5 วิธีแก้ปัญหาลูกหลานติดสื่อโซเชียล

ที่มาของภาพ : Getty Pictures

    • Author, เอเมอร์ มอโร
    • Position, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ บีบีซี นิวส์
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

หากคุณคือคนหนึ่งที่กำลังรับภาระดูแลบุตรหลาน ในฐานะพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กรุ่นใหม่ยุคไซเบอร์ คุณอาจจะโล่งใจและรู้สึกได้รับความเป็นธรรมขึ้นมาบ้าง เมื่อศาลสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่า บริษัทสื่อสังคมออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่างเมตา (Meta) และกูเกิล (Google) จงใจสร้างแพลตฟอร์มสื่อโซเชียลให้เยาวชนเสพติดมันได้ง่าย ทั้งยังมีเจตนาทำอันตรายต่อสุขภาพจิตของเด็กสาวคนหนึ่ง

ทนายความของ “เคลีย์” หรือนามสมมติของเด็กสาวคนดังกล่าว ฟ้องร้องต่อศาลว่าลักษณะบางอย่างในการใช้งานของแอปพลิเคชันอินสตาแกรม (Instagram) เช่นการเลื่อนหรือไถหน้าจอเพื่อดูเนื้อหาได้อย่างไม่สิ้นสุด เป็นสิ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้งาน “เสพติด” แอปพลิเคชันนั้น

แม้จะมีเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญไปทั่ว ว่าคำพิพากษาของศาลนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หรือ “ชั่วขณะแห่งการเปลี่ยนเกม” สำหรับบรรดาผู้ประกอบกิจการสื่อโซเชียลอย่างแท้จริง แต่คำตัดสินทางกฎหมายนี้กลับมีผลในทางปฏิบัติน้อยมาก สำหรับบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองทั่วโลก ที่เฝ้าพยายามอย่างเอาเป็นเอาเสียชีวิต เพื่อให้ลูกหลานเลิกเอาแต่จ้องมองจอโทรศัพท์ทั้งวัน และขลุกอยู่ในโลกออนไลน์ให้น้อยลง

บีบีซีได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลเด็กหลายคน จนได้ทราบถึงเคล็ดลับการแย่งชิงโทรศัพท์มือถือ ให้หลุดออกจากสองมือที่เกาะกุมยึดไว้แน่นของเด็กน้อย แม้จะเป็นเพียงชั่วขณะจิตเดียวก็ยังดี

1. เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ที่ทำได้จริงก่อน

ดร.เจน กิลเมอร์ นักจิตวิทยาเด็กชาวอังกฤษแนะนำว่า พ่อแม่จำนวนไม่น้อยที่ได้พลาดมอบแท็บเล็ตหรือสมาร์ตโฟนให้ลูกไปแล้ว ต่างก็คิดสงสัยว่าวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ก็คือการยึดคืนมาเสียเลยดีหรือไม่ แต่ความเห็นของดร.กิลเมอร์ มองว่าวิธีนี้อาจส่งผลเสียและไม่เกิดผลดีเท่าใดนัก

“การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เป็นนิสัยนั้นยากเสมอ” ดร.กิลเมอร์กล่าว ดังนั้นเธอจึงแนะนำให้พ่อแม่เริ่มปรับนิสัยลูก ในตอนที่ทุกคนมีอารมณ์สงบนิ่งและใจเย็น ไม่ใช่ในตอนที่ทะเลาะทุ่มเถียงกัน เพราะพ่อแม่ไปดุด่าลูกเรื่องติดสื่อโซเชียลมากเกินไป “สมองที่อยู่ในภาวะสงบนิ่ง สามารถจะสื่อสารกันได้ดีที่สุด” ดร.กิลเมอร์อธิบาย

ขั้นตอนแรกที่ส่งผลดีต่อการลดเวลาไถหน้าจอของลูกลง อาจเป็นการกำหนดสถานที่จุดใดจุดหนึ่งในบ้าน ให้เป็นสถานที่สำหรับวางและเก็บอุปกรณ์อย่างแท็บเล็ตหรือสมาร์ตโฟนโดยเฉพาะ เช่นที่ตู้วางของใบหนึ่ง “ลองกำหนดให้มีที่ชาร์จไฟสำหรับมือถือหรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์อื่น ๆ ไว้เพียงแห่งเดียว…ดังนั้นในเวลาที่แบตเตอรีหมดลง ก็ต้องเอาอุปกรณ์เหล่านี้กลับมาชาร์จไฟตรงตำแหน่งที่กำหนดไว้ ทำให้เด็ก ๆ ต้องหยุดใช้งานมันชั่วคราวไปโดยปริยาย”

2. เต็มใจให้ความร่วมมือ

ดร.แมเรียน เบเคอร์ นักจิตวิทยาเด็กอีกผู้หนึ่งให้คำแนะนำว่า เด็กที่เริ่มโตจนรู้ความแล้วรวมทั้งเด็กวัยรุ่น จะได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมถกปัญหา เกี่ยวกับการใช้เวลาหน้าจอของตนเอง ซึ่งการมีส่วนร่วมเพื่อช่วยกันแก้ปัญหานี้ ดีกว่าการบังคับขู่เข็ญวางกฎเกณฑ์จากพ่อแม่ฝ่ายเดียวมาก

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุด

Cease of ได้รับความนิยมสูงสุด

ในตอนแรกพ่อแม่ควรยอมรับว่า มีแรงกดดันจากเพื่อนฝูงและสังคมของเด็ก ที่ทำให้พวกเขาต้องใช้สื่อโซเชียลอยู่จริง การแสดงความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจในเรื่องนี้ จะช่วยโน้มน้าวให้ลูกกลับมายืนอยู่ข้างเดียวกับพ่อแม่ได้ไม่ยาก ดร.เบเคอร์ยังแนะนำให้ลองบอกลูกว่า “พ่อแม่เข้าใจดีว่านั่นคือวิธีที่ลูกจะผูกมิตรกับเพื่อนได้ พ่อแม่เข้าใจนะว่าจะมีแรงกดดันจากสังคมที่โรงเรียน หากลูกไม่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ พ่อแม่เข้าใจและเห็นใจจริง ๆ”

“ดังนั้นเรามาคุยกันเถอะว่า เราจะเริ่มสร้างพื้นที่เฉพาะสำหรับการใช้สื่อโซเชียลในแต่ละวันอย่างไร ทั้งในวันของครอบครัวและวันที่เป็นส่วนตัวของลูกเอง โดยไม่ให้ลูกนั่งจ้องหน้าจอมือถือตลอดเวลา”

โอลิเวีย เอ็ดเวิร์ดส์ โค้ชด้านการเลี้ยงลูกชื่อดังกล่าวเสริมว่า การสร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างพ่อแม่ลูก จะช่วยให้การควบคุมเวลาใช้งานสื่อโซเชียลของเด็ก ๆ เป็นไปได้ง่ายขึ้น “เราต้องมีสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับลูกหลานของเรา เพราะนั่นคือสิ่งที่จะนำไปสู่การยินยอมให้ความร่วมมือ และการแก้ปัญหาร่วมกันเป็นทีม” เธอยังบอกว่า สิ่งนี้อาจรวมไปถึงการแสดงความสนใจในเนื้อหาทางออนไลน์ที่ลูกชื่นชอบอย่างแท้จริงด้วย

3. เปลี่ยนเวลาไถหน้าจอเป็นโอกาสในการเรียนรู้

พ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า ตนเองตามไม่ทันกับกระแสหรือ “เทรนด์” ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างรวดเร็วในสื่อสังคมออนไลน์ ทว่าเรายังมีโอกาสที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จากอีกฝ่าย ด้วยการจับเข่านั่งคุยอย่างเปิดอกเรื่องการใช้เวลาหน้าจอมือถือ

“คุณอาจจะลองบอกว่า…ลูกรู้ไหมว่าสื่อโซเชียลทำงานอย่างไร ? รู้ไหมว่าแอปพลิเคชันต่าง ๆ มีกลไกการทำงานอย่างไร เพื่อที่จะให้ผู้คนจ้องมองมันอย่างไม่ละสายตา ? ลูกรู้ไหมว่ายิ่งคนใช้งานมันมากขึ้น พวกเขาก็จะยิ่งโกยเงินได้เพิ่มขึ้น ?” โอลิเวียกล่าว

ดร.กิลเมอร์ยังบอกด้วยว่า พ่อแม่สามารถจะสอนลูกให้มีความรู้ความเข้าใจต่อการใช้สื่อดิจิทัล (digital literacy) ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง “มันอาจจะมีเนื้อหาบางอย่างที่คุณกับลูกสามารถจะดูด้วยกันได้ หลังจากนั้นคุณอาจจะลองพูดขึ้นมาว่า เอาละ…ลูกเชื่อไหมว่านั่นคือเรื่องจริง ? เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันจริงหรือเท็จกันแน่ ?”

4. ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็น

เป็นที่ทราบกันดีว่าเด็ก ๆ มักชอบเลียนแบบพ่อแม่และผู้ใหญ่ในบ้าน ดังนั้นการส่งเสริมลักษณะนิสัยที่ดีในเรื่องการใช้เวลาหน้าจอมือถือ จึงอาจจะเกิดขึ้นได้จากการเริ่มทบทวนตัวเองบ้าง

ดร.เบเคอร์แนะนำวิธีที่สร้างความสบายใจต่อทุกฝ่ายว่า “เราอาจลองเริ่มบทสนทนา ด้วยการตำหนิตนเองให้ลูกฟังสักเล็กน้อย เช่นบอกว่าเราต่างก็ทำผิดในเรื่องนี้ พ่อกับแม่เองก็มีนิสัยการใช้โทรศัพท์มือถือ ในแบบที่ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร”

แม้ที่ผ่านมาคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตและโทรศัพท์มือถือ ได้กลายมาเป็นอุปกรณ์ที่มอบความบันเทิงให้กับคนทุกวัยตลอด 24 ชั่วโมง แต่ดร.กิลเมอร์บอกว่า ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถได้รับประโยชน์ จากการยอมรับและชื่นชมเวลาว่างที่แสนน่าเบื่อให้มากขึ้นสักหน่อย

“การเฝ้าหน้าจอทำให้เราเอาแต่ชะเง้อมองออกไปยังโลกภายนอก ทว่าการมองกลับเข้าไปยังโลกภายในของเรา แม้จะดูเหมือนกับกำลังจ้องมองความว่างเปล่า แต่ถ้าเรารู้จักเว้นระยะห่างให้พอดีและมีความเป็นกลาง มันจะเปิดโอกาสให้เราได้คิดทบทวนถึงอดีตที่ผ่านมา รวมทั้งวาดฝันถึงอนาคตและทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์”

“ดังนั้นเมื่อลูกหลานของคุณส่งเสียงประท้วงว่า พวกเขาไม่มีอะไรทำเพราะไม่ได้เล่นมือถือ และต้องนั่งจ้องความว่างเปล่าที่อยู่ตรงหน้า นั่นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้และเป็นสิ่งที่ส่งผลในเชิงบวกด้วยซ้ำ”

5. อย่าตื่นตระหนก

การอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานไม่เคยเป็นเรื่องง่าย แต่การเลี้ยงเด็กในยุคที่มีหน้าจออยู่ทุกหนแห่ง โดยที่เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่ามันมีผลต่อเราอย่างไรกันแน่ ถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงกังวลอย่างยิ่ง

ดร.โทนี แซมป์สัน อาจารย์ผู้สอนวิชาการสื่อสารดิจิทัล จากมหาวิทยาลัยเอสเซกซ์ของสหราชอาณาจักร บอกว่าบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองยุคใหม่ไม่ควรติดกับดักทางศีลธรรม ซึ่งจะทำให้เกิดความตื่นตระหนกตกใจได้

“มีแนวโน้มที่พ่อแม่ผู้เคร่งเครียดวิตกกังวลเกินเหตุ จะติดอยู่กับกระแสความตื่นกลัวพิษภัยจากสื่อโซเชียล จนมองไปว่าหัวสมองของวัยรุ่นทุกคน ล้วนเชื่อมต่อและติดแน่นอยู่กับการเสพติดสื่อโซเชียลอย่างแกะไม่ออก” ดร.แซมป์สันกล่าว

แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ก็คือ สมองของเด็กและวัยรุ่นมีสิ่งที่เรียกว่า “ความยืดหยุ่นของระบบประสาท” (neuroplasticity) หรือความสามารถของสมองในการปรับตัวเรียนรู้สิ่งใหม่ และฟื้นตัวกลับสู่สภาพที่ปราศจากการเสพติดสิ่งใด ๆ ได้ดีกว่าสมองของผู้ใหญ่

“เราได้ทำการศึกษามามากมาย เกี่ยวกับเรื่องที่สื่อโซเชียลบั่นทอนความมีสมาธิจดจ่อของคนเราได้อย่างไร ซึ่งในที่สุดก็พบว่า สื่อโซเชียลไม่ได้ทำลายสมาธิโดยตรง เพียงแต่มันจับความสนใจจดจ่อของเราเอาไว้ แล้วหันเหให้มุ่งไปยังการมีส่วนร่วม (engagement) ในเนื้อหาเชิงพาณิชย์แทน”

“อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีในเชิงบวก สามารถจะช่วยส่งเสริมความยืดหยุ่นของระบบประสาท ซึ่งจะก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ การสำรวจสิ่งใหม่ ๆ และการเรียนรู้” ดร.แซมป์สันกล่าวทิ้งท้าย