
‘นายกฯ’ มอบนโยบาย 5 ด้าน จัดทำงบประมาณปี 70 กรอบวงเงิน 3.788 ล้านล้าน มุ่งเปลี่ยนผ่าน ‘ด้านพลังงาน’-ควบคู่ ‘ลงทุน’ วางรากฐานพัฒนาประเทศ กำชับลดงบตัดถนน ‘เส้นใหม่’ เน้นซ่อมแทน ‘อาวุธยุทโธปกรณ์’ ต้องมีความพร้อม รับมือ ‘ฝ่ายตรงข้าม’ ที่จะมารุกราน
……………………………….
เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ที่ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570
โดยนายอนุทิน กล่าวในการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบฯ 2570 ในครั้งนี้ จะมีความแตกต่างจากในครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยอยู่ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศไทยและทั้งโลก
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ภาครัฐต้องเป็นผู้นำในการปรับตัวเพื่อตอบรับกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยการปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและใช้ทรัพยากรน้อยลง ซึ่งเริ่มจากปรับลดงบประมาณในแผนงานหรือโครงการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดในการวางแผนงบระมาณให้ทุกบาททุกสตางค์ของพี่น้องประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง และเกิดประโยชน์กับประเทศ
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 ในครั้งนี้ จะต้องตรงเป้า แม่นยำ และสามารถตอบโจทย์นโยบาย ‘10 พลัส’ ของรัฐบาล เพื่อนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤติที่เผชิญอยู่ในขณะนี้ ควบคู่กับการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคง ยั่งยืน และหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางโดยเร็ว โดยรัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญในการแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นในนักลงทุน จำนวน 5 ด้าน ดังนี้
ด้านที่ 1 นโยบายด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการกระจายรายได้และสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้ รวมทั้งส่งเสริมการค้า การเกษตร และการท่องเที่ยว ผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม
ด้านที่ 2 นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ต้องมีการเสริมสร้างบทบาทเชิงรุกของประเทศไทยในเวทีโลกด้วยความสร้างสรรค์ เร่งผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ภายในปี 2571 ควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงตามแนวชายแดน และความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ด้านที่ 3 นโยบายด้านสังคม รัฐบาลจะให้ความสำคัญในด้านการศึกษา สุขภาพ สร้างเสริมสถาบันครอบครัว และชุมชนให้มีความเข็มแข็ง ผ่านนโยบาย ‘สูงวัยพลัส’ และ ‘การศึกษาเท่าเทียมพลัส’
ด้านที่ 4 นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประเทศมีระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และมีระบบการป้องกันและเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติที่มีศักยภาพสูง รวมทั้งผลักดันให้ประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Procure Zero ภายในปี 2593 ผ่านนโยบาย ‘เศรษฐกิจสีเขียว’
ด้านที่ 5 นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐมีประสิทธิภาพสูงสุด เป็น ‘ราชการทันใจ’ รวมทั้งแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านยนโยบาย ‘ AI พลัส’ และ ‘ไทยแลนด์พลัส’
นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับกรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 ภายใต้แผนการคลังระยะปานกลาง (ปี 2570-2573) นั้น ได้กำหนดกรอบวงเงินฯไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเพียง 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% เท่านั้น ในขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายจำเป็น ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิฯ ตามกฎหมาย ตามข้อผูกพัน และสวัสดิการต่างๆ ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
“ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณปี 2570 และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาของประเทศ การใช้จ่ายงบประมาณ จะต้องคำนึงหลักความคุ้มค่า และหลักงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-primarily based Budgeting) คือ เราจะไม่คำนึงถึงฐานงบประมาณที่เคยได้รับจัดสรรในปีที่ผ่านมา แต่เราจะเน้นในเรื่องความจำเป็น ความเหมาะสมกับสถานการณ์ และความเร่งด่วน รวมถึงการปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศให้มากที่สุด
ทั้งนี้ การขอรับจัดสรรงบประมาณในปีนี้ จะขอรับจัดสรรงบเพิ่มขึ้นได้ไม่เกิน 20% ของงบประมาณปีที่แล้ว และรายจ่ายส่วนมากที่เพิ่มขึ้นนั้น จะต้องเป็นรายจ่ายด้านลงทุน นี่เป็น ‘กฎเหล็ก’ ของปีงบประมาณ 2570 เพื่อการแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศในขณะนี้ ควบคู่กับการวางรากฐานในการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณเกี่ยวกับการศึกษา ดูงาน
และการปรับลดงานก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยให้เน้นการเช่า หรือหากมีความจำเป็นต้องมีการก่อสร้าง ก็ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะในเรื่องเส้นทางคมนาคมนั้น ขอให้มุ่งเน้นในการซ่อมบำรุงเส้นทางเดิม มากกว่าการขยายเส้นทางใหม่ ผมถึงเฉพาะในช่วง 1-2 ปีนี้ ไม่ใช่ตลอดไป
ขณะเดียวกัน ในการจัดสรรงบประมาณให้กับกลุ่มจังหวัดนั้น ขอให้ลดการตั้งงบประมาณเพื่อการพัฒนาถนนและแหล่งน้ำ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการดำเนินการในแต่ละพื้นที่ เพราะเราก็มีหน่วยงานอื่นๆในการกำกับดูแล บริหารจัดการสถานการณ์เช่นนี้อยู่แล้ว ซึ่งการจัดสรรงบประมาณของจังหวัด เราจะจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมายเท่าที่จำเป็นเท่านั้น” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ด้วยสถานการณ์ด้านพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) โดยปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น จึงขอให้ทุกหน่วยงานให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง อาทิ การเช่าหรือซื้อรถยนต์มาใช้ในราชการ ก็ขอให้เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อการประหยัดพลังงาน และลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันของโลก
“รายการที่หลายหน่วยงานได้ลงนามในสัญญาเช่าไว้แล้ว เช่น หากเป็นรถยนต์สันดาป ก็ขอความร่วมมือหรือเจรจากับผู้ประกอบการคู่สัญญาให้พิจารณาปรับแก้ไขสัญญาเช่ารถราชการ จากรถสันดาปให้เปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า โดยคำนึงถึงความเหมาะสมทางธุรกิจ ต้นทุน ภารกิจของหน่วยงาน และความเป็นไปได้ รวมทั้งขอให้หน่วยงานพิจารณาใช้ Describe voltaic Rooftop ในทุกพื้นที่ที่สามารถทำได้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการฝ่าวิกฤติพลังงานในครั้งนี้” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า ในการทำงานของรัฐบาลนั้น จะยึดหลักการ 3 ประการสำคัญ คือ 1.พิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และ3.ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน
“ในเรื่องการดูแลอธิปไตยของประเทศ เราจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย อาวุธยุทโธปกรณ์ต้องมีความพร้อม ต้องไม่ให้ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับเรา คิดว่าเขาสามารถจะมารุกรานประเทศของเราเมื่อไหร่ก็ได้ การเตรียมความพร้อมด้านนี้ ก็ขอให้ทางกองทัพและสำนักงบประมาณได้วางแผนไว้เป็นอย่างดี
เพราะหากมีเรื่องการสู้รบแต่ละครั้ง สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องสร้างความมั่นใจ คือ เรามีศักยภาพ มีแสนยานุภาพเพียงพอที่จะปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินไทย รวมถึงศักดิ์ศรีของประเทศไทยด้วย แผ่นดินที่ของคนไทย ที่เป็นของประเทศไทย ต้องปรากฏอยู่ในแผ่นที่ของประเทศไทยเท่านั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญในเรื่องการปกป้องดินแดนของพวกเราเอาไว้ด้วย” นายอนุทิน กล่าว
นายกฯ กล่าวด้วยว่า ก่อนการกล่าวมอบนโยบายในวันนี้ ตนได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เพื่อยกระดับความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของภาครัฐ
อ่านประกอบ :
กางปฏิทิน-ไทม์ไลน์จัดทำงบประมาณปี 70 คาด‘สลค.’นำ‘ร่าง พ.ร.บ.’ขึ้นทูลเกล้าฯ 21 ก.ย.69
ครม.เคาะงบปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล. ‘รายจ่ายประจำ' 2.77 ล้านล้าน-คืนต้นเงินกู้ 1.5 แสนล้าน












