
รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความเห็นชอบแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวขั้นพื้นฐานลำดับต่อไป โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนพื้นที่ที่มีมาตรการรองรับภาวะท่องเที่ยวล้นเมือง (overtourism) ให้ครบ 100 แห่งภายในปี 2030 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดตัวเลขเป้าหมายในประเด็นนี้อย่างชัดเจน
สำนักข่าวเกียวโด รายงานว่า แผนดังกล่าวซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีระบุว่า คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมกำลังได้รับผลกระทบจากการรวมตัวของนักท่องเที่ยวจำนวนมากเกินไป ญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งของมาตรการรองรับเพื่อเตรียมรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ปัจจุบันมีพื้นที่ต้นแบบ 47 แห่ง รวมถึงเมืองเกียวโตทางตะวันตกของญี่ปุ่น ที่ได้เริ่มดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามเสียงสะท้อนของคนในท้องถิ่นไปบ้างแล้ว
สำหรับแผนพื้นฐานส่งเสริมการท่องเที่ยวขั้นต่อไปจะครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2026 ถึง 2030 โดยยังคงเป้าหมายเดิมในการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็น 60 ล้านคน และสร้างรายได้จากการใช้จ่าย 15 ล้านล้านเยน (ประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030
มาตรการรับมือภาวะท่องเที่ยวล้นเมืองภายใต้แผนนี้ ประกอบด้วยการลดความแออัดของถนนในท้องถิ่นและการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในบางพื้นที่ รวมถึงการยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กระจายตัวไปยังแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคอื่นมากขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลจะพิจารณาจัดทำแนวทางปฏิบัติสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวของรัฐ เกี่ยวกับการใช้ระบบ “นโยบายสองราคา” (Dual Pricing) ระหว่างผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ
เป้าหมายอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ การเพิ่มยอดใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 229,000 เยน หรือราว 55,400 บาท ในปี 2025 เป็น 250,000 เยน หรือประมาณ 60,500 บาท ภายในปี 2030 และตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่กลับมาเที่ยวซ้ำ จาก 27.61 ล้านคน เป็น 40 ล้านคน
ทั้งนี้ สถิติระบุว่าในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาญี่ปุ่นสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 42.7 ล้านคน พร้อมยอดใช้จ่ายสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 9.5 ล้านล้านเยน (ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท) โดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศราว 3.47 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขรายเดือนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา












