แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/fbpfe2 📋 | ดู : 10 ครั้ง
วาระครบรอบเหตุการณ์สลายชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเ

วาระครบรอบเหตุการณ์สลายชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการหรือ นปช. วนกลับมาเป็นปีที่ 16 แล้ว ความคืบหน้าของคดีต่างๆ ในวันนั้นทยอยปิดฉากลงไป ทั้งที่จบลงเพราะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และกำลังจะถูกทำให้จบเมื่อคดีหมดอายุความในอีก 4 ปีข้างหน้า

คดีที่สิ้นสุดในชั้นศาล มีแค่ฝั่งประชาชนและแกนนำ นปช. ส่วนคดีของประชาชนที่เสียชีวิตโดยเจ้าหน้าที่รัฐกลับไม่มีคดีใดที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลแม้แต่คดีเดียว ไปได้มากที่สุดเพียงขั้นตอนไต่สวนการเสียชีวิต แม้ว่าบางคดีศาลจะชี้ว่าการเสียชีวิตเกิดจากการยิvของทหาร แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าในการฟ้องในชั้นต่อไป เช่น คดี 6 ศwวัดปทุมฯ, คดีเด็กชาย-คนขับแท๊กซี่ใต้แอร์พอร์ตลิงก์ราชปรารภ, คดีทหารถูก ‘pleasant fire’ ที่ถนนวิภาวดีรังสิต

คดีไต่สวนการเสียชีวิตที่ศาลชี้สาเหตุไปที่การปฏิบัติการของทหารมีอยู่ 18 รายจากทั้งหมด 33 ราย

ที่น่าสนใจคือ คดีฝั่งผู้ชุมนุมที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงเดินหน้ากันไปรัวๆ หลายคดีลงเอยที่ศาลยกฟ้อง โดยเฉพาะคดีสำคัญอย่าง คดีก่อการร้ายของกลุ่มแกนนำ นปช. และกลุ่มชายชุดดำที่มีหลายคดีนั้น ศาลยกฟ้องหมด ส่วนที่มีการลงโทษจำเลยบางคนก็เป็นข้อหาอื่น

‘ชายชุดดำ’ ปรากฏตัวและฝังอยู่ในความทรงจำของสังคมในฐานะเรื่องเล่าหลัก แต่ผลลัพธ์คำพิพากษาของศาลยุติธรรมกลับชี้ไปอีกทาง ย้อนกลับไปคืนวันที่ 10 เม.ย.2553 แม้ว่าปฏิบัติการทหารที่เข้าสลายการชุมนุมถูกเรียกว่า ‘ขอคืนพื้นที่’ จะทำให้มีผู้เสียชีวิตตั้งแต่ช่วงบ่าย 3 โมงที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ แต่การปรากฏตัวของ ‘ชายชุดดำ’ ที่มาพร้อมอาวุธสงครามยิvตอบโต้กับเจ้าหน้าที่ทหารในถนนตะนาว-แยกคอกวัวตอนช่วงค่ำได้กลายเป็นคำอธิบายต้นเหตุการเสียชีวิตของทั้งฝั่งทหารและประชาชน ผ่านการแถลงของ ศอฉ.และสื่อมวลชน ตามมาด้วยข่าวการจับกุม ‘กลุ่มชายชุดดำ’ ไปจนถึงคนที่ปาsะเบิดจนสังหารเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงอย่าง พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) รวมถึงนายทหารคนอื่นๆ อีก 4 นาย จำเลยหลายคนติดคุกยาวนานจนสุดท้ายศาลยกฟ้อง

พยานหลักฐานชวนสงสัย

คดีที่เข้าสู่ศาลและเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในวันที่ 10 เม.ย.เท่าที่ปรากฏตอนนี้มีอยู่ 3 กลุ่มหลักๆ คือ

  • คดีของกลุ่มแกนนำ นปช. 24 คนที่ถูกฟ้องในข้อหาหลักคือร่วมกันก่อการร้าย
  • คดีปาsะเบิดสังหารทหารที่ถนนดินสอ
  • คดีกลุ่มชายชุดดำที่ถูกแยกคดีตามข้อหาเป็น 3 คดี

คดีทั้ง 3 กลุ่มนี้ จำเลยหลายรายถูกฟ้องแยกเป็นหลายคดีจากเหตุการณ์และการกระทำเดียวกัน โดยที่ผลการพิจารณาของศาลยกฟ้องไปเกือบทั้งหมด โดยมีเพียงจำเลยบางรายที่ศาลลงโทษ แต่หากดูถึงพยานหลักฐานแล้วก็ยังมีข้อชวนกังขา

1. คดีก่อการร้ายของกลุ่มแกนนำ นปช.

คดีกลุ่มแกนนำและมวลชน นปช.รวม 24 คนที่ถูกกล่าวหาว่า ‘ร่วมกันก่อการร้าย’ จากการจัดชุมนุมเมื่อปี fifty three จะเชื่อมโยงอยู่กับอีกหลายคดี เพราะมีการบรรยายฟ้องรวมหลายเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นโดยเฉพาะ 2 คดีที่จะกล่าวถึงต่อไป อย่างคดีปาsะเบิดสังหารกลุ่มนายทหาร และคดีชายชุดดำ ซึ่งเป็นเสมือนเหตุการณ์ที่ทำให้กลายเป็นความชอบธรรมในการสลายการชุมนุม นปช.ในเดือนพฤษภาคม

สำหรับคดีก่อการร้าย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยเหตุผลหลักศาลเห็นว่า การชุมนุมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นไม่ใช่การก่อการร้าย การชุมนุมต่อต้านรัฐประหารรวมถึงเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯในเวลานั้นประกาศยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่เป็นการใช้สิทธิทางการเมือง และการมีผู้ชุมนุมจำนวนมากจึงอาจมีบุคคลผู้ไม่หวังดีแฝงตัวเข้ามาได้ อีกทั้งชายชุดดำก็ไม่ปรากฏว่าเป็นกองกำลังของฝ่ายใด ทั้งไม่สามารถจับกุมบุคคลใดมาได้ดำเนินคดีได้ ทั้งที่จุดที่ชายชุดดำปรากฏตัวมีทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ในบริเวณนั้น แต่กลับจับกุมไม่ได้อย่างทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีถึงชั้นอุทธรณ์ จำเลย 22 จาก 24 คน ศาลอุทธรณ์ยืนยันให้ยกฟ้อง แต่มีการกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นของจำเลย 2 คนให้เปลี่ยนมาลงโทษจำคุกและภายหลังศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ คือ

  1. ยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก จำคุก 8 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา ไม่ใช่เพราะข้อหาก่อการร้าย แต่เป็นส่วนของการขวางเจ้าหน้าที่ โดยศาลชั้นต้นมองว่า การขัดขวางเจ้าหน้าที่ทหารลำเลียงพลเพื่อไม่ให้เข้าสลายชุมนุม และการยึดอาวุธทหารนั้นภายภายหลังมีการคืนให้จึงไม่ใช่การร่วมกันปล้นทรัพย์สินราชการและทำให้เสียทรัพย์ แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นการบังคับข่xขืxใจเจ้าหน้าที่ ขัดขวางการปฏิบัติงาน ทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ด้วย อย่างไรก็ตาม ในกรณีของยศวริศศาลก็ไม่ได้ระบุว่ามีส่วนร่วมในการใช้อาวุธสงครามแต่อย่างใด
  2. สุขเสก พลตื้อ ที่ศาลอุทธรณ์และฎีกากลับคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เพราะเห็นว่า มีพยานหลักฐานของโจทก์ที่ทำให้เชื่อว่าเขาแต่งกายชุดสีดำและมีพฤติกการณ์เกี่ยวข้องกับการนำเครื่องยิvsะเบิดเอ็ม Seventy nine sะเบิดลูกเกลี้ยง และกระสุนปืนจำนวนหนึ่งไปให้บุคคลนำไปฝัง ซึ่งต้องการปิดบังอำพรางอาวุธดังกล่าว โดยมีพยานเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่ได้รู้เห็นมา จึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าเป็นผู้ใช้เครื่องยิvเอ็ม Seventy nine ขณะเจ้าหน้าที่ปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมเสียชีวิตและบาดเจ็บ
2. คดีปาsะเบิดฆ่-ากลุ่มทหารหน้าสตรีวิทย์

ทั้งนี้ สุขเสก จำเลยในคดีก่อการร้ายที่ศาลพิพากษาลงโทษนั้น ยังถูกฟ้องอีกคดีร่วมกับสุรชัย เทวรัตน์ (จำเลยในคดีก่อการร้ายเช่นกันแต่ศาลยกฟ้อง) เป็นอีกคดีแยกมาโดยกล่าวหาว่าได้ร่วมกันปาsะเบิดไปที่ถนนดินสอจนสังหาร พล.อ.ร่มเกล้าและนายทหารอีก 4 นาย แต่สุดท้ายคดีนี้ศาลยกฟ้องไปหมดทั้ง 3 ศาล

เหตุผลหลักที่ทำให้ศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาพิพากษายืนให้ยกฟ้องสุขเสกและสุรชัยเป็นเรื่องฟ้องซ้อนกับคดีก่อการร้าย แต่ในศาลชั้นต้นมีการอ้างถึงพยานฝ่ายโจทก์ปากหนึ่งที่ศาลมองว่า ประจักษ์พยานของโจทก์ไม่น่าเชื่อถือ และความไม่น่าเชื่อถือของพยานปากนี้ก็ทำให้ศาลยกฟ้องพรกมล บัวฉัตรขาว จำเลยอีกคนในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนการก่อเหตุไปด้วย

ศาลชั้นต้นให้เหตุผลว่า พยานรายนี้ให้การกลับไปกลับมา ไม่รู้สาระสำคัญของการชุมนุม ไม่มีเบอร์ติดต่อกับจำเลยในคดี ไม่รู้กระทั่งว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ซึ่งถูกอ้างอยู่ในคดีว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุนั้นเสียชีวิตเมื่อไร จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยในคดีจะให้พยานผู้นี้มาเป็นผู้ติดตามในการก่อเหตุ อีกทั้งพยานรายนี้ยังได้เข้าโครงการคุ้มครองพยานของกรมสอบสวนคดีพิเศษภายหลังเกิดเหตุแล้วนานถึง 7 ปี ศาลจึงไม่น่าเชื่อว่าพยานปากนี้อยู่ในที่เกิดเหตุ ทั้งยังมีแรงจูงใจเพราะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการเข้าโครงการคุ้มครองพยานด้วย พยานปากนี้จึงไม่น่าเชื่อถือ

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าศาลชั้นต้นในคดีนี้มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องออกมาก่อนที่ผลคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีก่อการร้ายจะมีคำตัดสินออกมาให้กลับคำพิพากษามาลงโทษสุขเสกในข้อหาก่อการร้ายทั้งที่พยานหลักฐานก็เป็นชุดเดียวกัน ธำรงค์ หลักแดน หนึ่งในทีมทนายความให้ข้อมูลว่า พยานฝ่ายโจทก์ปากนี้ในคดีปาsะเบิดเป็นพยานปากเดียวกันที่ถูกใช้อ้างถึงในคดีก่อการร้ายด้วยเช่นกัน … กลายเป็นผลของสองคดีออกมาไม่เหมือนกัน

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

3. คดีชายชุดดำ 3 ภาค

‘ชายชุดดำ’ คือกลุ่มคนที่มีภาพปรากฏตัวออกมายิvต่อสู้กับทหารเมื่อ 10 เม.ย.2553 บนถนนตะนาวบริเวณแยกคอกวัวนั้นจับตัวไม่ได้อยู่นานหลายปี จนกระทั่งหลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ 22 พ.ค.2557 จู่ๆ วันหนึ่งก็มีข่าวทหารสามารถจับกุมตัวกลุ่มชายและหญิงรวม 5 คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชายชุดดำที่ออกมาปฏิบัติการในคืนวันนั้น

จากน้ันพวกเขาถูกนำตัวไปสอบสวนในค่ายทหารอยู่หลายวัน ก่อนตำรวจจะนำตัวออกมาแถลงข่าวพร้อมทำแผนที่เกิดเหตุในฐานะเป็น (กลุ่ม) ‘ชายชุดดำ’ หลังจากนั้นคดีก็เข้าสู่ศาลชั้นต้นที่ศาลอาญา รัชดาฯ (เนื่องจากเป็นเหตุที่เกิดก่อนการรัฐประหารคดีจึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะต้องไปขึ้นศาลทหารตามประกาศ คสช.) โดยมีข้อหาหลักคือครอบครองและพกพาอาวุธเข้าไปในชุมนุมโดยไม่มีใบอนุญาต แต่ไม่ได้มีข้อหาร้ายแรงอย่างการใช้อาวุธสังหาร หรือก่อการร้าย แม้ว่าอัยการจะเขียนบรรยายไว้ในคำฟ้องที่ยื่นต่อศาลว่าพวกได้ร่วมกันก่อเหตุยิvไปแล้ว

สุดท้าย คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยไป 3 คน เพราะไม่มีหลักฐานเพียงพอจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นชายชุดดำและเกี่ยวข้องกับการมีอาวุธ หลักฐานที่มีก็มีเพียงบันทึกซักถามระหว่างถูกคุมตัวในค่ายทหารที่ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน แต่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกกิตติศักดิ์ สุ่มศรี หรืออ้วน และ ปรีชา อยู่เย็น หรือไก่เตี้ย ว่ามีความผิดตามฟ้อง โดยให้ลงโทษจำคุกคนละ 10 ปี

เหตุผลที่ศาลลงโทษทั้ง 2 คนเนื่องจากในกรณีของกิตติศักดิ์ มีพยานฝ่ายโจทก์สำคัญปากหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารที่เป็นพลขับรถฮัมวีเข้าพื้นที่เบิกความว่า ได้เห็นหน้ากิตติศักดิ์เป็นคนขับรถตู้เข้าไปในถนนตะนาวและเปิดกระจกออกมาด่าทหาร โดยในรถตู้คันดังกล่าวบรรทุกอาวุธเอาไว้

ส่วนปรีชามีพยานตำรวจนอกเครื่องแบบที่แฝงตัวในที่ชุมนุมเบิกความว่า การ์ดของฝั่งผู้ชุมนุมจับชายสวมหมวกไหมพรม 2 คน เมื่อเปิดหมวกมาพบว่าเป็นจำเลยที่ 2 จึงถ่ายรูปไว้ ส่วนอีกคนหนีไปได้ ซึ่งศาลเชื่อว่าตำรวจไปแฝงตัวจริง และปรีชาเองก็ไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ที่อยู่ แม้จะปฏิเสธว่าไปรับเดินสายไฟที่ศูนย์ราชการ อีกทั้งยังรับสารภาพในชั้นสอบสวนในข้อกล่าวหาเรื่องมีอาวุธ แต่ปฏิเสธข้อหาก่อการร้าย จึงเห็นว่าเป็นการรับสารภาพโดยสมัครใจ ไม่เช่นนั้นคงปฏิเสธข้อหามีอาวุธด้วย

ระหว่างรอคดีถึงศาลอุทธรณ์ ปรีชาเปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพ เพราะติดคุกมาครึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลชั้นต้นตัดสินแล้ว เขาจึงต้องการทำให้คดีจบและติดคุกให้เสร็จสิ้นโทษ แต่กิตติศักดิ์ยังคงเลือกสู้คดีต่อในชั้นอุทธรณ์และสุดท้ายคดีพลิก ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ให้ยกฟ้อง!

เหตุผลก็เพราะพยานสำคัญที่โจทก์ใช้อ้างอิงในการฟ้องกิตติศักดิ์อย่างทหารพลขับรถฮัมวีนี้ ปรากฏว่าคือ ร.ต.ชัยวัฒน์ ตะเพียรทอง เป็นพยานปากเดียวกับพยานที่ขึ้นเบิกความต่อศาลเมื่อ 16 ก.ค.2556 ในคดีไต่สวนการเสียชีวิตของฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่นและผู้ชุมนุม นปช. 2 คน คือวสันต์ ภู่ทองและทศชัย เมฆงามฟ้าที่เสียชีวิตในถนนดินสอ แล้วพบว่าพยานปากนี้ให้การกลับไปกลับมาว่า ตกลงแล้วเขาเห็นหน้ากิตติศักดิ์ว่าเป็นคนขับรถตู้ที่มีอาวุธอยู่จริงหรือไม่

ร.ต.ชัยวัฒน์เคยเบิกความในคดีไต่สวนการเสียชีวิตทั้งนักข่าวและผู้ชุมนุมทั้ง 2 คนถึงการพบเจอรถตู้ที่ขนอาวุธที่ขับเข้าไปในถนนตะนาวเช่นกัน แต่คนขับนั้นสวมหมวกไหมพรมคลุมศีรษะ เห็นแต่ดวงตา ซึ่งในรถมีอยู่ประมาณ 5 คนรวมคนขับ บางคนใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก บางคนสวมไอ้โม่ง ด้วยเหตุนี้ทำให้ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานปากนี้ไม่น่าเชื่อถือ สุดท้ายแม้กระทั่งศาลฎีกาก็ยืนยันคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องกิตติศักดิ์ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่คดีในส่วนข้อหาครอบครองและพกพาอาวุธโดยไม่ได้รับอนุญาตยังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล อัยการก็มีการฟ้องพวกเขาในฐานะเป็นชายชุดดำอีก 2 คดี คือคดีกล่าวหาว่าพวกเขาได้ใช้อาวุธสงครามยิvทหารในถนนตะนาวได้รับบาดเจ็บ และอีกคดีเป็นข้อหาก่อการร้าย โดยคดีแรกแม้จะมีการสืบพยานแต่สุดท้ายศาลยกฟ้องทั้ง 4 คนเพราะเห็นว่าเป็นการฟ้องซ้ำ ส่วนคดีหลังศาลไม่รับฟ้องกิตติศักดิ์และปรีชาเพราะเห็นว่าเป็นการฟ้องคดีซ้ำเช่นกัน

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน คืออะไร?

หากดูแต่ละคดีก็จะพบว่า มีจำเลยคนเดียวกันถูกฟ้องซ้ำๆ เป็นหลายคดีจากเหตุการณ์เดียวกัน แค่เปลี่ยนข้อหาไปเรื่อยๆ เราจึงเห็นได้ว่าเหตุผลที่ศาลยกฟ้องนั้น นอกจากประเด็นพยานหลักฐานไม่น่าเชื่อถือแล้ว ยังมีประเด็นที่ศาลมองว่าเป็นการฟ้องคดีซ้ำบ้าง หรือเป็นการฟ้องซ้อนบ้าง

เรื่องนี้เป็นประเด็นทางกฎหมายเพื่อป้องกันการลงโทษซ้ำในการกระทำความผิดครั้งเดียวกัน แต่ก็มีความต่างกันในตัวบทกฎหมาย

การฟ้องซ้อน – ตัวอย่างในกรณีของสุขเสก พลตื้อ และสุรชัย เทวรัตน์ คือการฟ้องร้องดำเนินคดีกับบุคคลให้เป็นคดีจากเหตุการณ์หรือการกระทำเดียวครั้งเดียวกัน อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลเดียวกันหรือศาลอื่น ซึ่งไม่สามารถทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ป.วิ.แพ่ง) มาตรา 173 วรรคสอง (1)

ส่วนการฟ้องซ้ำ – ตัวอย่างจำเลยกลุ่มคดีชายชุดดำ คือ ยื่นฟ้องต่อศาลให้พิจารณาพิพากษาจำเลยคนเดิมด้วยการกระทำครั้งเดียวกันกับคดีอื่นที่เคยมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้วให้เป็นคดีใหม่ ซึ่งไม่สามารถทำได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 39 (4)

สู้คดีจนชนะ แต่ติดคุกเกือบเต็มโทษ

ผลจากการฟ้องลักษณะนี้สำหรับคดีการเมืองแล้ว ไม่ใช่แค่ทำให้จำเลยต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาลหลายครั้งหลายหน แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือส่งผลให้พวกเขาไม่ได้ประกันตัวด้วย แม้ว่าคดีใดคดีหนึ่งศาลจะยกฟ้องไปแล้วเช่นในกรณีที่เกิดกับกิตติศักดิ์ สุ่มศรี ที่ถูกดำเนินคดีจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นชายชุดดำถึง 3 คดีจากเหตุการณ์คืนวันที่ 10 เม.ย. (นอกจากนั้นเขายังถูกกล่าวหาว่าไปวางsะเบิดอีกหลายจุดซึ่งสุดท้ายศาลก็ยกฟ้องไปหมด) ทำให้เขาต้องติดคุกอยู่ 8 ปี 2 เดือนกว่าจะได้ประกันตัวออกมา โดยที่โทษจำคุกที่ถูกตัดสินออกมาในคดีครอบครองอาวุธคือ 10 ปี

หรือในกรณีปรีชา อยู่เย็น คู่คดีของกิตติศักดิ์ หลังจากติดคุกอยู่จนถึงชั้นอุทธรณ์ โดยที่ศาลไม่เคยอนุญาตให้ประกันตัว ซึ่งเท่ากับครึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 10 ปี ทำให้เขาเลือกรับสารภาพและถอนอุทธรณ์คดีไปเพื่อให้คดีสิ้นสุดตามเกณฑ์การลดโทษตามวาระ และในที่สุดเขาก็ได้รับการปล่อยตัวหลังจากติดคุกอยู่นานถึง 6 ปี 4 เดือน 29 วัน

แม้ว่าคดีที่ขึ้นศาลไปหมดแล้วจะออกมาเช่นนี้ แต่ถามว่าหลังจากนี้พวกเขาจะมีคดีอื่นๆ ตามมาอีกหรือไม่ก็คงตอบได้ยาก

ทนายธำรงค์ บอกว่าตอนนี้เท่าที่เขาทราบ คดีของปุณิกา ชูศรี หรืออร และ ชำนาญ ภาคีฉาย หรือเล็ก ในส่วนคดีชายชุดดำ ข้อหาก่อการร้ายนั้นครั้งสุดท้ายสำนวนยังคงอยู่ที่อัยการ แต่ก่อนหน้านี้ตอนที่อัยการฟ้องกิตติศักดิ์และปรีชาด้วยข้อหาเดียวกัน ทางทนายความได้เคยยื่นคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีชายชุดดำต่อศาลเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการฟ้องซ้ำ ซึ่งศาลในคดีข้อหาก่อการร้ายก็เห็นว่าเป็นการฟ้องซ้ำจึงสั่งไม่รับฟ้องและให้เอาออกจากสารบบคดีของศาลไป

เมื่อถามว่านอกจากคดีที่จบไปแล้วเหล่านี้ ยังมีคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์คืน 10 เม.ย.2553 อีกหรือไม่นั้น เขาเองก็ไม่ทราบจนกว่าจะมีการฟ้องเป็นคดี

จากเหตุการณ์เมื่อปี 2553 วันนี้ก็ล่วงเลยมาจนถึงปีที่ 16 แล้วด้วยอายุคดีความของเหตุการณ์ครั้งนั้นกำลังจะหมดลงในปี 2573 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า แต่นอกจากการเสียเวลาดำเนินคดีวนอยู่กับจำเลยรายเดิมๆ ที่ศาลเคยพิพากษาไปแล้วว่าพยานหลักฐานในคดีไม่น่าเชื่อถือเพียงพอจะพิสูจน์ความผิดแล้ว ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ว่าจะหา “ตัวจริง” มาดำเนินคดีได้

ในขณะที่คดีที่เกี่ยวกับความเสียชีวิตของฝั่งผู้ชุมนุมที่อย่างน้อยก็มีพยานหลักฐานมากพอจะพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากฝั่งเจ้าหน้าที่ทหาร ศาลเคยพิสูจน์สาเหตุการเสียชีวิตไปรอบหนึ่งแล้ว พอจะหาคนยิvหาคนสั่งการมาลงโทษคดีกลับหยุดนิ่งอยู่กับที่

เป็นเรื่องน่ากังขาว่าในเวลาอีกแค่ 4 ปีที่เหลือนี้ความเสียชีวิตที่เกิดขึ้นเมื่อ 16 ปีที่แล้วจะได้พิสูจน์หาความจริงกันทันหรือไม่?

