
เหตุใดปากกาลดน้ำหนักจึงไม่ใช่ทางออกที่แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

ที่มาของภาพ : Getty Pictures
- Author, เมลิสซา โฮเกนบูม
- Role, ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายสุขภาพ บีบีซีนิวส์
- เวลาอ่าน: 14 นาที
ซาราห์ เลอ บร็อก มีประสบการณ์ตรงกับยาลดน้ำหนักที่ผลลัพธ์ของมันเรียกว่าเปลี่ยนชีวิตของเธอเลยทีเดียว เธออยู่กับภาวะโรคอ้วนมาตลอดช่วงเกือบทั้งหมดของชีวิตวัยผู้ใหญ่ และเคยลองควบคุมอาหารมาสารพัดรูปแบบ
“ไม่ว่าอะไรจะออกมาใหม่ ฉันก็มักคิดว่า ‘ลองดูเถอะ เพราะมันอาจได้ผลกับฉัน'” เธอกล่าว และบอกกับรายการอินไซด์ เฮลท์ (Internal Neatly being) ของบีบีซีว่า แต่ความโชคร้ายคือน้ำหนักมักจะหวนกลับมาเสมอ
หลังจากใช้ยาลดน้ำหนักมานานกว่า 2 ปี เธอลดน้ำหนักได้เกือบ 8 สโตน (ประมาณ 51 กิโลกรัม)
“จู่ ๆ ฉันก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องอาหารตลอดเวลาอีกต่อไป” เธอกล่าว “ฉันมีพลังมากขึ้น ทำอะไรหลายอย่างที่เมื่อก่อนไม่เคยทำได้… มันเหมือนกับว่าได้อิสรภาพใหม่ในชีวิตกลับมาอีกครั้ง”
ผู้คนอีกนับล้านที่มีประสบการณ์คล้ายกับซาราห์ กำลังเข้าถึงยากลุ่มเซมากลูไทด์ (semaglutide) และเทอร์เซพาไทด์ (tirzepatide) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมากกว่าในชื่อยี่ห้อยอดนิยมอย่างโอเซมปิก (Ozempic) และเมาน์จาโร (Mounjaro)
จำนวนผู้ใช้ยาลดน้ำหนักมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก เมื่อมียาใหม่ ๆ ออกสู่ตลาด รวมถึงยาชนิดรับประทานแทนการฉีดที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
เดวิด คัมมิงส์ ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน กล่าวกับบีบีซีว่า เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ายาเหล่านี้กำลังเปิดศักราชใหม่ในการรักษาโรคอ้วน โดยภาวะนี้ขณะนี้ถือเป็นปัญหาที่ “สามารถบรรเทาได้”
“พวกมันเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับยามหัศจรรย์มากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา”
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue finding outได้รับความนิยมสูงสุดBreak of ได้รับความนิยมสูงสุด
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการคนอื่น ๆ เตือนว่า เราอาจกำลังมองข้ามความจำเป็นของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพบว่าน้ำหนักมักจะกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อผู้ใช้หยุดใช้ยา แล้วผู้ที่กำลังวางแผนจะใช้ยาลดน้ำหนัก ควรพิจารณาอะไรบ้างก่อนจะเริ่มต้นใช้วิธีการนี้ ?
