วิเคราะห์: ข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน ก่อให้เกิดคำถามที่เลี่ยงไม่ได้ถึงจุดประสงค์ของสงครามครั้งนี้

ที่มาของภาพ : AFP by scheme of Getty Pictures

พลเรือนชาวอิหร่านต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความเสี่ยงจากการถูกโจมตีมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว
Article Files
    • Author, เจเรมี โบเวน
    • Role, บรรณาธิการข่าวต่างประเทศบีบีซี
  • Published
  • เวลาอ่าน: 7 นาที

บันทึกความเข้าใจที่ลงนามโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ได้ระบุถึงผลลัพธ์ทางการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ จากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา

ผลกระทบต่อชีวิตของมนุษย์เป็นที่ชัดเจน มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน ซึ่งจำนวนมากเป็นพลเรือน ทั้งในอิหร่านและเลบานอน

สหรัฐฯ และอิสราเอลในฐานะประเทศที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้ง ได้ประสบกับความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ ระบอบการปกครองในกรุงเตหะรานต้องเผชิญกับฝันร้ายที่สุด จากปฏิบัติการทางทหารร่วมกันเพื่อทำลายหรือบั่นทอนอำนาจโดยสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก และอิสราเอล มหาอำนาจในตะวันออกกลาง แต่ระบอบการปกครองนี้ไม่เพียงแต่อยู่รอดมาได้เท่านั้น หากแต่ยังได้รับอำนาจเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

กลยุทธ์ในการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันและก๊าซหนึ่งในห้าของโลก รวมถึงส่วนประกอบสำคัญอื่น ๆ ในเศรษฐกิจโลก ได้บีบให้ทรัมป์ต้องยอมตามในเงื่อนไขหลายประการซึ่งสร้างความโกรธเคืองและตื่นตระหนกให้แก่กลุ่มสายเหยี่ยวหรือผู้ที่สนับสนุนการใช้นโยบายแข็งกร้าวต่ออิหร่านในอเมริกา รวมถึงรัฐบาลอิสราเอลด้วย

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้เรียกร้องให้ยุติสงครามในเลบานอน แต่อิสราเอลระบุว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะอิสราเอลต้องการมีอิสระในการดำเนินปฏิบัติการในเลบานอน ซึ่งประเด็นนี้อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ แตกแยกกันหนักยิ่งขึ้น และเข้าทางกลุ่มการเมืองสายแข็งในอิหร่านที่คัดค้านการทำข้อตกลงใด ๆ กับอเมริกัน

เพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เนื้อหาในบันทึกความเข้าใจระบุว่า สหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมตอบโต้อิหร่านในท่าเรือต่าง ๆ รวมถึงยกเว้นการคว่ำบาตรเพื่อให้อิหร่านสามารถสร้างรายได้หลายพันล้านดอลลาร์จากการส่งออกน้ำมันได้ และเริ่มกระบวนการคืนเงินอีกหลายพันล้านดอลลาร์ให้อิหร่านโดยการปลดอายัดทรัพย์สินที่ถูกยึดอายัดไว้ในต่างประเทศ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงขั้นตอนก่อนที่จะเข้าสู่การเจรจาที่ยากลำบากในเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งนี่คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้สถานการณ์กลับไปเป็นเหมือนวันที่ 27 ก.พ. หรือหนึ่งวันก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเปิดฉากสงคราม ในวันนั้นช่องแคบฮอร์มุซยังเปิดให้เดินเรือได้ตามปกติ และผู้เจรจาของสหรัฐฯ และอิหร่านก็กำลังหารือเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์กันอยู่

การลงนามในบันทึกความเข้าใจหมายความว่าผู้เจรจาจะกลับไปทำงานต่อ และเรือต่าง ๆ จะสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue finding outได้รับความนิยมสูงสุด

Kill of ได้รับความนิยมสูงสุด

แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศในสมัยรัฐบาลโจ ไบเดน ได้โพสต์ข้อความบนเอ็กซ์ (X) ว่า “ความสำเร็จเพียงอย่างเดียวของการหยุดยิvครั้งนี้ คือความเป็นไปได้ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งช่องแคบนี้ก็เคยเปิดอยู่ก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ และเรากลับต้องจ่ายเงินให้อิหร่านเพื่อแลกกับสิ่งนั้น”

คำถามที่ว่าแท้จริงแล้วสงครามนี้เกิดขึ้นเพื่ออะไรนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่มีวันจางหายไป ซึ่งนี่นับเป็นความผิดพลาดทางนโยบายต่างประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดของทรัมป์จนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์นี้ยังอาจนำไปสู่จุดจบของเส้นทางการเมืองอันยาวนานของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เขาจะต้องเผชิญกับการเลือกตั้งในเดือน ต.ค. และการตัดสินจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอิสราเอลด้วยความรู้สึกที่มีต่อบทบาทของเขาที่มีส่วนต่อความล้มเหลวทางด้านความมั่นคง ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล ที่ทำให้กองทัพและหน่วยงานข่าวกรองที่เคยได้รับการยกย่อง พลาดท่าเพราะไม่สามารถตรวจพบแผนการของกลุ่มฮามาสที่จะบุกโจมตีอิสราเอลจากฉนวนกาซาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023

