
‘ศาลปกครองสูงสุด’ สั่งเพิกถอนคำสั่งไล่ออก ‘สุวรรณ กู้สุจริต’ อดีตอธิบดีกรมพลศึกษา ปมถูกชี้มูลความผิด คดี ‘สร้างอาคาร-ปรับปรุงสนามกีฬาคลอง 6’ ระบุไม่มีมูลเป็นความผิดวินัยร้ายแรง ‘ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ’
………………………………………….
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อบ.391/2561 คดีหมายเลขแดงที่ อบ.3/2569 ระหว่างนายสุวรรณ กู้สุจริต อดีตอธิบดีกรมพลศึกษา (ผู้ฟ้องคดี) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กับพวกรวม 4 ราย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-4) โดยมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. ) เป็นผู้ร้องสอด
ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) มีคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 1092/2550 ลงวันที่ 28 ก.ย.2550 ปลดนายสุวรรณ ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย.2543 และมีคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 1539/2550 ลงวันที่ 4 ธ.ค.2550 เพิ่มโทษนายสุวรรณ จากปลดออกจากราชการ เป็นไล่ออกจากราชการ
กระทั่งต่อมานายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) ได้หนังสือ ที่ นร 1010.1/fifty three ลงวันที่ 28 ก.พ.2554 แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ไปยังนายสุวรรณ ซึ่งยื่นอุทธรณ์คำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 1539/2550 ลงวันที่ 4 ธ.ค.2550 โดยนายกฯเห็นควรให้ยกอุทธรณ์ของ นายสุวรรณ อันมีผลเป็นการแทนที่คำสั่งของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการที่ 1539/2550 ลงวันที่ 4 ธ.ค.2550 คือ ให้ลงโทษไล่นายสุวรรณออกจากราชการ
เนื่องจาก นายสุวรรณ ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพลศึกษา ในฐานะประธานกรรมการตรวจการจ้างการก่อสร้างอาคารเรียนและอาคารประกอบ (อาคารอเนกประสงค์) ภายในสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ 60 พรรษา (คลอง 6) และโครงการปรับปรุงก่อสร้างสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ (คลอง 6) สำหรับการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 และเฟสปิกเกมส์ ครั้งที่ 7
ได้ถูก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีมติชี้มูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติ หน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และ ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 82 วรรคสาม มาตรา 85 วรรคสอง และมาตรา 98 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ซึ่งนายสุวรรณ ไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง จึงนำมาฟ้องศาลฯ
โดยคดีนี้ ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของนายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1010.1/fifty three ลงวันที่ 28 ก.พ.2554 ที่ให้ยกอุทธรณ์ผู้ฟ้องคดี โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษา ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) คืนสิทธิและประโยชน์อันพึงมีพึงได้แก่ผู้ฟ้องคดี (นายสุวรรณ กู้สุจริต) โดยถือเสมือนว่าผู้ฟ้องคดีไม่เคยถูกลงโทษปลดออกและไล่ออกจากราชการ
“ด้วยเหตุผลตามที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อได้วินิจฉัยมาตามลำดับแล้วว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดี (นายสุวรรณ กู้สุจริต) ในฐานะประธานกรรมการตรวจการจ้างโครงการก่อสร้างและปรับปรุงสนามกีฬาสำหรับการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 และกีฬาเฟสปิกเกมส์ ครั้งที่ 7 หมวดงานที่ 4 อาคารบริการกลาง ตามสัญญาจ้างเลขที่ ก.4/2541 ลงวันที่ 14 ก.พ.2541
งานงวดที่ 6 งวดที่ 7 และงวดที่ 8 ในการจัดทำใบตรวจการจ้างและรับรองผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างงานงวดที่ 6 เมื่อวันที่ 14 ม.ค.2542 งวดที่ 7 และงวดที่ 8 เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2542 เสนอ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กระทรวงศึกษาธิการ) เพื่ออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าจ้างให้กับผู้รับจ้าง และในการเสนอความเห็นต่อที่ประชุมคณะกรรมการตรวจการจ้าง และร่วมมีมติกับคณะกรรมการตรวจการจ้างเห็นควรให้งดค่าปรับแก่ผู้รับจ้างก่อสร้างและปรับปรุงสนามกีฬาสำหรับการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 และกีฬาเฟสปิกเกมส์ ครั้งที่ 7 จำนวน 4 หมวดงาน