ที่มา ประชาไท ( prachatai.com )

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

08.45 น. ถนนนักกีฬาแหลมทอง ปากซอย 42 รถประจำทางชนรถจยย. คนขั 2026-04-09 01:58:00

บางจากฯ ย้ำธรรมาภิบาลเป็นรากฐานของการตัดสินใจในที่ประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี

รับแว่นตากันน้ำฟรี!! ได้ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ . วันศุก

08.55 น. ทางพิเศษกาญจนาภิเศษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) มุ่งหน้าพร 2026-04-09 02:02:00

9 เม.ย.69 ภารกิจของ ฮ.ปภ. 32 ทั้ง 2 ลำ ในการขึ้นบินคุมไฟ

แล้งนี้ไม่แล้งน้ำใจ ฉลองสงกรานต์ปีใหม่ไทย ด้วยการให้โลหิต

ภคมน ย้อนเกล็ด อนุทิน รวยไม่ไหวแล้ว แต่หลังเลือกตั้งบอกให้ปร

Ceo กลุ่มบริษัทบางจากร่วมแสดงความยินดีกับ รมว. กระทรวงพลังงาน

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ลุยก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ เตรียมปิดสะพานข้ามแยกประตูน 2026-04-09 02:31:00

ผู้เรียบเรียง

ให้คะแนนความพอใจของคุณ :

0 / 5 คะแนน 0

คุณให้คะแนน:

แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/fbpfe2 📋 | ดู : 10 ครั้ง
  1. “ทรัมป์”-กำลังเสียแต้มต่อรองเจรจาอิหร่านจริงหรือ?-ข่าวใต้แล “ทรัมป์” กำลังเสียแต้มต่อรองเจรจาอิหร่านจริงหรือ? ข่าวใต้แล
  2. เจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่-16-ร่วมกับ-สถานีวิจ เจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ร่วมกับ สถานีวิจ
  3. ceo-กลุ่มบริษัทบางจากร่วมแสดงความยินดีกับ-รมว.-กระทรวงพลังงาน Ceo กลุ่มบริษัทบางจากร่วมแสดงความยินดีกับ รมว. กระทรวงพลังงาน
  4. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย-ลุยก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ-เตรียมปิดสะพานข้ามแยกประตูน-|-2026-04-09-02:31:00 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ลุยก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ เตรียมปิดสะพานข้ามแยกประตูน 2026-04-09 02:31:00
  5. สวอัดนโยบายรัฐไร้โรดแมปแก้-รธน-เมิน-21-ล.เสียง-ขีดเส้นต้องเริ่มภายในปี-69 สว.อัดนโยบายรัฐไร้โรดแมปแก้ รธน. เมิน 21 ล.เสียง ขีดเส้นต้องเริ่มภายในปี 69
  6. นายกฯ ยึดทรัพย์ 2 หมื่นล้าน สแกมเมอร์ข้ามชาติเครือข่าย “เบน สมิธ” อัพเดทข่าว นายกฯ ยึดทรัพย์ 2 หมื่นล้าน สแกมเมอร์ข้ามชาติเครือข่าย “เบน สมิธ” อัพเดทข่าว
  7. อย่าทนอีกเลย – อิทธิ พลางกูร Quilt by ดิ๊พ บอยสเก๊าท์ | นักผจญเพลง REPLAY อย่าทนอีกเลย – อิทธิ พลางกูร Quilt by ดิ๊พ บอยสเก๊าท์ | นักผจญเพลง REPLAY
  8. กังวลเรื่องเงียบ ลูกเขย อบต.ถือมีดไล่ฟันชาวบ้าน | ข่าวเย็นช่องวัน | สำนักข่าววันนิวส์ กังวลเรื่องเงียบ ลูกเขย อบต.ถือมีดไล่ฟันชาวบ้าน | ข่าวเย็นช่องวัน | สำนักข่าววันนิวส์
  9. หาดใหญ่-แผนผังการจัดงาน-hatyai-midnightsongkran-2026-จัดกิจ-|-2026-04-09-08:46:00 หาดใหญ่ แผนผังการจัดงาน Hatyai MidnightSongkran 2026 จัดกิจ 2026-04-09 08:46:00
  10. นโยบายไม่สะท้อนภาวะวิกฤต-ไม่มีประชาชนในหัวใจ-ฝ่ายค้านวิจารณ์รัฐบาล-“อนุทิน-2” นโยบายไม่สะท้อนภาวะวิกฤต-ไม่มีประชาชนในหัวใจ ฝ่ายค้านวิจารณ์รัฐบาล “อนุทิน 2”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


Share via
Click to Hide Advanced Floating Content
×

มีแจกคูปองส่วนลด จุกๆ

ให้เราแนะนำสินค้าไหม มีจ่ายเงินปลายทางด้วยนะ

ไปกันเล้ยยย
Send this to a friend
ล่าสุด
×