นโยบายทางการทหารที่แข็งกร้าวและการเพิกเฉยต่อวิถีทางการทูตของเนทันยาฮู ถูกออกแบบมาอย่างน้อยก็เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของเขาในฐานะ “มิสเตอร์ซีเคียวริตี้” (Israel's Mr Security) หรือ ผู้นำด้านความมั่นคงของอิสราเอล

ทางการกรุงเตหะรานตระหนักถึงพลังของการปิดช่องแคบฮอร์มุซมาโดยตลอด เช่นเดียวกับกองทัพสหรัฐฯ นักการทูต และสายลับของพวกเขา

แต่อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งเป็นชายชราผู้รอบคอบ เลือกที่จะไม่เสี่ยงใช้ช่องแคบดังกล่าวเป็นอาวุธ

ทว่าหลังจากที่อิสราเอลปลิดชีพอาลี คาเมเนอี และที่ปรึกษาใกล้ชิดที่สุดจากการทิ้งsะเบิดระลอกแรกในสงคราม ผู้สืบทอดตำแหน่งของเขาเชื่ออย่างถูกต้องว่าพวกเขากำลังเผชิญกับการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด พวกเขาจึงไม่ลังเลที่จะปิดช่องแคบดังกล่าว

ที่มาของภาพ : Reuters

ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์และเนทันยาฮูเริ่มตึงเครียดขึ้น อันเป็นผลมาจากการปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอน

พวกเขาได้ค้นพบอำนาจในการควบคุมจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจระดับโลก ซึ่งเป็นอาวุธที่ใช้งานได้จริงและมีราคาถูกกว่าเครือข่ายพันธมิตรและตัวแทนในความขัดแย้งที่อิหร่านใช้เวลาหลายทศวรรษและเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างขึ้นในตะวันออกกลางมาก

ยกเว้นระบอบการปกครองของอัสซาดในซีเรียที่ล่มสลายไปเมื่อปลายปี 2024 สิ่งที่เรียกว่า แกนแห่งการต่อต้าน (Axis of Resistance) ของอิหร่านยังคงอยู่รอดมาได้แบบเฉียดฉิว แต่ก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอิสราเอลจนกลายเป็นประเด็นที่น่าสงสัยว่าระบอบยังสามารถ “ทัดทานต่อต้าน” ได้จริงหรือไม่

อิหร่านยังทุ่มเงินมหาศาลไปกับโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งทางการยังคงปฏิเสธว่าไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างอาวุธ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงการนี้ทำให้อิหร่านมีทางเลือกและมีอำนาจในการข่มขู่ ทว่ามันกลับเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่ออิหร่านเอง แม้ว่าระบอบการปกครองจะยังคงอยู่รอดมาได้ก็ตาม

ในทางตรงกันข้าม การปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นทำได้ง่ายและส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยกระจายความเดือดร้อนไปถึงรัฐอ่าวอาหรับที่ผลิตน้ำมัน รวมถึงประเทศอื่น ๆ ส่วนใหญ่ของโลกด้วย

แสนยานุภาพทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลสามารถคว้าชัยชนะทางยุทธวิธีได้หลายครั้ง แต่ชัยชนะเหล่านั้นไม่เพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ได้ นั่นเป็นเพราะกลยุทธ์ในการเปลี่ยนระบอบการปกครองของสหรัฐฯ และอิสราเอลตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ละเลยความเป็นจริงและการคำนวณที่ผิดพลาด

พวกเขาตั้งสมมติฐานว่าการสังหารผู้นำสูงสุดจะทำให้ระบอบการปกครองอิหร่านล่มสลาย แต่ตลอดระยะเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ สถาบันต่าง ๆ ของสาธารณรัฐอิสลามถูกออกแบบมาเพื่อต้านทานความพยายามในการถูกทำลายล้าง

สถานการณ์นี้ไม่เหมือนกับเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นเผด็จการคอร์รัปชันในละตินอเมริกาที่ล่มสลายเมื่อผู้นำถูกลักพาตัวและนำตัวขึ้นศาลในสหรัฐฯ ระบอบการปกครองของอิหร่านนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความฉ้อฉลและกดขี่อย่างรุนแรง ก่อนหน้านี้ในเดือน ม.ค. คนของทางการได้สังหารผู้ประท้วงหลายพันคนบนท้องถนนในอิหร่าน แต่ระบอบนี้ยังมีพื้นฐานมาจากอุดมการณ์ ความเชื่อทางศาสนา และแนวคิดเรื่องความมั่นคงของชาติ การพลีชีพ และความอยู่รอด ซึ่งเติบโตมาจากสงครามอันน่าสะพรึงกลัวกับอิรักในยุคซัดดัม ฮุสเซน เมื่อช่วงทศวรรษ 1980

