
ไทยมีหวังจะได้ก๊าซธรรมชาติจากพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยกับกัมพูชามาใช้เร็วขึ้นไหม หลังยกเลิก MOU 44

ที่มาของภาพ : Getty Photos
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Characteristic, ผู้สื่อข่าว.
- Published
- เวลาอ่าน: 11 นาที
ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการผลิตไฟฟ้าของประเทศอาจหมดลงภายใน 5-9 ปีข้างหน้า ทำให้แหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อนกันระหว่างไทย-กัมพูชา กลับมาสู่สปอตไลท์อีกครั้ง นอกเหนือไปจากนโยบายเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือกที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นสิ่งจำเป็น
มีการประเมินกันว่าในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน (Overlapping Claims ing-OCA) ระหว่างไทยกับกัมพูชาซึ่งมีขนาดประมาณ 26,000 ตำรวจกม. ในอ่าวไทยนั้น มีก๊าซธรรมชาติประมาณ 11 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต รวมถึงปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติเหลว (คอนเดนเสท) เนื่องจากส่วนหนึ่งของพื้นที่ OCA อยู่ในแหล่งปัตตานี ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในอ่าวไทย
ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 พ.ค. คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือเอ็มโอยู 44 (MOU 44) ซึ่งทางกัมพูชาเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่าเอ็มโอยู 2001 (MOU 2001)
การตัดสินใจบันทึกทำความเข้าใจฯ ซึ่งใช้มากกว่า 20 ปี เกิดขึ้นหลังสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติเห็นชอบให้ยกเลิก โดยทาง น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีชี้แจง 3 เหตุผลว่าตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา มีการเจรจาเพียง 5 ครั้ง แต่ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตาม MOU 44 ได้เลย นอกจาก MOU 44 “จะไม่สร้างประโยชน์” แล้ว ยังทำให้เกิดข้อพิพาทและความหวาดระแวงระหว่างสองประเทศ จึงจำเป็นต้องวางกรอบการเจรจาใหม่ เพื่อลดความขัดแย้งและเปิดทางให้ใช้ทรัพยากรร่วมกันได้จริง
น.ส.รัชดา บอกว่าไทยพร้อมใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Worldwide locations Convention on the Regulation of the Sea-UNCLOS) แทน MOU 44 ที่ยกเลิกไป โดยถือว่าเป็น “การปรับกรอบความร่วมมือ” ให้เป็นไปตามหลักกฎหมายสากล เพื่อ “ยกระดับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ”
อย่างไรก็ดี จนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่ากรอบการเจรจาใหม่ที่รัฐบาลไทยกล่าวนั้นจะมีหน้าตาเป็นแบบใด แต่ทางกัมพูชาซึ่งเพิ่งให้สัตยาบัน UNCLOS ไปแล้วหมาด ๆ เมื่อเดือน ก.พ. ได้แสดงเจตจำนงแล้วว่าประสงค์เข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ของไทยชี้แจงเมื่อวันที่ 10 พ.ค. ว่า “รับทราบการแจ้งเจตจำนงของกัมพูชา” แต่ก็ยืนยันด้วยว่าการรับทราบมิใช่การตอบตกลงหรือการเห็นชอบของฝ่ายไทย
ข้อพิพาทพื้นที่ OCA ระหว่างไทย-กัมพูชา คืออะไร ?
พื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีปที่ทับซ้อนกันระหว่างสองประเทศทำให้เกิดข้อพิพาทที่ดำเนินต่อเนื่องมากกว่า 50 ปี
ตามกฎหมายทะเล UNCLOS รัฐชายฝั่งอย่างไทยและกัมพูชาสามารถอ้างสิทธิเหนือไหล่ทวีปได้ไกลถึง 200 ไมล์ทะเล แต่เนื่องจากอ่าวไทยมีความกว้าง 206 ไมล์ทะเล แต่ละประเทศจึงอ้างสิทธิขั้นสุด (Maximum Claim) โดยฝ่ายกัมพูชาประกาศเขตไหล่ทวีปฝ่ายเดียว (Unilateral Claim) ในปี 2515 และไทยประกาศเขตไหล่ทวีปฝ่ายเดียวในปี 2516 ส่งผลให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อนขนาด 26,000 ตำรวจกม. ในอ่าวไทย ซึ่งเป็นข้อพิพาทต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed readingได้รับความนิยมสูงสุดได้รับความนิยมสูงสุด
ทั้งนี้ การอ้างสิทธิไหล่ทวีป (Continental Shelf) ในพื้นที่ทางทะเล จะตามมาด้วยสิทธิอธิปไตย (Sovereign Rights) ซึ่งหมายถึงสิทธิเข้าไปแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นดิน ดินใต้ผิวดิน เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ไปจนถึงการยินยอมให้มีการวางหรือบำรุงรักษาสายท่อหรือท่อใต้น้ำของรัฐชายฝั่ง แต่ไม่ก่อให้เกิดอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) หรือความเป็นเจ้าของ
MOU 44 เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร โดยนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ซึ่งเป็น รมว.ต่างประเทศ ในขณะนั้น ลงนามใน MOU ฉบับดังกล่าว ร่วมกับ นายซก อัน รัฐมนตรีอาวุโส และประธานการปิโตรเลียมแห่งชาติกัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2544 ซึ่งในตอนนั้นฝ่ายไทยอาศัยความสนใจในทรัพยากรปิโตรเลียมของกัมพูชา เป็นกลไกเร่งรัดการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเล โดยระบุในบันทึกความเข้าใจฯ ว่าทั้งสองประเทศต้องเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลและทำข้อตกลงสำหรับการพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมร่วมกัน ในลักษณะที่ไม่อาจแบ่งแยกกันได้ (indivisible)

ที่มาของภาพ : Samharn Dairairam/UNITED NATIONS

ที่มาของภาพ : กรมเชื้อเพลิงพลังงาน
จากแผนที่แนบท้าย MOU 44 เห็นได้ว่าแบ่งพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ แผนที่เหนือเส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือขึ้นไปพื้นที่ประมาณ 10,000 ตำรวจกม. ให้ทั้งสองประเทศแบ่งเขตแดนทางทะเลอย่างชัดเจน ส่วนพื้นที่ใต้เส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือลงมา ขนาดประมาณ 16,000 ตำรวจกม. ให้ทั้งสองประเทศwัฒนาพื้นที่ดังกล่าวร่วมกัน (Joint Trend ing-JDA) เพื่อใช้ประโยชน์จากแหล่งก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียม
สำหรับพื้นที่เหนือเส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ เส้นไหล่ทวีปที่ทางกัมพูชาอ้างสิทธิเพียงฝ่ายเดียวนั้นลากผ่านเกาะกูดของไทย ซึ่งฝ่ายไทยเห็นว่าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เนื่องจากตามกฎหมายทะเล UNCLOS แล้ว เกาะกูดมีสถานะเป็นเกาะที่ต้องมีทะเลอาณาเขตระยะ 12 ไมล์ทะเลรอบเกาะ และรัฐอื่นไม่สามารถประกาศเขตไหล่ทวีปล่วงล้ำเข้ามาในทะเลอาณาเขตของอีกรัฐหนึ่งได้ ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองประเทศจึงจำเป็นต้องตกลงเรื่องเขตแดนทางทะเลในบริเวณนี้กันใหม่
ทั้งนี้ การลากเส้นไหล่ทวีปของกัมพูชาไม่ได้ทำให้ไทยเสียเกาะกูด เนื่องจากที่ผ่านมากัมพูชายอมรับอำนาจอธิปไตยของไทยเหนือเกาะกูดมาโดยตลอด และจากหลักฐานต่าง ๆ ชี้ว่าเกาะกูดมีสถานะเป็นอำเภอหนึ่งของ จ.ตราดของไทย ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน และอนาคตตลอดไป
นอกจากนี้ ไหล่ทวีปยังมีสถานะต่ำกว่าทะเลอาณาเขต จากคำอธิบายของ ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ม.ธรรมศาสตร์
“ผมเข้าใจว่าจุดหนึ่งที่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา MOU 44 คือการผูกเอา 2 ส่วนเข้าด้วยกัน คือ การแบ่งเขตทางทะเลกับการเจรจา JDA ร่วมกัน ตัวบทบอกว่ามันเป็น indivisible bundle (ไม่อาจแบ่งแยกกันได้) คือทำไปพร้อมกันให้มันบรรลุผลเหมือนกัน ที่ผ่านมาการเจรจาตรงนี้มันตกลงกันไม่ได้ว่าจะข้างบนก่อนหรือจะตกลงข้างล่างเส้นละติจูดที่ 11 ก่อน มันก็เลยเหมือนดึงหน้าดึงหลังกันอยู่” ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ จากคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นกับ.
