
.
11 มิถุนายนที่ผ่านมา องค์การบริหารมหาสมุทรชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ประกาศอย่างเป็นทางการว่า โลกได้เข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญ หลังมีรายงานว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรตอนกลางถึงตอนตะวันออก พุ่งสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน 0.5 องศาเซลเซียส ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ยังคาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้สูงถึง 63% ที่ปรากฏการณ์ธรรมดา แต่จะยกระดับกลายเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Clean El Niño)
.
ประเด็นหนึ่งที่ทำผู้คนต้องอดเป็นห่วงไม่ได้ คือเมื่อเอลนีโญ รวมกับภาวะโลกร้อนที่เกิดจากฝีมือมนุษย์มานานหลายทศวรรษ มีโอกาสทำให้เกิดปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศ แหล่งอาหาร และเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งหมดคือความเปราะบางที่ปัญหาหลายอย่างจะเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งอาการที่ร้อน ปัจจัยทางเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยที่ก่อนหน้านี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยออกมาเตือนว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศที่ยากจนที่สุด 68 ประเทศทั่วโลกกำลังประสบปัญหาหนี้สินหรือมีความเสี่ยงสูงที่ ทั้งจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ปริมาณปุ๋ยลดลง ความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติจากสภาพอากาศอ่อนแอลง
.
ในประเทศไทยเว็ปไซต์กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รายงานว่า ผลกระทบต่อประเทศไทยมีทั้งในมิติของปริมาณฝนและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ถึงมกราคม 2570 โดยปริมาณฝนในหลายพื้นที่ของประเทศจะมีค่าต่ำกว่าปกติ และเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนหลักระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม แม้ไทยจะได้รับความชื้นจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มาช่วย แต่หากเอลนีโญ ทวีความรุนแรงขึ้น ปริมาณฝนในหน้าฝนก็มักจะน้อยลงไปด้วย
.
นอกจากนี้ในช่วงปลายฤดูฝนระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม พายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกอาจก่อตัวห่างจากชายฝั่งเอเชียมากกว่าปกติ ซึ่งหากพายุเหล่านี้ไม่เคลื่อนเข้าใกล้ไทย ฝนในช่วงปลายฤดูก็จะยิ่งลดน้อยลงไปอีก รวมไปถึงพื้นที่ภาคใต้ที่จะเผชิญกับภาวะฝนน้อยลงในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมซึ่งเป็นฤดูฝนของพื้นที่ดังกล่าวตามปกติ ประเทศไทยจึงจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม 2569 ถึงกุมภาพันธ์ 2570 ซึ่งจะส่งผลให้ฤดูหนาวในปีนี้อาจจะไม่หนาวเย็นเหมือนปีที่ผ่านมา
.
ปรากฏการณ์เอลนีโญ กำลังส่งสัญญาณให้ผู้คนเตรียมรับมือ ซึ่ง ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศน์ทางทะเล และรองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยให้มุมมองในเฟสบุ๊คถึง Timeline 4 ระยะ ที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยได้คือ 1. ช่วงมิถุนายน – กรกฎาคม เป็นช่วงเริ่มต้นของปรากฏการณ์ ฝนฟ้าอากาศยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่อาจมีความแปรปรวนและรู้สึกร้อนขึ้นบ้างในบางช่วง
.
2. ช่วงสิงหาคม – ตุลาคม ความรุนแรงจะขยับขึ้นสู่ระดับที่ 2 โดยจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้นจากการที่ฝนเริ่มทิ้งช่วง และมีปริมาณน้อยกว่าปกติ ในขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเลในแถบทะเลจีนใต้ที่สูงขึ้น อาจส่งผลให้เกิดพายุไต้ฝุ่นที่มีความรุนแรงหรือเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าปกติ
.
3. ช่วงพฤศจิกายน 2569 – มกราคม 2570 เข้าสู่ช่วง “ซูเปอร์เอลนีโญ” อย่างเต็มตัว ซึ่งถือเป็นช่วงที่ปรากฏการณ์นี้พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ส่งผลให้ฤดูหนาวของประเทศไทยมีอุณหภูมิร้อนกว่าปกติ และปริมาณฝนจะน้อยลงอย่างมากจนเกิดความแห้งแล้ง
.
4.กุมภาพันธ์ 2570 – มิถุนายน 2570 แม้ความรุนแรงของเอลนีโญจะเริ่มลดลง แต่ผลกระทบสะสมจะรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะปัญหาวิกฤติขาดแคลนน้ำเนื่องจากปริมาณน้ำสำรองที่เก็บกักไว้มีน้อย
.
ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญในครั้งนี้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อหลายภาคส่วน ประชาชนต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัด สำรองน้ำไว้อุปโภคบริโภค ภาคเกษตรกรรมและธุรกิจ ควรจัดการน้ำเพื่อต้นทุนการผลิต
ที่มา : สำนักข่าว BBC, กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, เฟสบุ๊คผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
RSS) ที่มา : Nationwide Geographic Thailand's