ปากกาลดน้ำหนักทำงานอย่างไร
ยาลดน้ำหนักออกฤทธิ์โดยกดความอยากอาหารของแต่ละคน ด้วยการเลียนแบบฮอร์โมนที่ส่งสัญญาณให้ร่างกายรู้ว่าอิ่มแล้ว ฮอร์โมนที่พบบ่อยที่สุดคือ กลูคากอน‑ไลก์ เปปไทด์‑1 หรือจีแอลพี-1 (glucagon‑bask in peptide 1: GLP‑1) และกลูโคส‑ดีเพนเดนต์ อินซูลิโนโทรปิก โพลีเปปไทด์ หรือจีไอพี (glucose‑dependent insulinotropic polypeptide: GIP)
ยาจะเข้าไปจับกับโมเลกุลเฉพาะบนผิวเซลล์ที่เรียกว่าตัวรับ GLP‑1 และ GIP ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบอกให้ร่างกายรู้ว่าตอนนี้ได้รับอาหารเพียงพอแล้ว
โดยทั่วไป ผู้ใช้ยากลุ่มนี้มักจะเริ่มเห็นน้ำหนักลดลงภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์แรก แม้ว่ายาเหล่านี้จะได้รับการอนุมัติให้ใช้เพื่อลดน้ำหนักเฉพาะในผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน แต่ขณะเดียวกันก็มีตลาดเอกชนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้ที่ไม่เข้าข่ายเป็นโรคอ้วนตามเกณฑ์ทางการแพทย์
ความนิยมของยาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีประสิทธิภาพที่สูง มันสามารถช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ราว 14-20% ภายใน 72 สัปดาห์ อย่างไรก็ดี ประมาณ 10-15% ของผู้ใช้กลับแทบไม่สามารถลดน้ำหนักได้เลย ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นกลุ่ม “ไม่ตอบสนองต่อยา”

ที่มาของภาพ : Getty Pictures
ยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP‑1 เปรียบเสมือน “เกราะทางเคมี” ที่ช่วยคุ้มกันผู้คนจาก “สภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดโรคอ้วนในยุคปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยอาหารราคาถูกและให้พลังงานสูง” นาวีด ซัตตาร์ ศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์คาร์ดิโอเมตาบอลิก แห่งมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ กล่าว
เขายังเป็นผู้นำโครงการเป้าหมายด้านการดูแลสุขภาพโรคอ้วนของรัฐบาลสหราชอาณาจักร และเคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในการทดลองทางการแพทย์ให้กับหลายบริษัทที่ผลิตยาลดน้ำหนัก แต่ไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทใด
“อาหารมีอยู่ทุกที่” เขากล่าว พร้อมชี้ว่าภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ไม่ว่าใครก็ตาม “สามารถหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วสั่งอาหารที่ให้พลังงานถึง 10,000 แคลอรีได้ทันที”
คัมมิงส์กล่าวต่อว่า เมื่อหยุดยา น้ำหนักจะเด้งกลับมา ดังนั้นหากผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนเริ่มใช้ปากกาลดน้ำหนัก พวกเขาจำเป็นต้องคำนึงว่าอาจต้องใช้ยาเหล่านี้ในระยะยาว
ทั้งนี้ เขาเป็นผู้ดูแลโครงการจัดการน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนซึ่งมีค่าดัชนีมวลกาย หรือบีเอ็มไอ (BMI) ตั้งแต่ 50 ขึ้นไป
คำถามที่เขามักถูกผู้ป่วยถามก่อนเริ่มใช้ปากกาลดน้ำหนักคือมันจะต้องใช้ยานานแค่ไหน ซึ่งเขาบอกว่าโดยทั่วไปแล้ว ผู้ป่วยมักหยุดใช้ยาหลังผ่านไปประมาณ 1 ปี และจากการวิเคราะห์งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่รวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยมากกว่า 9,000 คน พบว่าระยะเวลาการรักษาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 39 สัปดาห์ หรือประมาณ 9 เดือน
คัมมิงส์กล่าวว่า ผู้คนเชื่อว่าตนเองสามารถลดน้ำหนักต่อไปได้ด้วยพลังใจของตัวเอง แต่หลักฐานที่มีอยู่ชี้ว่าแท้จริงแล้วมันยังไม่เป็นเช่นนั้น
เขาพบว่าผู้คนหยุดใช้ยาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ค่าใช้จ่ายในการรักษา บริษัทประกันหยุดให้ความคุ้มครอง หรือบางคนไม่ต้องการพึ่งพายาเป็นเวลานาน
