องมีการทดลองว่าหากเปลี่ยนแล้ว ตัวยาที่อยู่ข้างในจะยังคงคุณภาพไม่เปลี่ยนแปลง
“ถ้าสมมติจะเปลี่ยนจะต้องมีการทำการทดลองว่าเปลี่ยนแล้ว ตัวยาที่อยู่ข้างในยังคงคุณภาพไม่เปลี่ยนแปลง ทุกอย่างจะสามารถเหมือนกับภาชนะบรรจุเดิมไม่ต่ำกว่าระยะเวลา 6 เดือน ต้องผ่านไป 6 เดือนแล้วจึงสามารถเอาเอกสารมายื่น ขออนุญาตกับ อย. ได้”
อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็ได้ปรับตัวรับสถานการณ์แล้ว โดยออกมาตรการช่วยให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ โดยหนึ่งในนั้นคือ การให้ปรับเปลี่ยนภาชนะบรรจุ ในกรณีที่เกิดการขาดแคลนได้ โดยต้องมีมาตรฐานและความปลอดภัยเทียบเท่าหรือดีกว่าเดิม พร้อมเปิดช่องทางพิจารณาแบบเร่งด่วน (Immediate Tune) เพื่อให้การอนุมัติการปรับเปลี่ยนต่าง ๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ นายสุรชัย เน้นย้ำถึงความสำคัญในการแก้ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสกับตัวยา เพราะถึงแม้จะผลิตยาได้ แต่หากบรรจุภัณฑ์มีไม่เพียงพอก็จะไม่สามารถส่งมอบยาได้
“ต่อให้ผมได้ยามา ผมจะส่งไปยังไง ผมก็วางกองอยู่ไม่ได้ โรงพยาบาลจะมาขอตักเป็นทรายอย่างนั้นไปมันก็ไม่ได้ จะส่งเป็นกล่องก็ไม่ได้ ตอนนี้ก็กำลังลำบากใจกันอยู่” เขาบอก













