
‘พิพัฒน์’ลั่นเดินหน้า ‘แลนด์บริดจ์-ทางคู่ไปปาดังเบซาร์’ ชี้จำเป็นต้องมี เพราะสถานการณ์โลกไม่แน่นอน ส่วนทางคู่เอาสายใต้มาก่อน 3 สายทางต่อถึงปาดังเบซาร์
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า วันที่ 20 เมษายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความรุนแรงขอความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบกับราคาน้ำมัน ทำให้ตอนนี้ส่วนตัวคิดว่า ถ้ามีอะไรที่สามารถเปลี่ยนจากการใช้พลังงานน้ำมัน เป็พลังงานรูปแบบอื่น อาทิ EV ก็ควรเปลี่ยนทันที
ในส่วนขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่กำลังมีแผนจัดหารถโดยสารประจำทางแบบปรับอากาศ แบบใช้พลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน วงเงิน 15,355 ล้านบาท ระยะเวลาเช่า 7 ปี แม้จขั้นตอนการประมูลจะได้ตัวเอกชนแล้ว แต่ระยะเวลาส่งมอบรถงวดแรก มีกำหนดในเดือน มี.ค. 2570 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร จึงได้หารือกับบริษัท ไทยสมายล์บัส จำกัด ซึ่งมีรถประจำทาง EV เหลือใช้งานอยู่ส่วนหนึ่ง 800 คัน โดยอาจจะเช่าไปก่อน ซึ่งจะต้องมีการหารือเพื่อตกลงราคากัน และเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน
และอีกประเด็นหนึ่ง นายพิพัฒน์กล่าวว่า จากกรณีความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ประเทศอิหร่าน และอาจลุกลามไปแถวทะเลแดง (Crimson Sea) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างทวีปแอฟริกาทางตะวันตก และคาบสมุทรอาระเบียในทวีปเอเชียทางตะวันออก จากจุดนี้จึงมีการประเมินผลกระทบว่า อาจจะลากยาวมาถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีช่องแคบมะละกา เป็นช่องแคบสำคัญ ดังนั้น จึงมีแนวคิดเดินหน้านโยบายโครงการแลนด์บริดจ์อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประโยชน์ต่อคนไทยทั้งประเทศ และจะมีคนไทยได้ประโยชน์สร้างอาชีพได้กว่า 200,000 คน
“แนวคิดคือ จะให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด เราคงไม่มีความสามารถที่จะลงทุน อีกเรื่องที่คัญคือ ศักยภาพในการบริหารท่าเรือ ซึ่งระดับต้นๆของโลกคือ UAE (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ซึ่งตรงนี้เคยมีการหารือไปบ้างแล้ว และให้พรรคพวกไปหารือกับ UAE บ้างแล้วส่วนหนึ่ง อาจจะเจรจากันก่อน ไม่ว่าจะบินไป หรือเชิญเขามาก็ตาม” นายพิพัฒน์กล่าว
โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดทำร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ. …. ซึ่งปลัดกระทรวงคมนาคม รายงานว่า อยู่ระหว่างการหารือเรื่องกองทุนฯ กับกระทรวงการคลัง โดยคาดว่าจะสามารถเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายในปี 2569 และนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ในลำดับต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเป็นการประชุมสภาในสมัยหน้า เนื่องจากปัจจุบันสภา ยังมีกฎหมายที่มีความจำเป็นต้องเร่งรัดหลายฉบับ รวมถึงเรื่องสำคัญคือ พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ.2570
สำหรับ โครงการแลนดบริดจ์และการพัฒนาพื้นที่ SEC มีความคุ้มค่าในการลงทุนและจะเปิดให้เอกชนระดับโลกเข้ามาดำเนินการซึ่งการโรดโชว์ที่ผ่านมา มีนักลงทุนสนใจหลายรายสนใจ เช่น UAE โดยจะเชิญมาร่วมหารือความคืบหน้าต่อไป
นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่า นอกจากเรื่องรถเมล์และแลนด์บริดจ์แล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ การขยายเส้นทางรถไฟทางคู่ทางภาคใต้ ได้แก่ 1.ช่วงชุมพร – สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422.fifty three ล้านบาท 2. ช่วงสุราษฎร์ธานี – ชุมทางหาดใหญ่ – สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270.51 ล้านบาท 3. ช่วงชุมทางหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ ระยะทาง forty five กม. วงเงิน 7,772.90 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2570