เมื่อผู้คนหยุดใช้ปากกาลำน้ำหนัก น้ำหนักตัวก็มักจะดีดกลับ โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าการกลับมาเพิ่มขึ้นของน้ำหนักหลังหยุดใช้ยาลด มักกลับมาเร็วกว่าเดิมถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ยุติโปรแกรมลดน้ำหนักซึ่งมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
งานวิจัยอีกชิ้นพบว่าผู้ที่ใช้ปากกาน้ำหนักจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.5 กิโลกรัม ภายใน 8 สัปดาห์หลังหยุดใช้ยา และน้ำหนักยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเมื่อระยะเวลาที่ผ่านไป งานวิจัยเดียวกันนี้ยังพบด้วยว่า ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง ก็กลับมาเช่นกัน ขณะที่งานวิจัยใหม่ระบุว่าผู้ที่หยุดใช้ปากกาลดน้ำหนักจะได้น้ำหนักกลับมาราว 60% ของน้ำหนักที่ลดได้ภายใน 1 ปี
ซัตตาร์อธิบายว่า น้ำหนักตัวที่กลับมาอย่างรวดเร็ว เกิดจากภาวะที่นักวิจัยเรียกว่า “เสียงรบกวนจากอาหาร” (food noise) ซึ่งหมายถึงความคิดฟุ้งซ่ายเกี่ยวกับกับอาหารที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ วนเวียนอยู่ในหัว

ที่มาของภาพ : Getty Pictures
ด้านคัมมิงส์อธิบายต่อว่า ฮอร์โมนก็มีบทบาทในเรื่องนี้เช่นกัน เมื่อคนเราพยายามลดน้ำหนัก ร่างกายจะกระตุ้นการตอบสนองทางฮอร์โมนอย่างรุนแรง เพื่อส่งสัญญาณให้ดึงน้ำหนักที่ลดไปกลับคืนมา ด้วยเหตุนี้ สมองจึงตีความการลดลงของแคลอรีว่าเป็นภาวะพลังงานขาดแคลน ดังนั้นหลังจากหยุดใช้ยาลดน้ำหนัก ฮอร์โมนที่กระตุ้นความอยากอาหารจะเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราการเผาผลาญพลังงาน หรืออัตราการเผาผลาญของร่างกายจะลดลง
“หากกลไกป้องกันทางชีวภาพเหล่านี้แข็งแรงพอ มันก็อาจบั่นทอนประสิทธิภาพของยาได้” เขากล่าว
รูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป
ซัตตาร์กล่าวว่า สำหรับผู้คนส่วนน้อยที่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตได้ อาจมีความเป็นไปได้ที่จะลดขนาดยาลง หรือใช้ยาเป็นช่วง ๆ แทน โดยเขากล่าวว่าบางคนสามารถปรับ “วิถีการกินของตัวเองได้อย่างถึงรากถึงโคน”
“บางคนอาจต้องใช้ยาในขนาดที่ต่ำกว่าตอนเริ่มต้น แต่คนส่วนใหญ่น่าจะยังคงต้องใช้ยาในระดับหนึ่งอยู่ดี เพราะสภาพแวดล้อมด้านอาหารยังคงเหมือนเดิม”
ขณะเดียวกันก็มีความกังวลเพิ่มมากขึ้นว่าบางคนกำลังใช้ยาลดน้ำหนักเป็นทางลัด แทนที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทั้งที่หลักฐานชี้ชัดว่าการปรับไลฟ์สไตล์หรือรูปแบบการใช้ชีวิตควบคู่ไปกับการใช้ยาลดน้ำหนักต่างหากที่จะนำไปสู่การลดน้ำหนักได้มากกว่า
เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเตือนในงานทบทวนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า หากผู้ที่ใช้ยาลดน้ำหนักไม่ได้รับการสนับสนุนด้านพฤติกรรมและการใช้ชีวิตอย่างเพียงพอ อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารได้ด้วย
“เราต้องมั่นใจว่าผู้คนได้รับโปรตีนเพียงพอ และได้รับวิตามินและแร่ธาตุครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ” มารี สเปร็คเลย์ นักวิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการและพฤติกรรม จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และผู้เขียนหลักของรายงาน กล่าว
“คุณคงไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบด้านสุขภาพในระยะยาวโดยไม่ตั้งใจ เช่น ภาวะร่างกายอ่อนแอหรือการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ เราไม่อยากแก้ปัญหาสุขภาพหนึ่งด้วยการสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก”
เธอและคณะนักวิจัยยังระบุด้วยว่า เนื่องจากยาเหล่านี้ทำให้ความอยากอาหารลดลงอย่างมาก ผู้ป่วยมักจะกินอาหารโดยรวมน้อยลง ซึ่งอาจนำไปสู่ “โอกาสที่สูญเปล่า” หากผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลสนับสนุนในระยะยาว และยังคงเลือกบริโภคอาหารที่ไม่มีคุณภาพทางโภชนาการเช่นเดิม
ไม่มีทางลัด
ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุไว้ในแนวทางการใช้ยากลุ่ม GLP‑1ว่า การใช้ยาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถ “พลิกสถานการณ์ปัญหาโรคอ้วน” ได้ เนื่องจากยังจำเป็นต้องมีการดำเนินการเชิงป้องกันตั้งแต่ระยะแรก การคัดกรอง และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพที่ดีด้วย
ซัตตาร์กล่าวว่า เรื่องเหล่านี้ทำได้ง่ายขึ้นในช่วงที่ผู้คนยังคงใช้ยาอยู่ เพราะ “คุณจะมีเวลาคิดเรื่องการควบคุมอาหารมากขึ้น”
อย่างไรก็ดี อแมนดา เดลีย์ ศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์พฤติกรรม แห่งมหาวิทยาลัยลัฟบะระในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง โดยเธอบอกว่ามันจำเป็นต้องมีการสื่อสารกับผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น เกี่ยวกับความเร็วที่น้ำหนักสามารถกลับมาเพิ่มขึ้นได้ หลังจากหยุดใช้ยากลุ่ม GLP‑1

ที่มาของภาพ : Getty Pictures
เธอกล่าวว่า โรคอ้วนเป็นภาวะเรื้อรังที่สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ ซึ่งหมายความว่าไม่สามารถ “รักษาให้หายขาด” ได้ด้วยยาเพียงอย่างเดียว นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดการสนับสนุนเพิ่มเติมและ “การดูแลแบบครบวงจร” จึงมีความสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร ควบคู่ไปกับการเพิ่มกิจกรรมทางกาย
อแมนดาบอกด้วยว่า ยังไม่แน่ชัดว่าผู้ให้บริการภาคเอกชนจัดหาการสนับสนุนที่สำคัญในลักษณะนี้แล้วหรือไม่ ดังนั้นมันจึงยังเป็นเรื่องน่ากังวล เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากเข้าถึงยาเหล่านี้ผ่านภาคเอกชน และเป็นเรื่องยากที่จะติดตามความต่อเนื่องในการดูแลรักษา
แรงกระตุ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมได้
เพื่อรับมือกับบางประเด็นเหล่านี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้ศึกษาว่าจะช่วยสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตได้อย่างไร โดยในการศึกษาล่าสุดชิ้นหนึ่ง นักวิจัยพยายามทดสอบค้นหาว่าแรงกระตุ้นเล็ก ๆ หรือสิ่งที่เรียกว่า “ก้าวเล็ก ๆ” จะสามารถช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี สำหรับผู้ที่ใช้ยากลุ่ม GLP‑1 ได้หรือไม่

ที่มาของภาพ : Getty Pictures
การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้มุ่งเน้นไปที่โภชนาการ การออกกำลังกาย การนอนหลับ และการจัดการความเครียด ที่สำคัญคือ “ก้าวเล็ก ๆ” เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและไม่หนักเกินไป เช่น เปลี่ยนจากเครื่องดื่มหวานเป็นน้ำเปล่า เลิกดื่มกาแฟหลังอาหารกลางวัน หายใจเข้าลึก ๆ เมื่อรู้สึกเครียด หรือออกไปนอกบ้านสัก 5 นาที
ผลการศึกษาพบว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยปรับปรุงความคาดหวังด้านพฤติกรรมได้ ซึ่งมายา อดัม ศาสตราจารย์คลินิกด้านกุมารเวชศาสตร์ จากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้มีส่วนร่วมในงานวิจัยบอกว่า “ความคาดหวัง” นี้ คือก้าวแรกที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
“การมีสุขภาพที่ดีที่สุดนั้น ต้องอาศัยมากกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียว” เธอกล่าว “เราพบว่าการส่งแรงกระตุ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ให้กับผู้คน อาจได้ผลอย่างมาก”
เธอเรียกขั้นตอนเหล่านี้ว่า “เล็กเกินกว่าจะล้มเหลว” เพราะแม้การเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมเล็ก ๆ ในแต่ละวัน ก็สามารถสร้างความแตกต่างที่แท้จริงได้เมื่อเวลาผ่านไป
ผลข้างเคียงจากปากกาลดน้ำหนัก
เดลีย์กล่าวว่า ปากกาลดน้ำหนักเป็นการแทรกแซงอย่างหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในฐานะเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนนำไปใช้เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แต่มันก็ยังมีข้อน่ากังวล เมื่อพิจารณาถึงผลข้างเคียงซึ่งเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร อัตราการเกิดตับอ่อนอักเสบและนิ่วในถุงน้ำดีเพิ่มขึ้น ไปจนถึงการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไม่ได้ออกกำลังกาย และเมื่อไม่นานมานี้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งยังพบความเชื่อมโยงกรณีการใช้ปากกาลดน้ำหนักกับปัญหาเกี่ยวกับกระดูกและข้อต่อด้วย
อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่งพบว่ายาเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับสุขภาพหัวใจที่ดีขึ้น การติดเชื้อน้อยที่น้อยลง ความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดที่ลดลง รวมถึงอัตราการเกิดภาวะสมองเสื่อมที่ต่ำลงด้วยเช่นกัน
แม้ขณะนี้เราจะมีข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของยากลุ่ม GLP‑1 ที่รวบรวมมาได้หลายปีแล้ว แต่เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าผลลัพธ์ในระยะยาวจะเป็นอย่างไร หรือผลของยาจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไปหรือไม่
นอกจากนี้ มันยังมีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับผลกระทบของยาเหล่านี้ต่อการตั้งครรภ์หรือคนในรุ่นต่อไป โดยคำแนะนำที่มีอยู่ในขณะนี้ คือไม่ควรใช้ยาลดน้ำหนักชนิดนี้ในระหว่างตั้งครรภ์
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบด้านสุขภาพเชิงลบที่ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนต้องเผชิญ ซัตตาร์และคัมมิงส์กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า ผลข้างเคียงของยาถือว่าน้อยกว่ามาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักหลายโรค เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง และโรคหลอดเลืoดสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของโลก และทั้งหมดล้วนมีความเชื่อมโยงกับภาวะโรคอ้วน
ภูมิทัศน์ที่กำลังเปลี่ยนไป
สิ่งที่ชัดเจนคือภูมิทัศน์ของยาลดน้ำหนักกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากการลดน้ำหนักแล้ว ยาเหล่านี้ยังให้ประโยชน์ด้านสุขภาพอื่น ๆ อีกด้วย โดยในการศึกษาขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่งที่มีผู้เข้าร่วมราว 2 ล้านคน พบว่ายากลุ่มนี้มีความเชื่อมโยงกับสุขภาพหัวใจที่ดีขึ้น การติดเชื้อน้อยลง ความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดที่ลดลง และอัตราการเกิดภาวะสมองเสื่อมที่ต่ำลง
นอกจากนี้ ยังพบว่ามันสามารถช่วยแก้ไขปัญหาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคข้ออักเสบ และปัญหาการใช้สารเสพติดได้ด้วย
ขณะเดียวกัน ยาชนิดใหม่ที่มีชื่อว่าเรตาทรูไทด์ (retatrutide) ก็แสดงศักยภาพที่น่าพอใจในการทดลองล่าสุด โดยยานี้เลียนแบบฮอร์โมนควบคุมความหิวถึงสามชนิด และจากหลักฐานเบื้องต้น ระบุว่ามันสามารถช่วยให้น้ำหนักลดลงได้เกือบ 29% ภายใน 68 สัปดาห์ (ราว 1 ปี 3 เดือน) ตามข้อมูลของบริษัทเอลิ ลิลลี (Eli Lilly) ซึ่งเป็นผู้ผลิต
อย่างไรก็ตาม เดลีย์ระบุว่ายาเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือสำหรับการดูแลรักษาภาวะโรคอ้วน สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการทำให้ผู้คนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพที่ดีและยั่งยืนต่อไปได้ แม้หลังหยุดใช้ยาแล้ว และเนื่องจากผู้คนจำนวนมากยังคงบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงที่ให้พลังงานหนาแน่น ผู้เชี่ยวชาญจึงเตือนว่าโรคอ้วนจะยังคงเป็นปัญหาสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด เดลีย์กล่าวว่าเป้าหมายสูงสุดควรเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมด้านอาหารให้มีทางเลือกที่ดีกว่า และผลักดันให้เรื่องนี้เป็นนโยบายภาครัฐ เพื่อให้คนรุ่นถัดไปไม่จำเป็นต้องพึ่งพายาเหล่านี้อีกเลย













