
‘ศาลปกครองสูงสุด’ สั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา คดี ‘ประชาชน’ ฟ้อง ‘นายกสภาวิชาชีพบัญชี’ ละเลยหน้าที่ไม่ตรวจสอบ-เสนอแนะ ‘อธิบดีสรรพากร' ปม ‘รพ.เอกชน’ เก็บ ‘ค่ารักษาพยาบาล’ ซ้ำซ้อน ทำให้ค่ารักษาพยาบาลสูงเกินควร ชี้ ‘ผู้ฟ้องคดี’ มิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนฯ
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำสั่งตามคำร้องที่ 322/2568 คำสั่งที่ 264/2569 ซึ่งเป็นคดีที่ น.ส. ร. (ผู้ฟ้องคดี) ในฐานะประชาชน ยื่นฟ้องนายกสภาวิชาชีพบัญชี (ผู้ถูกฟ้องคดี) กรณีละเลยต่อหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ.2547 โดยไม่ดำเนินการตรวจสอบ หรือให้คำแนะนำ ท้วงติง ต่ออธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับการบันทึกรายได้ และค่าใช้จ่ายของแพทย์และโรงพยาบาลเอกชนตามสัญญาหรือข้อตกลงแบ่งส่วนรายได้ ที่มีผลให้แพทย์ใช้ประโยชน์ทางภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (6) ในการหักค่าใช้จ่ายได้สูงถึงร้อยละ 60 โดยไม่จำกัด
ทั้งที่แพทย์ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง และแพทย์ไม่ได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระตามหลักเกณฑ์ในมาตราดังกล่าว เนื่องจากแพทย์และผู้ประกอบการ สถานพยาบาลเอกชน ต่างเป็นผู้ตั้งราคาค่ารักษาพยาบาล โดยแพทย์เป็นผู้ตั้งราคาค่าตรวจของแพทย์ ส่วนผู้ประกอบการสถานพยาบาลเป็นผู้ตั้งราคาค่าใช้สถานพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีผู้ประกอบการซ้อนผู้ประกอบการ และมีการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลซ้อนค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยคนเดียวกัน
เป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากค่ารักษาพยาบาลที่สูงเกินสมควร ไม่สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนได้ จึงต้องกลับไปใช้บริการระบบสาธารณสุขของโรงพยาบาลรัฐแทน ทำให้เกิดความแออัดและสร้างภาระแก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องรักษาผู้ป่วยจำนวนมาก ในขณะที่กรมสรรพากรได้รับภาษีน้อยลง
โดยคดีนี้ ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น ไม่รับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่ง และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจาก น.ส. ร. (ผู้ฟ้องคดี) มิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องขอให้ นายกสภาวิชาชีพบัญชี (ผู้ถูกฟ้องคดี) ชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
“เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดี (น.ส. ร.) อ้างว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ฟ้องคดี ได้ยื่นคำร้องทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 17 ธ.ค.2567 ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี (นายกสภาวิชาชีพบัญชี) ตรวจสอบการบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายของแพทย์และโรงพยาบาลเอกชน ตามสัญญาหรือข้อตกลงแบ่งส่วนรายได้ที่มีผลให้แพทย์ใช้ประโยชน์ทางภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 วรรคหนึ่ง (6) ในการหักค่าใช้จ่ายได้สูงถึงร้อยละ 60
ทั้งที่แพทย์ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง และแพทย์ไม่ได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ตามหลักเกณฑ์ในมาตราดังกล่าว เนื่องจากแพทย์และผู้ประกอบการสถานพยาบาลเอกชนต่างเป็นผู้ตั้งราคาค่ารักษาพยาบาล โดยแพทย์เป็นผู้ตั้งราคาค่าตรวจของแพทย์ ส่วนผู้ประกอบการสถานพยาบาลเป็นผู้ตั้งราคาค่าใช้สถานพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีผู้ประกอบการซ้อนผู้ประกอบการ และมีการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลซ้อนค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยคนเดียวกัน เป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากค่ารักษาพยาบาลที่สูงเกินสมควร และทำให้กรมสรรพากรได้รับภาษีน้อยลง
ซึ่งกรณีดังกล่าวเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดี (นายกสภาวิชาชีพบัญชี) ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กำหนดในมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ.2547 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย ไม่แจ้งผลการตรวจสอบให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้อง ต่อศาลปกครองชั้นต้น
โดยมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชี้แจงให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า ผู้ถูกฟ้องคดี ได้มีการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ.2547 ในการให้คำแนะนำ ท้วงติง ตรวจสอบอธิบดีกรมสรรพากร กรณีให้แพทย์และผู้ประกอบการสถานพยาบาล ทำสัญญาส่วนแบ่งรายได้ และการใช้ประโยชน์ทางภาษีจากมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ชอบด้วยมาตรฐานการบัญชีหรือไม่ และมีแนวทางในการแก้ไขปัญหา การมีผู้ประกอบการซ้อนผู้ประกอบการดังกล่าวจนส่งผลทำให้ค่ารักษาพยาบาลแพงเกินจริง อย่างไร
คดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้ได้ ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (2) แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน โดยการสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติตามหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลปกครองกำหนด
อย่างไรก็ตาม โดยเหตุที่ผู้ฟ้องคดี (น.ส. ร.) กล่าวอ้างว่า ความเดือดร้อนหรือเสียหายของผู้ฟ้องคดีที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ เกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดี (นายกสภาวิชาชีพบัญชี) ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กำหนดในมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ.2547 โดยผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชี้แจงให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า ผู้ถูกฟ้องคดี ได้มีการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อร้องเรียนของผู้ฟ้องคดี และมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างไร
ซึ่งเมื่อได้พิจารณาตามมาตรา 34 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ.2547 โดยตลอดแล้ว จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ได้บัญญัติให้คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี มีหน้าที่ต้องดำเนินการตรวจสอบและรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง และกำหนด ปรับปรุง หรือพัฒนามาตรฐานการบัญชีโดยพลัน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะกระทำได้ ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชีได้รับแจ้งจากผู้ทำบัญชี
ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ผู้ใช้ข้อมูลทางการเงิน กรมการประกันภัย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการ กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือหน่วยงานอื่นใด ว่า กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับ การปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีที่กำหนดไว้ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหาย หรือการปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ หรือเป็นอุปสรรค ต่อการประกอบกิจการ
กรณีจึงเห็นได้ว่า การดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าว มิใช่กรณีที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งการที่ผู้ฟ้องคดีมิใช่ผู้ทำบัญชี ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี หรือผู้ใช้ข้อมูลทางการเงิน ซึ่งเป็นบุคคลตามที่มาตรา 34 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดให้เป็นผู้แจ้งต่อคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี เพื่อให้ทราบถึงปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีที่กำหนดไว้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหาย หรือการปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าว
ทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ หรือเป็นอุปสรรค ต่อการประกอบกิจการ อันจะเป็นเหตุให้คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี ต้องดำเนินการตรวจสอบและรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องและกำหนด ปรับปรุง หรือพิจารณามาตรฐานการบัญชีตามบทบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด
ดังนั้น ผู้ฟ้องคดี (น.ส. ร.) จึงมิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ศาลปกครองจึงไม่อาจรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งได้ คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น
การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น” คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ตามคำร้องที่ 322/2568 คำสั่งที่ 264/2569 ลงวันที่ 26 มี.ค.2569 ระบุ
สำหรับคดีนี้ ผู้ฟ้องคดี (น.ส. ร.) ฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 17 ธ.ค.2567 ถึงผู้ถูกฟ้องคดี (นายกสภาวิชาชีพบัญชี) ขอให้ตรวจสอบว่า การบันทึกรายได้ และค่าใช้จ่ายของแพทย์และโรงพยาบาลเอกชน ตามสัญญาหรือข้อตกลงแบ่งส่วนรายได้ ที่มีผลให้แพทย์ใช้ประโยชน์ทางภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (6) ในการหักค่าใช้จ่ายได้สูงถึงร้อยละ 60 โดยไม่จำกัด ทั้งที่แพทย์ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง และแพทย์ไม่ได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระตามหลักเกณฑ์ในมาตราดังกล่าว
เนื่องจากแพทย์และผู้ประกอบการ สถานพยาบาลเอกชน ต่างเป็นผู้ตั้งราคาค่ารักษาพยาบาล โดยแพทย์เป็นผู้ตั้งราคาค่าตรวจของแพทย์ ส่วนผู้ประกอบการสถานพยาบาลเป็นผู้ตั้งราคาค่าใช้สถานพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีผู้ประกอบการซ้อนผู้ประกอบการ และมีการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลซ้อนค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยคนเดียวกัน เป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากค่ารักษาพยาบาลที่สูงเกินสมควร ไม่สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนได้
จึงต้องกลับไปใช้บริการระบบสาธารณสุขของโรงพยาบาลรัฐแทน ทำให้เกิดความแออัดและสร้างภาระแก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องรักษาผู้ป่วยจำนวนมาก ในขณะที่กรมสรรพากรได้รับภาษีน้อยลง
กรณีดังกล่าวเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามที่กำหนดในมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ.2547 ซึ่งหลังจากผู้ถูกฟ้องคดี ได้รับคำร้องทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้แจ้งผลการตรวจสอบให้ผู้ฟ้องคดีทราบแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ค่ายา ค่ารักษาพยาบาล และค่าบริการ ทางการแพทย์ได้ถูกกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุมตามที่คณะรัฐมนตรี มีมติในคราวประชุมเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2562 แต่เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ในการควบคุมค่ารักษาพยาบาลตามที่คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายในคราวประชุมในวันดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้
1.ให้ผู้ถูกฟ้องคดี (นายกสภาวิชาชีพบัญชี) ชี้แจงให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ.2547 ในการให้คำแนะนำ ท้วงติง ตรวจสอบ อธิบดีกรมสรรพากร กรณีการให้แพทย์และผู้ประกอบการสถานพยาบาลทำสัญญาส่วนแบ่งรายได้ และการใช้ประโยชน์ทางภาษีจากมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากรนั้น ชอบด้วยมาตรฐานการบัญชีว่าด้วยหลักเกณฑ์การบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายที่ถูกต้องเหมาะสม ตามแหล่งที่มาของรายได้และค่าใช้จ่ายจริง ตามมาตรฐานการบัญชีหรือไม่ ก่อนที่ผู้สอบบัญชี จะลงนามรับรองในงบการเงินของผู้ประกอบการสถานพยาบาลเอกชนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
2.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีชี้แจงให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาการมีผู้ประกอบการซ้อนผู้ประกอบการอยู่ในสถานพยาบาลแห่งเดียวกันถึง 2 ราย ซึ่งต่างฝ่ายต่างเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลกับผู้ป่วยรายเดียวกันจนส่งผลทำให้ค่ารักษาพยาบาลแพงเกินจริง ซึ่งแม้แต่บริษัทประกันยังต้องให้ประชาชนร่วมจ่ายอย่างไร
3.ขณะที่ประชาชนซึ่งเป็นผู้ป่วยต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลที่ซ้ำซ้อนและสูงเกินเหตุ ให้แก่ทั้งแพทย์และผู้ประกอบการซึ่งซ้ำซ้อนกันถึง 2 ราย ในสถานพยาบาลแห่งเดียวกัน แต่กรมสรรพากรกลับได้รับรายได้ภาษีน้อยกว่าความเป็นจริง กรณีจึงเป็นการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายจากสัญญานิติกรรมอำพรางดังกล่าวนี้หรือไม่ ซึ่งส่งผลกระทบเสียหายอย่างยิ่งต่อระบบสาธารณสุขของภาครัฐและคนไทยทุกคนที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจำนวนมากในปัจจุบัน













