เปิดโลกอารยธรรมโบราณลุ่มแม่น้ำสินธุที่ก้าวหน้า แต่เรารู้จักเพียงน้อยนิด

ที่มาของภาพ : DEA / A Dagli Orti by diagram of Getty Photography

Article Details
    • Writer, เดซี สตีเฟนส์
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

บ้านก่อด้วยอิฐหลายชั้น ถนนที่ถูกจัดวางเป็นระเบียบ และระบบระบายน้ำที่ทันสมัยพร้อมห้องสุขาแบบชักโครก ฟังดูคุ้น ๆ ไหม

นี่อาจฟังดูเหมือนเมืองสมัยใหม่ แต่จริง ๆ แล้วนี่คือภาพเมืองในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุโบราณเมื่อหลายพันปีก่อน

เชื่อกันว่าอารยธรรมนี้มีความซับซ้อนมากและดำรงอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับยุคอียิปต์โบราณและเมโสโปเตเมียโบราณ แต่เรารู้เกี่ยวกับอารยธรรมแห่งนี้ค่อนข้างน้อย

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ปริศนานี้ส่วนหนึ่งมาจากอักษรที่ยังถอดรหัสไม่ได้ รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าสังคมของพวกเขาอาจมีความยุติธรรมมากกว่าสังคมอื่น ๆ ในยุคนั้น

พวกเขาเป็นใคร

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุมีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในช่วงระหว่าง 2,600 ถึง 1,900 ปีก่อนคริสตกาล แม้ว่าการพัฒนาจะเริ่มต้นมานานกว่านั้น คือประมาณ 4,000 ปีก่อนคริสตกาล ตามที่ ดร.สังการาลิงกัม ราเมช อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนในสหราชอาณาจักรกล่าวไว้

อารยธรรมนี้มีศูนย์กลางอยู่รอบแม่น้ำสินธุ ในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันคือประเทศปากีสถานและอินเดีย มันประกอบด้วยชุมชนเกษตรกรรม รวมถึงเมืองขนาดเล็กใหญ่ต่าง ๆ มากกว่า 1,400 แห่ง ซึ่งเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือ เมืองฮารัปปา (Harappa) และเมืองโมเฮนโจ-ดาโร (Mohenjo-Daro)

ที่มาของภาพ : BBC/Getty Photography

ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ได้แก่ สถานที่ตั้งอยู่ในเอเชียใต้ เมืองที่ได้รับการวางแผนไว้อย่างดี ระบบการปกครองแบบแบ่งปันอำนาจการปกครอง และดูเหมือนจะเป็นสังคมที่ค่อนข้างสงบสุข

ดร.ราเมช กล่าวว่า อาณาจักรนี้มีขนาดใหญ่กว่าทั้งอียิปต์โบราณและเมโสโปเตเมียโบราณ โดยมีประชากรราว 1 ล้านคนกระจายอยู่ใน 80,000 ชุมชน

และอาณาจักรนี้ได้รับการยกย่องว่ามีความโดดเด่นด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed finding outได้รับความนิยมสูงสุด

Discontinue of ได้รับความนิยมสูงสุด

1. การวางผังเมืองที่ก้าวหน้า

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุเป็นหนึ่งในอารยธรรมแรก ๆ ที่สร้างบ้านเรือนด้วยอิฐ และพวกเขายังใช้อิฐขนาดมาตรฐานอีกด้วย ตามข้อมูลจาก ดร.ราเมช

“เมืองต่าง ๆ ถูกวางผังเป็นมุมฉากและตั้งฉาก โดยมีถนนเป็นเส้นตรง” เขากล่าว

“นอกจากนี้ยังมีบ่อน้ำ บ้านเรือนทั้งหลายมีห้องสุขา… มีระบบระบายน้ำเสียก่อนพวกโรมันถึง 2,000 ปี”

ดร.ราเมช กล่าวว่า ระบบระบายน้ำเสียนี้ ประกอบกับการขุดค้นห้องอาบน้ำ แสดงให้เห็นว่าอารยธรรมนี้ตระหนักถึงโรคภัยไข้เจ็บและ “ให้ความสำคัญกับความสะอาด”

ที่มาของภาพ : DEA / W Buss by diagram of Getty Photography

เมืองต่าง ๆ ในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุมีถนนที่เป็นเส้นตรงและบ้านเรือนก่อด้วยอิฐ

ความหนาแน่นของพื้นที่เมืองยังเอื้ออำนวยต่อระบบโลจิสติกส์ของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งส่งผลให้เกิดการค้าขายขึ้น

“พวกเขาค้าขายกับอารยธรรมเมโสโปเตเมียโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวัตถุดิบต่าง ๆ อย่างเช่น ไม้ ลูกปัด ทองแดง ทองคำ และสิ่งทอจากฝ้าย” ดร.ราเมช กล่าว

2. การปกครองแบบตัดสินใจร่วมกัน

ดร.ราเมช กล่าวว่า การจัดระเบียบพื้นที่เมืองยังแสดงให้เห็นถึงสิ่งอื่นอีกด้วย

“นี่เป็นหลักฐานว่ามีหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นที่ทำงานได้ดี… คอยดูแลโครงสร้างพื้นฐานของเมืองและชุมชน” เขากล่าว

“รูปแบบการปกครองของพวกเขาซับซ้อนกว่า เป็นการปกครองแบบตัดสินใจร่วมกันมากกว่าแบบรวมศูนย์อำนาจ และไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่ามีพระราชวังหรือขุนนาง”

เขากล่าวว่า สิ่งนี้ดูเหมือนจะทำให้อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุแตกต่างจากสังคมอื่น ๆ ที่เทียบเคียงกันได้

ที่มาของภาพ : Leemage/Corbis by diagram of Getty Photography

มีการขุดค้นโบราณวัตถุมากมายจากแหล่งโบราณคดีลุ่มแม่น้ำสินธุ รวมถึงรูปปั้นดินเผานี้ แต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่รู้

“หลักฐานทางโบราณคดีชี้ให้เห็นว่าการปกครองนั้นไม่ได้เน้นที่ผู้ปกครองที่โอ้อวดเหมือนในอียิปต์หรือเมโสโปเตเมีย ซึ่งฟาโรห์และสถาบันต่าง ๆ ที่เกี่ยวโยงกับพระราชวัง-วิหารทางศาสนา สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน” เขากล่าว

“ในภูมิภาคเหล่านั้น อำนาจถูกรวมศูนย์และมองเห็นได้ชัดเจนผ่านอนุสรณ์สถาน เอกสารราชการ และการแสดงออกของราชวงศ์” เขาอธิบาย

3. ค่อนข้างมีความสันติและความเท่าเทียมกัน

มีหลักฐานบ่งชี้ว่ามีลำดับชั้นทางสังคมอยู่บ้างในลุ่มแม่น้ำสินธุ แต่ก็ถือว่ามีน้อยกว่าในสังคมอื่น ๆ ในยุคนั้น

“การแบ่งชั้นทางสังคมนั้นสังเกตเห็นได้ง่ายกว่าในอียิปต์และเมโสโปเตเมีย… ในลุ่มแม่น้ำสินธุ ความต่างของขนาดบ้านมีอยู่จริง แต่โดยทั่วไปแล้วจะมีความต่างน้อยกว่า” ดร.ราเมช กล่าว

ในขณะที่นักโบราณคดีพบโครงกระดูกบางส่วนที่มีหลักฐานของการบาดเจ็บ แต่บางคนคิดว่าผู้คนในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุมีความสงบสุขมากกว่าสังคมอื่น ๆ

“มีสัญลักษณ์ที่บ่งถึงสงครามที่ชัดเจนน้อยมาก มีบริบทของชนชั้นสูงที่มีอาวุธค่อนข้างน้อย และตัวอย่างโครงกระดูกบางส่วนแสดงให้เห็นอัตราการบาดเจ็บที่กะโหลกศีรษะต่ำกว่าในบางพื้นที่ของตะวันออกใกล้ (Arrive East) โบราณ” ดร.ราเมช กล่าว

ที่มาของภาพ : AFP by diagram of Getty Photography

จากการศึกษาพบว่า อัตราการเกิดการบาดเจ็บที่กะโหลกศีรษะในแหล่งฝังศwของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุนั้นต่ำกว่าเมื่อเทียบกับสังคมโบราณแห่งอื่น ๆ

อย่างไรก็ดี เขายอมรับว่านั่นไม่ได้หมายความว่า พวกเขาไม่ได้ใช้ความรุนแรง และการขาดหลักฐานอาจเป็นผลมาจากอคติในการอนุรักษ์

“หากสังคมใดไม่เผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับสงครามผ่านอนุสาวรีย์และข้อความที่คงทน หรือหากวัสดุเหล่านั้นไม่คงอยู่แล้ว ผู้สังเกตการณ์ในภายหลังอาจได้รับ ‘สัญญาณ' ของความขัดแย้งที่เบาบางกว่า แม้ว่าความรุนแรงจะมีอยู่จริงก็ตาม” เขากล่าว

มีปริศนาอะไรเหลืออยู่บ้าง

แต่ยังมีอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ

ดร.ราเมช อธิบายว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังไม่ได้มีการขุดค้นมากนัก

“พวกเขายังคงค้นพบแหล่งโบราณสถานในอินเดียตะวันตก และอารยธรรมนี้ยังขยายไปถึงอัฟกานิสถานด้วย และเนื่องจากสถานการณ์ที่นั่นไม่เอื้ออำนวยให้สามารถขุดค้นได้มากนักในขณะนี้” เขากล่าว

นี่อาจเป็นเพราะลักษณะของสิ่งก่อสร้างและวิธีการที่พวกเขาใช้ก่อสร้างด้วย

“อียิปต์และเมโสโปเตเมียทิ้งอนุสรณ์สถานหินที่ทนทานไว้… ขณะที่อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุสร้างสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ด้วยอิฐโคลนและอิฐเผา” เขากล่าว

“เมื่อไม่มีวิหารหินขนาดใหญ่ พระราชวัง หรือสุสานหลวง… การสร้างภาพจำลองอารยธรรมสินธุขึ้นมาใหม่จึงทำได้ยากกว่า”

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง นั่นคืออักษรของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุต่างจากอักษรลิ่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบการเขียนที่เก่าแก่ที่สุดของเมโสโปเตเมียโบราณ

จนถึงตอนนี้ นักโบราณคดียังไม่สามารถถอดรหัสอักษรของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุได้

ที่มาของภาพ : DEA / G Nimatallah by diagram of Getty Photography

อักษรที่พบในตราประทับของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุยังไม่สามารถถอดรหัสได้จนถึงปัจจุบัน

อักษรดังกล่าวถูกพบในตราประทับที่แหล่งโบราณคดีลุ่มแม่น้ำสินธุ และเป็น “อักษรที่ถูกนำไปถอดรหัสอย่างกว้างขวางที่สุด แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถถอดรหัสได้จริง” ดร.นิชา ยาดาฟ จากสถาบันวิจัยพื้นฐานทาทาในนครมุมไบ ของอินเดีย กล่าวติดตลก

“ทุก ๆ 10 วัน ฉันจะได้รับอีเมลที่บอกว่า ‘โอเค ฉันถอดรหัสอักษรสินธุได้แล้ว'” เธอกล่าว

แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการตีความใดที่ได้รับการยอมรับทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นเอกฉันท์

ยาดาฟกล่าวว่า การถอดรหัสอักษรของอารยธรรมโบราณแห่งนี้นั้นยาก เพราะมันสั้นมาก โดยปกติจะมีสัญลักษณ์เพียง 5 ถึง 14 ตัวต่อตราประทับ และจนถึงขณะนี้ยังไม่พบสิ่งของประเภทศิลาจารึกแบบ ศิลาโรเซตตา (Rosetta Stone) ที่จะนำมาใช้ถอดรหัสอักษรนี้ได้

ทั้งนี้ ศิลาโรเซตตาคือแผ่นศิลาที่แสดงพระราชกฤษฎีกาที่จารึกด้วยอักษรสามแบบ ได้แก่ อักษรไฮโรกลีฟิก (hieroglyphics) ของอียิปต์ อักษรเดโมติกของอียิปต์ และอักษรกรีกคลาสสิก ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการถอดรหัสอักษรไฮโรกลีฟิก

แต่การวิจัยของเธอเอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการค้นหารูปแบบในสัญลักษณ์ต่าง ๆ โดยใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ ได้พบหลักฐานของไวยากรณ์ ซึ่งเป็นกฎที่ควบคุมโครงสร้างประโยค และ “ตรรกะพื้นฐาน” ในอักษรนั้น

“ถ้าเราอ่านมันได้… มันจะเหมือนกับกุญแจดอกเดียวที่เปิดประตูได้หลายบาน” เธอกล่าว “และผ่านประตูแต่ละบาน ความรู้มากมายจะหลั่งไหลเข้ามา ซึ่งจะบอกเราถึงสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเกี่ยวกับแง่มุมต่าง ๆ ของอารยธรรมนี้”

ยาดาฟ กล่าวว่า อักษรดังกล่าวอาจให้เบาะแสเกี่ยวกับความเชื่อและโลกทัศน์ของอารยธรรมนั้น รวมถึงให้ความกระจ่างมากขึ้นเกี่ยวกับการค้าขายและบทบาทของตราประทับเหล่านั้น

ที่มาของภาพ : Angelo Hornak/Corbis by diagram of Getty Photography

การถอดรหัสอักษรโบราณอาจให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คนในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุได้

เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา

หนึ่งในทฤษฎีหลักที่อธิบายถึงความเสื่อมถอยของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุคือ การเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม

“สถานที่แห่งนี้เริ่มถูกทิ้งร้างราว 1900 ปีก่อนคริสตกาล และนักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้สรุปว่า สาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูมรสุม” ดร.ราเมช กล่าว

เขากล่าวว่าการขุดค้นในเมืองโมเฮนโจ-ดาโรยังพบหลักฐานว่า ผู้คนพยายามบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากภัยน้ำท่วม

ดร.ราเมช คิดว่า การทำความเข้าใจเรื่องนี้อาจมีนัยต่อสังคมสมัยใหม่ เพราะหากธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยละลายเร็วขึ้นในปัจจุบัน ประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยได้

เขากล่าวว่า การปกครองโดยอาศัยฉันทามติของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ซึ่งเอื้อต่อการคิดในระยะยาวนั้น ไม่เพียงพอที่จะช่วยพวกเขาได้ แต่ก็อาจช่วยสังคมสมัยใหม่ได้

“พวกเขาไม่มีเทคโนโลยีที่จะตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ” เขากล่าว

“แต่เรามีศักยภาพทางเทคโนโลยีนั้น และสามารถใช้เทคโนโลยีของเราอย่างชาญฉลาดมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าอารยธรรมของเราจะดำรงอยู่ต่อไปได้”