การยกเลิก MOU 44 และมุ่งสู่การเจรจาใต้กรอบ UNCLOS จะทำให้ทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงกันได้เร็วขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ OCA ?
ดร.ภัทรพงษ์ กล่าวว่า MOU 44 เป็นข้อตกลงทวิภาคีระหว่างไทย-กัมพูชาที่ใช้สำหรับวางกรอบในการเจรจาพื้นที่ทับซ้อน OCA ถึงกระนั้น แม้ฝ่ายไทยจะยกเลิกบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้หรือไม่ก็ตาม ฝ่ายกัมพูชาในฐานะภาคี UNCLOS ก็สามารถใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อใช้กลไกต่าง ๆ ของ UNCLOS ได้
“ผมประเมินตั้งแต่ปีที่แล้วว่าทางกัมพูชาคงนำเรื่องเข้าสู่ conciliation (การประนอม) เพราะฉะนั้นการยกเลิก MOU 44 มันอาจยิ่งเป็นเหตุผลที่ไป account for (สร้างความชอบธรรม) ว่าทำไมกัมพูชาจึงคิดนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการประนอม”
ดร.ภัทรพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญจาก ม.ธรรมศาสตร์ อธิบายว่ากระบวนการ “การประนอมภาคบังคับ” (Compulsory Conciliation) เป็นกลไกใต้กฎหมาย UNCLOS ที่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มกระบวนการประนอมแล้วอีกฝ่ายไม่ตอบรับเข้าร่วม กระบวนการก็ยังสามารถดำเนินต่อได้ตามกฎหมาย
กระบวนการนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 5 คน โดยแต่ละประเทศเลือกมาฝ่ายละ 2 คน เพื่อร่วมกันเลือกประธานอีก 1 คน
“ไม่ได้เป็นศาล ไม่ได้เป็นคนตัดสิน เพราะฉะนั้นไม่มีอำนาจตัดสิน อำนาจที่คณะกรรมการทำได้คือรับฟังข้อพิพาท รับฟังไทย กัมพูชาว่ามีท่าทีอย่างไร มีข้อต่อสู้ในทางกฎหมายอย่างไร มีพยานหลักฐานอย่างไร” เขากล่าวและเสริมว่า เป้าหมายของคณะกรรมการประนอมก็คือช่วยให้คู่พิพาทหาทางออกร่วมกันได้ ซึ่งคู่พิพาทอาจเลือกรับหรือไม่รับข้อเสนอของคณะกรรมการก็ได้

ที่มาของภาพ : Getty Photos
ด้านนายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ผู้เชี่ยวชาญด้านเขตแดน อธิบายกับ.ว่าในเมื่อตอนนี้ไทยยกเลิก MOU 44 แล้ว และเหลือเพียง UNCLOS เท่านั้นที่เป็นกลไกหาทางออกให้กับทั้งสองประเทศ ดังนั้นหากทั้งไทยและกัมพูชาเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ กฎหมาย UNCLOS กำหนดว่าให้แต่ละฝ่ายจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะภายใน 12 เดือน และให้คู่กรณีพิจารณาอีก 3 เดือน รวมระยะเวลาประมาณ 15 เดือน ซึ่งหากดูจากกรณีอื่น ๆ ที่คล้ายกัน เช่น ติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย ก็ใช้เวลาในกระบวนการนี้ประมาณ 2-3 ปี กว่าจะตกลงกันได้ ดังนั้นในความเห็นของเขาการยกเลิก MOU 44 ไม่ได้ทำให้ไทย-กัมพูชา สามารถตกลงกันเรื่องแบ่งใช้ทรัพยากรได้เร็วขึ้นแต่อย่างใด
“UNCLOS ไม่ได้พูดถึงการแบ่งปันทรัพยากร UNCLOS พูดถึงการแบ่งเขต หลักก็คือว่าแบ่งเขตการให้เสร็จ ถ้ามันไม่เสร็จ UNCLOS มีบทเดียวที่ว่าด้วยการทำมาตรการชั่วคราว แต่ตรงนั้นเราจะมาพูดถึงเรื่องปิโตรเลียมกันก็ได้ในภายหลัง”นายสุภลักษณ์ กล่าว
ดร.ภัทรพงษ์ เสริมว่ากฎหมายใน UNCLOS เขียนไว้ชัดเลยว่าการแบ่งเขตทางทะลนั้นต้องมาทำข้อตกลงกัน (delimitation will most likely be effected by agreement) ดังนั้นหากเข้าสู่การประนอม ทั้งไทยและกัมพูชาก็ต้องมาตกลงกันให้ได้ในส่วนทะเลอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีป
“ระหว่างที่ตกลงกันเพื่อทำความตกลงแบ่งเขตกัน อาจทำสิ่งที่เรียกว่า provisional affiliation of a intellectual nature (การจัดทำความตกลงชั่วคราวในทางปฏิบัติ) เช่น joint pattern ก็คือการเอา ทรัพยากร ไปใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างที่ยังตกลงกันไม่ได้ อันนี้เป็นสเต็ป (ขั้นตอน) ที่ UNCLOS วางไว้ เพราะฉะนั้นหากถามว่ายกเลิก MOU ไปแล้ว จะทำให้สามารถเจรจากันได้ง่ายขึ้นไหม ก็ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น จริง ๆ ต้องถาม political will (เจตจำนงทางการเมือง) ณ วันนี้ว่าการต้องการระงับข้อพิพาทในส่วนนี้มากน้อยแค่ไหน” ดร.ภัทรพงษ์ กล่าว

ที่มาของภาพ : Getty Photos
ขณะเดียวกัน นายสุภลักษณ์กล่าวต่อว่า หากสมมติว่าไทยกับกัมพูชาสามารถตกลงเรื่อง OCA ได้ในวันนี้ ผู้เชี่ยวชาญก็ประเมินว่าต้องใช้เวลาเตรียมการทางเทคนิคและโครงสร้างพื้นฐานอีกอย่างน้อย 5 ปี “กว่าจะนำก๊าซหยดแรกขึ้นมาใช้ได้”
ข้อมูลจากกรมเชื้อเพลิงพลังงานระบุว่าปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองที่พิสูจน์แล้วของไทย (Proven Reserves: P1) อยู่ที่ 4,720,600 ล้านลูกบาศก์ฟุต ส่วนปริมาณก๊าซธรรมชาติที่น่าจะพบ (Doable Reserves: P2) อยู่ที่ 3,719,450 ล้านลูกบาศก์ฟุต และปริมาณที่อาจจะพบอยู่ที่ 1,466,250 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ข้อมูลอัปเดทล่าสุด ธ.ค. 2567)
ขณะที่การผลิตก๊าซธรรมชาติของประเทศในปี 2568 อยู่ที่ 2,509.26 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ดังนั้นหากไทยยังคงมีอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติในปริมาณดังกล่าวไปเรื่อย ๆ โดยที่ยังไม่มีการสำรวจหรือผลิตเพิ่มเติม ไทยจะมีก๊าซธรรมชาติใช้ได้อีกประมาณ 5 ปี
หากนำปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่พิสูจน์แล้ว (P1) มารวมกับปริมาณสำรองที่น่าจะพบ (P2) แล้วนำมาหารด้วยอัตราการผลิตในช่วงเวลาเดียวกัน ไทยจะมีก๊าซธรรมชาติใช้ได้อีกประมาณ 9 ปี
“ระยะเวลามันก็ขึ้นอยู่กับว่าถ้าสามารถตกลงกันได้ฉันท์มิตรมันก็อาจจะเร็วหน่อย ถ้าตกลงกันไม่ได้ฉันท์มิตรก็อาจจะยากหน่อย รวม ๆ แล้วฉันท์มิตร ดีกัน มีเกี่ยงงอนกันนิดหน่อย ตีเสียว่า 10 ปี ถึงจะใช้ก๊าซได้” นายสุภลักษณ์ กล่าว
ไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการผลิตพลังงานไฟฟ้าถึง 54.2% จากข้อมูลที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เผยแพร่ โดยในจำนวนนี้มาจากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยถึง 65% ขณะที่อีกประมาณ 35% นำเข้ามาจากเมียนมาและตะวันออกกลาง
ผู้เชี่ยวชาญด้านเขตแดนชี้ว่าแม้ก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียมจะยังอยู่ใต้ดินไม่หายไปไหน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคือ “อายุ” ในเชิงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยเขามองว่าหากไทยและกัมพูชายังคงทอดการเจรจาออกไปให้เนิ่นนาน จนพลังงานทางเลือกอื่นมีราคาถูกกว่าและการขุดเจาะปิโตรเลียมหรือก๊าซธรรมชาติมีราคาแพงกว่า มันก็อาจไม่จูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน
“มันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละฝ่ายว่าจะยอมหรือเห็นความสำคัญที่จะเอาทรัพยากรขึ้นมาใช้ให้ทันท่วงทีหรือไม่ เพราะมันมีขีดจำกัด” นายสุภลักษณ์ กล่าว
UNCLOS จะเอื้อให้ไทย-กัมพูชา ได้เส้นแบ่งเขตทางทะเลตามที่อ้างสิทธิหรือไม่ ?
ดร.ภัทรพงษ์กล่าวว่า โดยปกติแล้วรัฐต่าง ๆ มักอ้างสิทธิให้ไกลที่สุดเท่าที่มีฐานกฎหมายรองรับ ดังนั้นเมื่อทั้งสองประเทศอ้างสิทธิในพื้นที่เดียวกันจนเกิดเป็นพื้นที่ทับซ้อน เช่น กรณี OCA ระหว่างไทย-กัมพูชา หากสุดท้ายแล้วข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการตัดสินของศาลหรืออนุญาโตตุลาการภายใต้ UNCLOS จะมีกระบวนการ 3 ขั้นที่นำมาใช้พิจารณาแบ่งเขต
ขั้นตอนแรก จะลากเส้นกึ่งกลางที่มีระยะห่างจาก 2 ฝั่งเท่า ๆ กัน จากนั้นนำเส้นดังกล่าวมาปรับตามสภาพภูมิศาสตร์ต่าง ๆ เช่น การมีอยู่ของเกาะแก่งต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม จากนั้นจึงนำมาตรวจสอบดูอีกครั้งว่าได้สัดส่วนสอดคล้องกับความยาวของชายฝั่งของแต่ละประเทศหรือไม่
“ถ้าเกิดเป็นคดีขึ้นศาลหรืออนุญาโตตุลาการ ทั้งศาลและอนุญาโตตุลาการก็จะใช้ methodology (ระเบียบวิธี) นี้ ถ้าตอบคำถามตรง ๆ ก็คือมันอาจจะเป็นไปได้ยากที่เส้นที่ศาลหรือว่าอนุญาโตตุลาการเห็น จะเป็นของฝ่ายนั้นจริง ๆ” ดร.ภัทรพงษ์ กล่าว
ขณะเดียวกัน นายสุภลักษณ์ให้ความเห็นว่าไม่ว่าจะดำเนินการระงับข้อพิพาทเรื่อง OCA ภายใต้ MOU 44 หรือ UNCLOS ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครได้เส้นเขตแดนทางทะเลตามที่อ้างสิทธิไว้ทั้งหมด เพราะสุดท้ายแล้วเส้นเหล่านี้ก็ต้องถูกปรับลดเพื่อให้เกิดจุดที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้
เขากล่าวต่อว่าในอดีต จอห์น โรเบิร์ต วิกเตอร์ เพรสคอตต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเขตแดนทางทะเลจากออสเตรเลีย เคยศึกษาการกำหนดเส้นเขตแดนโดยใช้เส้นมัธยะ (Equidistance Line) ในกรณี OCA ของไทย-กัมพูชา ตามหลักการของ UNCLOS ไว้ และต่อมาไคลฟ์ สกอร์ฟีลด์ ได้นำงานของเพรสคอตต์มาศึกษาต่อและตีพิมพ์เป็นวิทยานิพนธ์ในปี 1999 จนทำให้แบบจำลองนี้กลายเป็นข้อมูลอ้างอิงสำคัญจนถึงปัจจุบัน

ที่มาของภาพ : HANDOUT/SUPALAK GANJANAKHUNDEE
หากพิจารณาจากแบบจำลองของเพรสคอตต์และสกอร์ฟีลด์ เห็นได้ว่าไทยจะเป็นฝ่ายได้พื้นที่เหนือเส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ เป็นส่วนใหญ่ เพราะสัญฐานของชายฝั่งไทยมีลักษณะเว้าลึกเข้าไป ขณะที่กัมพูชาจะได้พื้นที่ใต้เส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือไปเกือบทั้งหมด เนื่องจากชายฝั่งของกัมพูชายื่นออกมาในทะเลมากกว่า และเมื่อวัดระยะจากเส้นฐานและเกาะแก่งต่าง ๆ จึงทำให้เส้นยื่นเข้ามาในแอ่งปัตตานีซึ่งเป็นแหล่งก๊าซและปิโตรเลียมสำคัญค่อนข้างมาก
“ก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายไทยว่าจะเลือกอะไร ถ้าเรายังยืนยันอยู่กับสปิริต MOU 44 แหล่งพัฒนาร่วมก็จะเอา เขตแดนก็จะเอา ก็ต้องหาทางประนีประนอม เพราะตอนนี้ทางกัมพูชาเขาก็อ่าน thesis (วิทยานิพนธ์) นี้เหมือนกัน มีผู้เชี่ยวชาญเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเขาจะไม่รู้หรือว่าแนวแบบนี้มันเป็นไปได้ มันก็ขึ้นอยู่กับการเจรจาที่จะยอมกัน” นายสุภลักษณ์ กล่าว
การยกเลิก MOU 44 ของรัฐบาลอนุทินกำลังทิ้งมรดกอะไรไว้ให้คนรุ่นต่อมา ?
นายสุภลักษณ์ให้ความเห็นกับ.ว่า MOU 44 ที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมในลักษณะ “บุญคุณความแค้น” กับตระกูลฮุนของกัมพูชา ทำให้เกิดวาทกรรมเรื่องการ “แลกเปลี่ยนผลประโยชน์” มาโดยตลอด เช่น เคยมีการกล่าวหาว่าจะเอาเกาะกูดหรือแหล่งก๊าซธรรมชาติไปแลกกับปราสาทเขาพระวิหาร เป็นต้น
แม้วาทกรรมเหล่านั้นดูไม่สมเหตุสมผลในทางกฎหมาย แต่มันก็สะท้อนถึงความกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างตระกูลผู้นำ และถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตีตระกูลชินวัตรทุกครั้งหากไทยและกัมพูชามีปัญหาเรื่องชายแดน ซึ่งสำหรับคนทั่วไปหรือทางการเมืองมองว่าเรื่องนี้เป็น “ภาระทางการเมือง” อย่างหนึ่ง
นายสุภลักษณ์มองว่า การยกเลิก MOU 44 ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นการตัดสินใจที่ต้องการตัดภาระทางการเมือง ในความเป็นจริงแล้ว การยกเลิกบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้กำลัง “เพิ่มภาระ” ให้กับรัฐบาล เนื่องจากในตอนนี้ยังไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะเดินหน้าเรื่องนี้อย่างไรต่อ หลังบอกยกเลิก MOU 44 แล้ว
อีกสิ่งหนึ่งคือรัฐบาลอนุทินอาจถูกเปรียบเปรยว่า “บอกเลิกไม่เสร็จ” หากดำเนินการยกเลิก MOU 44 ไม่ครบถ้วนตามกระบวนการทางกฎหมาย เช่น ไม่ได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ รวมถึงยังมีข้อถกเถียงว่าการยกเลิก MOU 44 ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่ หากพิจารณาจากเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบัน
“เหมือนกรณีคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่บอกเลิกแต่ทำไม่สำเร็จ ทำไม่จบ กระบวนการมันก็ค้างเติ่งมา” เขากล่าว

ที่มาของภาพ : กรมเชื้อเพลิงพลังงาน
นายสุภลักษณ์กล่าวต่อว่าการประกาศยกเลิก MOU 44 โดยไม่มีกลไกรองรับที่ชัดเจน จะก่อให้เกิด “ช่องว่างทางกฎหมาย” และสร้างความไม่แน่นอนแก่บริษัทเอกชนผู้ถือสัมปทานในพื้นที่ OCA ซึ่งบางรายถือครองสิทธิมานานกว่า 25 ปี แต่ยังไม่สามารถเข้าดำเนินการได้ ดังนั้น หากมีการยกเลิก MOU 44 ซึ่งมีสถานะเป็นข้อตกลงชั่วคราว (Provisional Design) โดยไม่มีมาตรการอื่นทดแทน เอกชนอาจใช้สิทธิ์ทางกฎหมายฟ้องร้องรัฐบาลไทยได้ และนี่อาจเป็นหนึ่งในมรดกที่รัฐบาลอนุทินทิ้งไว้ให้คนรุ่นต่อมา