เมื่อครั้งที่เริ่มทำสงคราม ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าระบอบการปกครองในกรุงเตหะรานจะล่มสลาย เขาบอกให้ชาวอิหร่านเตรียมตัวสำหรับโอกาสครั้งหนึ่งในรอบชั่วอายุคนที่จะกอบกู้ประเทศของพวกเขากลับคืนมา และหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เรียกร้องให้มีการยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข

เนทันยาฮู ซึ่งเคยพยายามหลายต่อหลายครั้งแต่ล้มเหลวในการโน้มน้าวให้ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าทรัมป์ในทำเนียบขาวทำสงครามกับอิหร่าน ได้ใช้ภาษาในเชิงคัมภีร์ไบเบิลเพื่อสรุปความยิ่งใหญ่ของสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเกิดขึ้นว่า “กองกำลังผสมนี้ช่วยให้เราทำในสิ่งที่ผมโหยหามาตลอด 40 ปี นั่นคือการทำลายระบอบการก่อการร้ายให้สิ้นซาก”

แต่ชายทั้งสองคนกลับทำไม่ได้สำเร็จตามที่พูดไว้

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ยังไม่ใช่ข้อตกลงขั้นสุดท้าย แต่เป็นข้อตกลงเพื่อเริ่มหารือเกี่ยวกับประเด็นใหญ่ที่สุดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน นั่นคือโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทว่าเนื้อหาเบื้องต้นได้บรรจุสิ่งจูงใจสำคัญไว้ให้ฝ่ายอิหร่าน โดยสหรัฐฯ ระบุว่าหากการเจรจาคืบหน้า สหรัฐฯ จะยกเลิกการคว่ำบาตร

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการเจรจาในกรอบเวลา 60 วันเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งอาจมีการขยายเวลาออกไปได้และมีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนั้น เนื่องจากเป็นประเด็นที่ซับซ้อน เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ไว้ใจกันและมีโอกาสผิดพลาดได้มาก กลุ่มสายแข็งในกรุงวอชิงตัน และกรุงเตหะราน รวมถึงอิสราเอล ต่างก็ไม่ต้องการให้ข้อตกลงนี้ประสบความสำเร็จ

อิหร่านอาจเล่นเกมที่เกินตัว โดยตั้งเงื่อนไขขั้นสูงสุดในการเจรจาที่กำลังจะมาถึง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อาจช่วยกอบกู้เศรษฐกิจที่พังทลายของตนได้

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ยังถือว่าดีกว่าสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคนและคุกคามให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

หากบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ได้โดยเป็นที่น่าพอใจต่อทั้งสหรัฐฯ และอิหร่าน และหากทั้งสองฝ่ายรักษาคำพูด ตะวันออกกลางก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่นั่นเป็นเงื่อนไขที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ซึ่งรออยู่ปลายอุโมงค์ของการเจรจาที่ยาวนานและยากลำบาก

การตอบสนองครั้งแรกจากผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน

หลังมีการลงนามในข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม สหรัฐฯ ได้ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านแล้ว โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือเซนต์คอม ยืนยันการสิ้นสุดของการปิดล้อมผ่านทางเอ็กซ์ (X) โดยระบุว่าเป็นไปตาม “คำสั่งของประธานาธิบดี” และกล่าวว่าเรือบางลำของสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ใน “พื้นที่โดยรอบ”

ต่อมา โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวว่าเขาได้อนุมัติข้อตกลงกับสหรัฐฯ แล้ว แม้ว่าเขาจะมี “มุมมองที่แตกต่างออกไป” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ผู้นำสูงสุดอิหร่านระบุว่าเขาอนุญาตให้ข้อตกลงนี้ดำเนินไปได้หลังจากได้รับคำรับรองจากประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่านว่า เขาจะ “ปกป้องสิทธิของชาติอิหร่าน”

โมจตาบา คาเมเนอี กล่าวต่อไปว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ “ใช้ทุกวิถีทางด้วยความสิ้นหวัง” เพื่อให้ข้อตกลงนี้เกิดขึ้น และแม้ว่าจะมีการ “เจรจาแบบพบหน้ากันในอนาคต” ระหว่างเตหะรานและวอชิงตัน แต่นี่ “ไม่ได้หมายถึงการยอมรับในจุดยืนของศัตรู”

นี่เป็นครั้งแรกที่โมจตาบา คาเมเนอี ออกมาตอบสนองต่อข้อตกลง เขาไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือน มี.ค. หลังการเสียชีวิตของบิดาและอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ในเหตุการณ์โจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ.