“น้ำมันหาย – เรือเทียบท่าล่าช้า – ปริมาณการใช้มากกว่าปกติ” ศบก. ยอมรับพบความผิดปกติ ในช่วงวิกฤตพลังงาน

ที่มาของภาพ : Royal Thai Authorities

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย นำทีมหน่วยงานความมั่นคงแถลงข่าวถึงความผิดปกติที่พบจากการตรวจสอบกระบวนการขนส่งน้ำมันในห้วงเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา (เมื่อ 3 เม.ย.)
เวลาอ่าน: 12 นาที

“เงินที่เรา…ให้กองทุนน้ำมันไปสนับสนุน ลิตรละประมาณ 17 บาทนี่ เรามีเจตนารมย์ที่จะต้องการสนับสนุนพี่น้องประชาชนผู้ใช้น้ำมันที่เป็นคนไทย/ชาวไทย ผู้สัญจรตามท้องถนนนะครับ ไม่ใช่เป็นการสนับสนุนให้เกิดการกักตุนหรือการลักลอบขนถ่ายน้ำมันของเราไปขายยังต่างประเทศ”

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวช่วงหนึ่งในการแถลงข่าวของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ในวันนี้ (3 เม.ย.) ที่ผ่านมา ที่มีการระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะด้านความมั่นคง ร่วมกันแถลงข่าวถึงความผิดปกติในกระบวนการขนส่งน้ำมันในไทยห้วงเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ที่เกิดความขาดแคลนจนประชาชนต้องต่อแถวคิวยาวเหยียดเพื่อรอเติมน้ำมัน ไปจนถึงวัดบางแห่งประสบปัญหาในหาซื้อน้ำมันมาเผาศw

นายกรัฐมนตรีและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุถึงความผิดปกติกระบวนการขนส่งน้ำมันในห้วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งน้ำมันหาย มีการประวิงเวลาในการขนส่งน้ำมันทางทะเล ไปจนถึงพบการขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทาง ขณะที่แม้ภายในประเทศมีบรรยากาศของการขาดแคลนน้ำมัน แต่ข้อมูลกลับพบว่าหลังเกิดสงครามในอิหร่านได้หนึ่งเดือน ตัวเลขการใช้น้ำมันของไทยกลับเพิ่มขึ้นวันละเกือบ 20 ล้านลิตร

ก่อนหน้านี้ นายอนุทินให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลายสำนักในวันที่ 19 มี.ค. ที่ผ่านมา ที่รัฐสภา ต่อกรณีน้ำมันขาดตลาด ซึ่งมีข้อมูลระบุว่า มีน้ำมันหายไปจากตลาดมากถึง 10,000 ลิตรนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันว่า ไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลน ขณะที่การนำเข้าน้ำมันดิบนั้น ยังมีสภาพเป็นปกติ ไม่ได้ลดกำลังการผลิต และผลผลิตที่กลั่นออกมา ก็เป็นปกติ เพียงแต่ช่วงนี้มีความวิตกกังวลของประชาชน จึงมีปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มมากขึ้นประมาณ 10 กว่าล้านลิตร

นายอนุทิน ยังปฏิเสธด้วยว่า “ยังไม่มีไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมัน มีแต่ประชาชนที่กังวลแล้วกักตุนน้ำมัน”

และนี่คือข้อมูลที่มีการเปิดเผยจากนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานความมั่นคงต่าง ๆ ล่าสุดในวันนี้

“อนุทิน” เผย 3 ความผิดปกติในระบบขนส่งน้ำมันเข้าข่ายกักตุน – ค้ากำไร สั่ง DSI ขยายผล

นายอนุทิน ระบุระหว่างการแถลงข่าว ศบก. ถึงมาตรการของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามความพยายามของผู้ที่ต้องการจะกักตุนและลักลอบขายน้ำมันในห้วงที่ผ่านมา โดยบอกว่า เขาได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยึดหลักการ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” โดยมีการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตาม “พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516” ในการตรวจสอบติดตามและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กักตุนน้ำมัน “อย่างเฉียบขาดและเคร่งครัด” เมื่อพบผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ประกอบด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครอง ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินการของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่และระดับกลาง ซึ่งผลการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันทั้งหมดจนถึงเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา พบรูปแบบการกักตุนและค้ากำไรดังนี้

  • มีการประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเล เช่น ลอยลำเรือไว้ไม่ให้เข้ามาในคลังตามเวลาที่ควรจะเป็นตามปกติ เพื่อหวังให้มีการประกาศเพิ่มราคา
  • มีการปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ไปยังสถานีบริการหรือลูกค้าปลายทาง
  • มีการขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน ซึ่งตอนนี้กำลังดำเนินการตรวจสอบและขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือกลุ่มที่ทำผิดกฎหมายใดบ้าง โดยเชื่อว่ามีการลักลอบขนถ่ายกลางทะเล
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุด

Cease of ได้รับความนิยมสูงสุด

นอกจากนี้ เขายังเปิดเผยว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับการรายงานปริมาณน้ำมันระหว่างหน่วยตรวจสอบ คือกรมเจ้าท่า กรมธุรกิจพลังงาน กับข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นที่ได้จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ของกรมสรรพสามิตด้วย ซึ่งจะตรวจสอบยืนยันกับฐานข้อมูลการเดินเรือของ ศรชล. และจะขยายผลการตรวจสอบการขนส่งทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่า มีการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไข เช่นมีการส่งออกน้ำมันเกินที่ได้ขออนุญาตกันไว้หรือไม่

นายอนุทินย้ำว่า การกระทำทั้งหมดคือ “การค้ากำไรเกินควร” ในห้วงที่เกิดวิกฤตพลังงานของโลก ที่ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาส่วนต่างของต้นทุนกับราคาขายมากขึ้น ซึ่งจนถึงปัจจุบัน กองทุนน้ำมันได้ขาดทุนกว่า 50,000 ล้านบาท จากการชดเชยต้นทุนเช่นนี้

” เงินที่เรา…ให้กองทุนน้ำมันไปสนับสนุน ลิตรละประมาณ 17 บาทนี่ เรามีเจตนารมย์ที่จะต้องการสนับสนุนพี่น้องประชาชนผู้ใช้น้ำมันที่เป็นคนไทย/ชาวไทย ผู้สัญจรตามท้องถนนนะครับ ไม่ใช่เป็นการสนับสนุนให้เกิดการกักตุนหรือการลักลอบขนถ่ายน้ำมันของเราไปขายยังต่างประเทศ

เพราะฉะนั้น จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องดำเนินการปราบปรามเรื่องพวกนี้อย่างเด็ดขาด ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบและเป็นส่วนสำคัญทำให้ทำให้เกิดภาวะการขาดแคลนน้ำมันทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมา” นายอนุทินกล่าว

เขายังระบุอีกว่าหลังจากนี้จะมีการมอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ตรวจสอบและขยายผลคดีต่าง ๆ ข้างต้นเป็นคดีพิเศษ และให้ดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาความเดือดร้อนเหล่านี้ และได้ดำเนินการให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้สังคมได้ทราบข้อเท็จจริง โดยหลังจากนี้จะใช้มาตรการเชิงป้องกันในการเฝ้าระวังจากสิ่งที่ได้ตรวจพบ ควบคู่ไปกับการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดต่อไป

ที่มาของภาพ : Supattra Plongklum/ Thai News Pix

ประชาชนออกมาต่อคิวรอเติมน้ำมันล้นปั๊มในช่วงค่ำวันที่ 1 เม.ย. หลังคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซล ก่อนที่ราคาขายปลีกน้ำมันจะปรับสูงขึ้นในช่วงเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น

พบพิรุธตัวเลขใช้น้ำมันเพิ่มเกือบ 20 ล้านลิตรต่อวันหลังสงคราม

นายกรัฐมนตรียังกล่าวเสริมในช่วงต่อมาด้วยว่า สาเหตุที่ทำให้เขาสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมมือกันเข้าไปตรวจสอบ เพราะพบพิรุธจากตัวเลขการใช้น้ำมันในแต่ละวัน เนื่องจากช่วงก่อนวันที่ 1 มี.ค. ไทยมีตัวเลขการใช้น้ำมันอยู่ที่ราว 67 ล้านลิตรต่อวัน แต่ต่อมาในช่วงเวลาราวหนึ่งเดือนหลังเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ปรากฏว่าตัวเลขการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 85 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเมื่อไปตรวจสอบทั้งในระบบเศรษฐกิจ ระบบของการผลิต ระบบภาคอุตสาหกรรม “ไม่มีสิ่งบอกเหตุใด ๆ ที่ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ต้องไปใช้น้ำมันถึงขนาดนี้”

เขาระบุว่าเมื่อพบความผิดปกติดังกล่าว พวกเขาจึงสันนิษฐานว่า “จะต้องเกิดการลักลอบแล้วก็กักตุน” ซึ่งเมื่อส่งหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบจึงพบความผิดปกติดังกล่าว

ก.ยุติธรรม พบน้ำมันขนส่งทางทะเลหาย 57 ล้านลิตร ใน จ.สุราษฏร์ธานี

ด้านนายรุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวของ ศบก. ถึงกรณีของ จ.สุราษฎร์ธานีที่มีการพบว่าน้ำมันหายระหว่างกระบวนการขนส่งไปเป็นจำนวน 57 ล้านลิตร

เขาไล่เรียงว่าจากการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางในกรณีนี้ พบว่ามีเรือบรรทุกน้ำมันเดินทางออกจากคลังน้ำมัน 6 แห่งจาก จ.สุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 96 เที่ยว โดยมีปริมาณน้ำมันที่ออกจากคลังน้ำมันทั้งหมด 217 ล้านลิตร แต่ในระหว่างการเดินทางพบว่ามีน้ำมันหายไปบางส่วน โดยไปถึงปลายทางใน จ.สุราษฎร์ธานีเพียง 160 ล้านลิตร เท่านั้น

รมว.ยุติธรรรม กล่าวอีกว่า การดำเนินการในคดีต่าง ๆ จะดำเนินการไปในรูปแบบเดียวกัน เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยจะนำเคสของ จ.สุราษฎร์ธานี ในเรื่องการขนถ่ายน้ำมันกลางทะเล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ และมีหลักการวิทยาศาสตร์ที่สามารถตรวจสอบได้ เป็นแบบอย่าง จากนั้นจะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษ และจะมีการดำเนินการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ หากพบการกระทำผิดก็จะมีการแจ้งข้อหาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

ที่มาของภาพ : Supattra Plongklum/ Thai News Pix

ปั๊มน้ำมันส่วนหนึ่งติดป้ายระบุว่าน้ำมันชนิดต่าง ๆ อาทิ ดีเซล และแก๊สโซฮอล์ 95 “หมด” เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ขณะที่ปั๊มอื่น ๆ นอกเหนือจากในภาพนี้ก็มีส่วนหนึ่งที่ติดป้ายระบุว่าน้ำมันยังอยู่ในระหว่าง “รอการจัดส่ง”

ศรชล. พบเรือบรรทุกน้ำมันประวิงเวลาเทียบท่าเกือบ 50 ล้านลิตร

นอกจากน้ำมันหาย อีกประเด็นปัญหาที่มีการเปิดเผยในการแถลงข่าววันนี้ คือกรณีเรือขนส่งน้ำมัน “ประวิงเวลา” โดยเข้าเทียบท่าล่าช้า เพื่อรอให้น้ำมันมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

ประเด็นนี้ถูกเปิดเผยโดย พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ที่กล่าวว่า ในช่วงเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ทาง ศรชล. ได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดในการตรวจสอบสกัดการลักลอบขนส่งน้ำมันในทะเล ตามข้อสั่งการของนายกฯ เมื่อ 6 มี.ค. ที่มีการประกาศมาตรการลดขนส่งน้ำมันไปยังกัมพูชา

เสนาธิการทหารเรือระบุว่า ศรชล. ได้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ลงพื้นที่ตรวจสอบโดยเฉพาะในจ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเน้นตรวจสอบเรื่องเส้นทางและพฤติกรรมการเดินเรือที่มีการขนส่งน้ำมันในพื้นที่ทางทะเลของไทย พบว่าจากการเดินเรือทั้งหมด 96 เที่ยวช่วงเดือน มี.ค. พบความผิดปกติจำนวน 20 เที่ยวเรือ ที่เดินเรือช้ากว่าปกติในลักษณะที่อาจเข้าข่ายการกักตุนน้ำมันด้วยการชะลอหรือประวิงเวลาในการเดินทาง โดยลักษณะของความผิดปกติแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่

  • เดินเรือล่าช้ากว่าเดิมประมาณหนึ่งวัน จำนวน 13 เที่ยวเรือ มีปริมาณน้ำมันอยู่ที่ 35,764,709 ลิตร
  • เดินเรือล่าช้ากว่าเดิมประมาณสองวันกว่าจะเข้ามาเทียบท่า จำนวน 7 เที่ยวเรือ มีปริมาณน้ำมัน 16,235,294 ลิตร

พล.ร.อ.ธาดาวุธ ระบุว่า ปริมาณทั้งหมดบนเรือที่เข้ามาเทียบท่าล่าช้านั้นรวมกันแล้วคิดเป็นเกือบ 50 ลิตร ซึ่งถือเป็นปริมาณที่มีนัยสำคัญที่ต้องตรวจสอบต่อ และแม้จะล่าช้าเพียงวันเดียวปรับราคาน้ำมันก็ทำให้น้ำมันบนเรือมีมูลค่าสูงขึ้น

เขายังระบุด้วยว่า ศรชล. ยังตรวจสอบพบพฤติกรรมเรือบางกลุ่มที่มีการเทียบเรือกลางทะเลในเวลานาน ทั้งแนวชายแดนและในเขตของไทย ซึ่งคาดว่าอาจมีการขนถ่ายน้ำมันอย่างที่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกล่าวถึงได้ โดยขณะกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบอย่างละเอียดและดำเนินการต่อหากพบมีการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งจะมีการส่งข้อมูลต่อไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ

ตำรวจ พบปั๊มน้ำมันและคลังน้ำมันมีพฤติกรรมเข้าข่ายกักตุนน้ำมัน

ที่มาของภาพ : Supattra Plongklum/ Thai News Pix

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ (ขวาสุด) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมัน ย่านลำลูกกา เมื่อ 29 มี.ค.

ด้าน พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการสุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันที่ปิดตัวลง พบว่ามีสถานีบริการน้ำมัน 27 แห่ง และจ๊อบเบอร์ 12 รายที่ทำหน้าที่ส่งน้ำมันไปที่สถานีบริการน้ำมันที่ปิดตัวลง ซึ่งจากการตรวจสอบผู้ประกอบการทั้ง 39 แห่งดังกล่าว พบว่ามีอยู่จำนวน 6 แห่ง ที่น่าสงสัยและเชื่อว่ามีการกักตุนน้ำมัน โดยมีการจับกุมเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งแล้ว

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า วิธีการที่ “น่าเชื่อว่า” นำไปสู่การกักตุนและนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในระหว่างช่วงวิกฤต ประกอบด้วย

  • การที่มีน้ำมันในคลังแต่จ่ายน้อยลง: เจ้าหน้าที่พบว่า โดยปกติในเดือน ก.พ.จะมีการจ่ายน้ำมันอยู่ประมาณ 18 ล้านลิตร แต่ในช่วงเดือน มี.ค. มีการจ่ายน้ำมันลดลงเหลืออยู่เพียง 17 ล้านลิตร ซึ่งที่ผ่านมาโรงกลั่นน้ำมันมีการกลั่นน้ำมัน 100% แต่พอน้ำมันไปถึงคลังแล้วกลับพบว่ามีการจ่ายน้ำมันผิดปกติ ซึ่งมีลักษณะเป็นการเก็งกำไร เช่น คลังน้ำมันแห่งหนึ่งทางภาคเหนือที่ลดการจ่ายจาก 2 ล้านลิตร เป็น 1.2 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่จากการตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันต่าง ๆ ในภาคเหนือตอนล่างยังพบการขาดแคลนน้ำมันอย่างมากด้วย
  • คลังน้ำมันบางส่วนไม่มีน้ำมัน: พบคลังน้ำมันประมาณ 4 แห่ง ที่ถูกลดโควตาลงทั้ง ๆ ที่โรงกลั่นก็มีการส่งน้ำมันไปให้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะมีการตรวจสอบเพิ่มเติม

พล.ต.อ.ธัชชัย ระบุด้วยว่า ตำรวจยังพบและมีการจับกุมในสถานีบริการน้ำมันบางส่วนที่มีการสั่งน้ำมันไป แต่ไม่ได้ลงน้ำมันในสถานีบริการน้ำมัน ในทางกลับกันกลับนำน้ำมันข้ามไปจำหน่ายนอกสถานีบริการของตัวเองโดยค้ากำไรเกินกว่าที่ขายหน้าปั๊มอยู่ที่ 10 บาทต่อลิตร โดยมีการส่งไปขายในภาคส่วน เช่น ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเกษตรกรรม

“เรามีการจับกุมเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าสถานีบริการน้ำมันได้สั่งน้ำมันไปลงที่ลาดกระบัง แต่แท้ที่จริงแล้วนำไปลงที่ จ.นครสวรรค์ และพบการกักตุนน้ำมันอยู่หลังบริเวณปั๊มน้ำมัน ซึ่งลักษณะนี้เราเชื่อว่าจะมีพฤติกรรมอย่างนี้อยู่หลายที่ และในขณะนี้อยู่ในระหว่างการขยายผล” รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าว

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบการลักลอบส่งออกน้ำมันเพื่อไปขายในประเทศเพื่อนบ้านที่ อ.แม่สอด จ.ตาก โดยมีปริมาณจำนวนน้ำมันประมาณ 40,000 ลิตรและคาดว่าจะมีการขยายผลต่อไป

ที่มาของภาพ : Supattra Plongklum/ Thai News Pix

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าได้มีการตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันและจ๊อบเบอร์ต่าง ๆ ก่อนจะพบว่าบางแห่งมีการจ่ายน้ำมันผิดปกติ (ภาพการลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมัน ย่านลำลูกกา เมื่อ 29 มี.ค.)