และผู้ฟ้องคดี (นายสุวรรณ กู้สุจริต) ในฐานะประธานกรรมการตรวจการจ้างโครงการก่อสร้างอาคารเรียนและอาคารประกอบ (อาคารอเนกประสงค์) ในการตรวจรับงานและรับรองผลงานของผู้รับจ้าง งานงวดที่ 3 ตามสัญญาจ้างเลขที่ ก.1/2540 ว่า งานแล้วเสร็จตามสัญญา และแก้ไขสัญญาก่อสร้างงานงวดที่ 4 รายการกำแพงกันดิน (Diaphragm Wall) รวมทั้งอนุมัติให้ปรับลดราคาค่าจ้างก่อสร้างภายหลังจากการแก้ไขสัญญาจ้าง
จึงเป็นไปโดยถูกต้องเหมาะสมแล้ว มิได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มีควรได้ หรือทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
กรณีจึงไม่มีมูลเป็นความผิดวินัยร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และหรือฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 82 วรรคสาม มาตรา 85 วรรคสอง และมาตรา 98 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ตามที่ผู้ร้องสอด ( ป.ป.ช. ) มีมติชี้มูลความผิด
ดังนั้น เมื่อคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 1092/2550 ลงวันที่ 28 ก.ย.2550 เรื่อง ลงโทษปลดออกจากราชการ ซึ่งถูกแก้ไขเพิ่มเติมเป็นไล่ออกจากราชการตามคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 1539/2560 ลงวันที่ 4 ธ.ค.2550 เรื่องเพิ่มโทษ ที่ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ดังนั้น คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (นายกรัฐมนตรี) ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1010.1/fifty three ลงวันที่ 28 ก.พ.2554 ที่ให้ยกอุทธรณ์ผู้ฟ้องคดี (นายสุวรรณ กู้สุจริต) ซึ่งมีผลเป็นการแทนที่คำสั่งของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการที่ 1539/2550 ลงวันที่ 4 ธ.ค.2550 เรื่อง เพิ่มโทษ ที่ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (นายกรัฐมนตรี) และผู้ร้องสอด ( ป.ป.ช. ) จึงฟังไม่ขึ้น
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ.ที่ นร 1010.1/fifty three ลงวันที่ 28 ก.พ.2554 ที่ให้ยกอุทธรณ์ผู้ฟ้องคดี และให้คืนสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้แก่ผู้ฟ้องคดี (นายสุวรรณ กู้สุจริต) โดยถือเสมือนว่าผู้ฟ้องคดีไม่เคยถูกลงโทษปลดออกและไล่ออกจากราชการ นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วน
โดยในส่วนที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดคำบังคับให้คืนสิทธิและประโยชน์อันพึงมีพึงได้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยถือเสมือนว่าผู้ฟ้องคดีไม่เคยถูกลงโทษปลดออกและไล่ออกจากราชการแต่อย่างใด นั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย โดยเห็นว่าควรกำหนดเป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา ตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง (8) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1010.1/fifty three ลงวันที่ 28 ก.พ.2554 ที่ให้ยกอุทธรณ์ผู้ฟ้องคดี โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษา ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) คืนสิทธิและประโยชน์อันพึงมีพึงได้แก่ผู้ฟ้องคดี (นายสุวรรณ กู้สุจริต) โดยถือเสมือนว่าผู้ฟ้องคดีไม่เคยถูกลงโทษปลดออกและไล่ออกจากราชการ” คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อบ.391/2561 คดีหมายเลขแดงที่ อบ.3/2569 ระบุ
อ่านประกอบ :
อดีต ขรก.คดีทุจริตสนามกีฬา 2 พันล้าน ยื่น ‘ประยุทธ์’ ขอกลับรับราชการหลังศาลยกฟ้อง
18 ปีคดีทุจริตสร้างสนามกีฬาคลอง 6 เริ่มต้นที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ยัง) ไม่จบที่ศาลปกครอง?
เปิดคำพิพากษาคดีสร้างสนามกีฬา 2 พันล้าน พยานซัดกันนัว-ยกฟ้องอดีตอธิบดีกับพวก













